Archive from October, 2010

มาตรกำลังไฟฟ้าอีกครั้ง

Oct 28, 2010 by     Comments Off on มาตรกำลังไฟฟ้าอีกครั้ง    Posted under: Poems, Uncategorized

มาตรกำลังไฟฟ้าอีกสักครั้ง
อันรูปนี้ที่เน้นเห็นสิ่งใด
ใครบอกได้ในสิ่งนี้ที่สงสัย
ความถูกต้องสอดคล้องกันอันเป็นไป
ดังที่ใช้หน่วยนั้นฉันยังงง

ผู้เขียนได้กล่าวถึงหน่วยของพลังงานไฟฟ้า 1 หน่วย คือ 1 กิโลวัตต์-ชั่วโมง
มาตรตัวนี้ที่ใช้นี้จึงควรเป็นมาตรกิโลวัตต์ชั่วโมง (Kilowatt-Hour Meter) ตัวหนึ่ง
ทั้งนี้จากรูปนี้ คือ มาตรวัตต์ชั่วโมง (Watt-Hour Meter) ตัวหนึ่งโดยมีคำที่ซ่อนไว้ คือ rev/kWh ผู้อ่านลองมองหาดูซิ
ผู้เขียนสงสัยสิ่งนี้มานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสสื่อให้คนอื่น ๆ ได้รับรู้ดังเช่นครั้งนี้
อนึ่ง ผู้อ่านเคยได้รับรู้อีกอย่างหนึ่งเหมือนกับผู้เขียนหรือไม่ดังนี้
โดยปกติบ้านเล็ก ๆ หลังหนึ่งใช้มาตรไฟฟ้า 5 แอมแปร์ตัวหนึ่งที่เป็นมาตรขนาดเริ่มต้น อันเนื่องจากบ้านหลังเล็ก ๆ ใช้พลังงานไฟฟ้าไม่มาก
อย่างไรก็ตาม มาตรไฟฟ้าสำหรับที่อยู่อาศัยก็จะเพิ่มเป็น 15 แอมแปร์หรือสูงกว่านี้ได้
สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกแปลกใจมีดังนี้
ผู้เขียนได้รับการบอกกล่าวมาว่า “มาตรไฟฟ้าแต่ละตัวจะทนกระแสไฟฟ้าประมาณ 3 เท่าของค่าที่ระบุไว้นั้น” เช่น
มาตรไฟฟ้า 5 แอมแปร์ตัวหนึ่งทนกระแสไฟฟ้าได้ถึง 15 แอมแปร์
และมาตรไฟฟ้า 15 แอมแปร์อีกตัวหนึ่งทนกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 45 แอมแปร์
ถ้าเป็นจริงเช่นที่กล่าวผู้ที่เกี่ยวข้องควรระบุให้ตรงตามที่เป็นจริงน่าจะเหมาะสมกว่า
อนึ่ง จะช่วยให้ผู้ใช้ได้ตระหนักถึงการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าและการสูญเสียที่ควบคู่ไปกับความปลอดภัยด้วย
ผู้เขียนใคร่ขอให้ผู้อ่านทุกคนสนใจมาตรกำลังไฟฟ้าตัวหนึ่งที่ใช้อยู่ด้วย
ช่วงสุดท้ายของเรื่องนี้ผู้เขียนใคร่เสนอแนะดังนี้
1. สำรวจกำลังไฟฟ้าของอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดในบ้าน
ทั้งนี้ผู้อ่านจะเห็นได้โดยง่ายดังนี้
อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดระบุค่าของปริมาณที่เกี่ยวข้อง 3 ตัว คือ
ก. ความถี่ไฟฟ้ากระแสสลับ 50 เฮิรตซ์ (Hz)
ข. กำลังไฟฟ้า เช่น 750 วัตต์ (W)
ค. ความต่างศักย์ไฟฟ้า 220 โวลต์ (V)
2. รวมตัวเลขกำลังไฟฟ้าของอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดเข้าด้วยกัน
สมมติ คือ 2,200 วัตต์
3. ในกรณีที่ผู้อ่านคนหนึ่งใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดพร้อมกันจะสามารถหากระแสไฟฟ้า ณ ขณะนั้นที่เป็นกระแสไฟฟ้าสูงสุดได้ดังนี้
กระแสไฟฟ้าเป็นแอมแปร์เป็นดังนี้
เท่ากับอัตราส่วนของกำลังไฟฟ้าเป็นวัตต์กับความต่างศักย์ไฟฟ้าเป็นโวลต์
ดังนั้น กระแสไฟฟ้าจากกำลังไฟฟ้าที่ใช้ตามที่สมมติเป็นดังนี้
I =2,200/220 = 10 แอมแปร์
กระแสไฟฟ้าสูงสุด คือ 10 แอมแปร์นั้นยังอยู่ในวิสัยที่มาตรไฟฟ้า 5 แอมแปร์ตัวหนึ่งยังทนได้
อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านที่ไม่ประมาทและอยู่ในฐานะที่จะเปลี่ยนมาตรกำลังไฟฟ้าตัวที่ทนกระแสได้มากขึ้นผู้เขียนเสนอแนะว่า “น่าจะเลือกมาตรไฟฟ้า 15 แอมแปร์ตัวใหม่”
โดยที่ผู้อ่านเองจะรู้สึกสบายใจกว่ามาก
อนึ่ง ผู้อ่านแต่ละคนคิดง่าย ๆ ดังนี้
เมื่อรวมกำลังไฟฟ้าทั้งหมดเป็นวัตต์แล้วก็หารด้วย 220 โวลต์ผู้อ่านจะได้ผลลัพธ์ คือ กระแสไฟฟ้าเป็นแอมแปร์ตามที่ต้องการนั้น
ณ ที่นี้ผู้เขียนใคร่เสนอแนะข้อมูลเสริมเป็นความรู้เบื้องต้นทั่วไปดังนี้
1. บางคนนิยมจำความสัมพันธ์อันหนึ่ง ๆ จากหน่วยของปริมาณตัวหนึ่ง ๆ ดังนี้
วัตต์เท่ากับโวลต์ × แอมแปร์
หรือวัตต์เท่ากับโวลต์-แอมแปร์
2. สมมติ กำลังไฟฟ้า คือ P วัตต์
ความต่างศักย์ไฟฟ้า คือ V โวลต์
และกระแสไฟฟ้า คือ I แอมแปร์
ความสัมพันธ์เบื้องต้นอันหนึ่งเป็นดังนี้
        P = VI วัตต์
และ I = P/V แอมแปร์
กระแสไฟฟ้าดังกรณีที่สมมตินั้นเป็นดังนี้
I = P/V = 2,200/220 =10 แอมแปร์
อนึ่ง 1 แอมแปร์เท่ากับ 1,000 มิลลิแอมแปร์
สาระดังกล่าวนี้เป็นสาระง่าย ๆ ทางวิชาการผู้เขียนจึงต้องขออภัยต่อผู้รู้ทั้งหลายไว้ด้วย
ทั้งนี้ผู้เขียนปรารถนาต้องการสื่อให้สังคมทั่วไปได้รับรู้ไว้เป็นความรู้พื้นฐานเท่านั้น
รองศาสตราจารย์สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
28 ตุลาคม 2553

ดาวเคราะห์สีครามตอนที่ 1

Oct 27, 2010 by     Comments Off on ดาวเคราะห์สีครามตอนที่ 1    Posted under: Astronomy, Poems, Uncategorized

ดาวเคราะห์สีครามตอนที่ 1

ดาวเคราะห์นี้สีครามนามดวงใด
ผู้อ่านไซร้รู้ไหมกระไรหนอ
ต่างมองได้กระไรนี่อย่ารีรอ
รีบอ่านต่อทันทีที่เร็วไว
สมมติว่าครานี้ที่เดินทาง
อยู่ที่ว่างห่างอยู่รู้บ้างไหม
กลับมองโลกโชคดีนี่กระไร
โลกสดใสวิไลยิ่งสิ่งยินดี
โลกสีครามนามนี้ที่ยอมรับ
แสนประทับจับใจนักรักศักดิ์ศรี
ทั้งกระหยิ่มอิ่มเอมแลเปรมปรีดิ์
แสนสุขีดีใจที่ได้ชม
โลกหมุนวนสนใจบ้างไหมนั่น
สิ่งนี้นั้นคืนวันอันเหมาะสม
ด้านเข้าหาว่ากลางวันฉันชื่นชม
แลนิยมเหมาะสมดีมีกลางคืน
โคจรไปอย่างไรกระไรนั่น
สุริยันอยู่ศูนย์กลางอย่างไม่ฝืน
วนบรรจบครบปีหนึ่งจึงกลับคืน
ราวกับตื่นขึ้นมาวนดลดั่งใจ
ฤดูกาลผ่านไปในทุกรอบ
ตามระบอบชอบดีนี่ไฉน
แต่ละปีที่ผ่านนานอย่างไร
แต่กระไรใจท้อแท้แก่เกินกาล

ข้อมูลบางประการของโลกโดยประมาณ
อายุ 4.5 พันล้านปี
รัศมี ณ เส้นศูนย์สูตร 6,378 กิโลเมตร
รัศมีระหว่างขั้ว 6,356 กิโลเมตร
รัศมีเฉลี่ย 6,367 กิโลเมตร
พื้นที่ผิว 510,000,000 ตารางกิโลเมตร
พื้นที่แผ่นดิน355,000,000 ตารางกิโลเมตร
พื้นที่ผืนน้ำ 155,000,000 ตารางกิโลเมตร
มวล 6 ล้านล้านล้านล้านกิโลกรัม
ความหนาแน่นเฉลี่ย 5,500 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ขนาดความโน้มถ่วงที่ผิว 9.8 เมตรต่อวินาทีต่อวินาที
มุมที่ระนาบเส้นศูนย์สูตรทำกับระนาบสุริยวิถี 23.5 องศา
ระยะทางเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์ 1 หน่วยดาราศาสตร์
เวลาหมุนรอบตัวเอง 24 ชั่วโมง
เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ 365.25 วัน
อุณหภูมิเฉลี่ย ณ พื้นดิน 295 เคลวิน
ขนาดความดัน ณ ระดับน้ำทะเล 101,300 นิวตันต่อตารางเมตร
อัตราส่วนสะท้อน 1.37

รองศาสตราจารย์สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
27 ตุลาคม 2553

อนึ่ง ต้องขออภัยปัญหาการพิมพ์จำนวนเลขเชิงคณิศาสตร์ที่ดีและหน่วยของปริมาณตัวหนึ่ง ๆ ด้วยโดยเป็นผลจากข้อจำกัดของเว็บไซต์ฟรีของอาจารย์นี้

ถามมาถ้าตอบได้จะตอบทันทีคำถามที่ 1

Oct 26, 2010 by     1 Comment     Posted under: Physics, Uncategorized

 

คำถามจากอีเมลของผู้เขียนเป็นดังนี้

ผู้เขียนไม่ส่งต้นฉบับหนังสือฟิสิกส์แก่สำนักพิมพ์แห่งจุฬาฯ แล้วจะส่งที่สำนักพิมพ์แห่งใด

คำตอบเป็นดังนี้

ณ ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นติดต่อกันอยู่  โดยที่ยังไม่อาจระบุสำนักพิมพ์แห่งใดที่แน่นอนได้

ทั้งนี้ผู้เขียนมีจุดประสงค์หลัก คือ หนังสือฟิสิกส์พื้นฐานที่ถูกต้องระดับอุดมศึกษาเป็นสำคัญ

ส่วนหนังสือฟิสิกส์ระดับมัญมศึกษาตอนปลายและอื่น ๆ นั้นเป็นองค์ประกอบรอง

ดังนั้น ถ้าสำนักพิมพ์แห่งใดมีจุดประสงค์ที่ตรงกันก็น่าจะลงเอย ณ สำนักพิมพ์นั้น

พร้อมกันนี้ผู้เขียนขอขอบคุณผู้อ่านทุกคนที่ติดตามผลงานเขียนของผู้เขียนด้วยดีตลอดมา

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้อ่านคนที่ถามผู้เขียนทางอีเมลด้วยความห่งใยนั้น

อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่อยู่ในวิสัยที่ผู้เขียนจะทำประโยชน์ต่อสังคมได้ผู้เขียนก็จำเป็นต้องหยุดการเรียบเรียงและยอมรับว่า “ต้องปล่อยให้เป็นภาระแก่ผู้เขียนคนอื่น ๆ ที่มีโอกาสมากกว่า”

ขอคุณอย่างยิ่ง

รศ.สมพงษ์ ใจดี

sompongsej@yahoo.com

5 มกราคม 2554

คำถามจากอีเมลของผู้เขียน คือ sompongsej@yahoo.com เป็นดังนี้

คำหนึ่ง ๆ ต่อไปนี้ที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร

1. สารกัมมันตภาพรังสี

2. สารกัมมันตรังสี

3. กัมมันตรังสี

4. กัมมันตภาพรังสี

ทั้งนี้เคยได้ยินมาทั้งนั้น

คำตอบของคำหนึ่ง ๆ ที่ถูกต้องควรเป็นดังนี้

ก. สารกัมมันตรังสี (Radioactive substance)

ข. กัมมันตภาพรังสี (Radioactivity)

ทั้งนี้ถ้าใช้อย่างระมัดระวังก็ไม่น่ายุ่งยากอะไร

อนึ่ง ผู้เขียนอยากให้นึกถึงดังนี้

เช่น ธาตุเรเดียม (Radium) ธาตุหนึ่งเป็นธาตุกัมมันตรังสี (Radioactive element) โดยที่รังสีที่แพร่ออกมาจากธาตุเรเดียมธาตุนี้ คือ กัมมันตภาพรังสี

ดังนั้น สิ่งที่เราได้รับและเป็นอันตราย คือ กัมมันตภาพรังสี โดยที่เราไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับ ธาตุกัมมันตรังสี

ผู้อ่านอาจจะจำข่าวที่คนเก็บขยะคนหนึ่งได้รับกัมมันตภาพรังสีจนเป็นอันตราย

สิ่งสำคัญ คือ เราสามารถรับกัมมันตภาพรังสีโดยที่เราไม่รู้ตัว

ทั้งนี้เมื่อเกิดผลแล้วและได้รับการตรวจสอบเราจึงจะรู้ได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนคนหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวกับรังสีอันตรายชนิดหนึ่ง ๆ จึงต้องมีมาตรชนิดหนึ่งที่เรียกว่า มาตรปริมาณรับรังสีตัวหนึ่ง (A dosemeter or a dosimeter) ประจำตัวเสมอ

ผู้เขียนเชื่อว่า ตามปกติผู้อ่านคงจะได้ข้อมูลอย่างสับสนจากสื่อทั่ว ๆ ไป

ทั้งนี้คนจำนวนหนึ่งอาจจะคิดกันดังนี้

กล่าวคือ ไม่ใช่สาระที่ผิดพลาดแล้วเกิดความเสียหายแต่ประการใด

อย่างไรก็ตาม ในทางวิชาการ (ที่บางคนบอว่า ยุ่งยากจัง) มีความคิดที่แตกต่างกันบ้าง

อนึ่ง เพื่อให้ง่ายแก่การจำก็อาจจะเปรียบเทียบดังนี้

ลูกเหม็นลูกหนึ่งเปรียบประหนึ่งเป็นสารกัมมันตรังสี

ส่วนกลิ่นของลูกเหม็นลูกนี้จะเปรียบประหนึ่งเป็นกัมมันตภาพรังสี

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจให้ตรงกันดังนี้

กล่าวคือ กรณีของลูกเหม็นลูกนี้ที่ผู้เขียนนำมากล่าวเปรียบเทียบไว้นี้ไม่ได้มีอันตรายเหมือนกับกัมมันตภาพรังสีที่เราได้รับจากสารกัมมันตรังสีชนิดหนึ่ง ๆ

สมพงษ์ ใจดี

sompongsej@yahoo.com

http://genphysics.wordpress.com

20 ธันวาคม 2553

 

คำถามจากอีเมลฉบับหนึ่งเป็นดังนี้

ตอนที่อาจารย์ยังสอนที่จุฬาฯ นั้นมีกิจกรรมของนิสิตรุ่นพี่กับน้องใหม่ตอนต้นภาคการศึกษาหรือไม่

คำตอบ  กิจกรรมดังกล่าวเริ่มมีตั้งแต่ประมาณ 10 กว่าปีก่อนที่อาจารย์จะเกษียณในปี พ.ศ. 2541 (นี่ก็นานโขอยู่แล้วนะ)  โดยที่ก่อนหน้านั้นมีระหว่างที่ได้ศึกษาไปสักระยะหนึ่งแล้ว

ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวนั้นนิสิตจัดกันเองดังนี้

กล่าวคือ รุ่นพี่ให้นิสิตน้องใหม่ทำกิจกรรมเชียร์หรือเล่นกีฬาฯ เพื่อแข่งขันระหว่างคณะใดคณะหนึ่งในตอนเย็น (โดยอาจถึงประมาณ 21 น.) และกิจกรรมนี้มีอยู่ประมาณ 6 สัปดาห์

หลังจากที่เรียนได้ประมาณ 7 สัปดาห์ก็ถึงกำหนดการสอบกลางภาคการศึกษาต้น

ปรากฏว่า น้องใหม่ส่วนใหญ่มีผลการเรียนที่แย่ลงและจำนวนหนึ่งก็มีคะแนนต่ำหว่าคะแนนเฉลี่ย

ทั้งนี้ต้องกลับบ้านค่ำและต้องมาที่มหาวิทยาลัยแต่เช้า

ดังนั้น จึงพักผ่อนไม่พอ  ปฏิบัติตนไม่สอดคล้องกับการศึกษาในมหาวิทยาลัยที่แตกต่างจากตอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายค่อนข้างมาก  และมีความรู้ไม่ได้ระดับของการศึกษา

ด้วยเหตุนี้ จำนวนไม่น้อยต้องเพิกถอนวิชาเมื่อรู้ผลการสอบนั้น (โดยเฉพาะวิชาฟิกส์ที่อาจารย์มีโอกาสรับรู้)  แล้วต้องลงเรียนซ้ำอีกครั้งหนึ่งตอนภาคฤดูร้อน

บางรายที่แปลกมาก คือ อยู่ปีที่ 4 แล้วยังต้องมาลงเรียนวิชาฟิสิกส์ของปีที่ 1 ในภาคฤดูร้อนเลย  แม้แต่นิสิตวิศวกรรมศาสตร์ที่ส่วนใหญ่เรียนดีในวิชาต่อ ๆ มา

อาจารย์เคยเสนอแนะให้เลื่อนกิจกรรมนี้ไปก่อน  โดยให้นิสิตน้องใหม่สามารถปรับตัวได้ก่อน  แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง

ทั้งนี้รุ่นพี่ต้องการจัด (ราวกับว่า ตอนนั้นน้องใหม่อยู่ในกำมือจึงต้องรีบจัดการซะก่อน)  ส่วนผู้บริหารของมหาวิทยาลัยก็อ้างว่า เป็นเรื่องของนิสิต

สรุป คือ กรรมของนิสิตน้องใหม่และผู้ปกครองโดยแท้

อนึ่ง อาจารย์ไม่แน่ใจว่า กิจกรรมดังกล่าวยังคงอยู่เพื่อทำลายระดับความรู้และความสามารถของน้องใหม่อยู่อีกหรือไม่

ถ้ายังมีอยู่ทางเดียวที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ คือ ความร่วมมือของผู้ปกครองที่ต้องขอพบและเสนอแนะต่อผู้บริหารร่วมกัน

อนึ่ง อาจารย์ตอบคำถามทำนองนี้ไว้ที่ http://www.vcharkarn.com/ ครั้งหนึ่งแล้ว

ถ้าผู้อ่านคนใดต้องการทราบถึงคำตอบดังกล่าวก็คลิ๊กอ่านได้  โดยที่อาจารย์ใช้ขื่อจริงเช่นเดียวกัน คือ Sompongse Jaidee (รองศาสตราจารย์สมพงษ์ ใจดี)

ปรารถนาดีจากใจจริง

สมพงษ์ ใจดี

sompomgsej@yahoo.com

14 ธันวาคม 2553

 

คำถามจากอีเมลเมื่อ 9 ธันวาคม 2553 เป็นดังนี้

ตอนนี้อาจารย์สมพงษ์ ใจดีไม่ส่งต้นฉบับงานเขียนแก่สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและไม่ถือว่าเป็นนักเขียนของสำนักพิมพ์ฯ แห่งนี้แล้วอาจารย์จะส่งต้นฉบับให้แก่สำนักพิมพ์ใดบ้าง

ตอบ   1. ระหว่างนี้ยังไม่ได้ติดต่อกับสำนักพิมพ์แห่งใดแห่งหนึ่งโดยตรง

           2. ถ้าสำนักพิมพ์แห่งใดมีจุดประสงค์ที่ตรงกันและติดต่อกับข้าพเจ้ารองศาสตราจารย์สมพงษ์ ใจดีโดยมีเงื่อนไขที่ตกลงกันได้ข้าพเจ้าก็ยินดี

ทั้งนี้ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะเผยแพร่ความรู้ฟิสิกส์ที่ถูกต้องแก่นักเรียน ครู และอาจารย์เพื่อประโยชน์แก่สังคมโดยส่วนรวม

อนึ่ง ปรากฏว่า วิชาฟิสิกส์ที่เราศึกษากันนั้นยังมีข้อบกพร่องที่เป็นพื้นฐานอยู่ไม่น้อย

ข้าพเจ้าขอขอบคุณผู้อ่านคนที่สอบถามมาด้วยความเป็นห่วงจากใจจริง

รศ.สมพงษ์ ใจดี

sompongsej@yahoo.com

9 ธันวาคม 2553

 

คำถามจากทางอีเมลของผู้เขียน คือ sompongsej@yahoo.com เมื่อ 29 พฤศจิกายน 2553 เป็นดังนี้

ตอนนี้สังเกตว่า แสงแดดส่องทางด้านทิศใต้ของบ้านเกือบทั้งวันเป็นเพราะเหตุใด

คำตอบ 1. ลักษณะดังกล่าวนี้คนไทยเรียกว่า “ตะวันอ้อมข้าว” (แต่ตอนนี้ไม่มีรวงข้าวให้อ้อมซะแล้ว  ทั้งนี้เป็นผลจากอุทกภัยนั่นแหละ)

2. อันที่จริง ต้องอธิบายตามกระบวนการในธรรมชาติของทางดาราศาสตร์  แต่ผู้เขียนเกรงว่าจะเข้าใจยาก  อีกทั้งไม่แน่ใจว่า อธิบายแล้วจะเข้าใจหรือไม่

3. สังเกตตำแหน่งของดวงอาทิตย์ทางทิศตะวันออกในตอนเช้าจะเลื่อนไปปรากฏสู่ทางทิศใต้ คือ ทางตะวันออกเฉียงไปทางใต้บ้างในแต่ละวัน ๆ

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของดวงอาทิตย์ที่เป็นผลสะท้อนจากตำแหน่งการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ในรอบปี  โดยเราเรียกว่า สุริยวิถีวิถีหนึ่ง (An ecliptic)

ทั้งนี้ระนาบสุริยวิถีระนาบหนึ่ง (An ecliptic plane) ทำมุมประมาณ 23 องศาครึ่งกับระนาบเส้นศูนย์ฟ้าระนาบหนึ่ง (A celestial equatorial plane)

อนึ่ง ถ้าอธิบายต่อคงจะยุ่งยากแอย่างแน่นอน 

ดังนั้น ถ้าผู้อ่านคนที่ถามปัญหานี้มีความรู้ทางดาราศาสตร์บ้างผู้เขียนขอความกรุณาอ่านจากเรื่องที่ผู้เขียนเรียบเรียงไว้โดยตรงภายใต้ชื่อเรื่องเดียวกันนี้ คือ “ตะวันอ้อมข้าว” ในหนังสือฟิสิกส์เพื่อทุกคน 2 ที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวืทยาลัยน่าจะสะดวกกว่า

ต้องขออภัยที่ดูเหมือนเป็นการประชาสัมพันธ์เพื่อขายหนังสือโดยที่ไม่มีเจตนาเช่นนั้น

รศ.สมพงษ์ ใจดี

30 พฤศจิกายน 2553

 

คำถามจากทาง sompongsej@yahoo.com เมื่อ 26 พฤศจิกายน 2553 เป็นดังนี้

อาจารย์สมพงษ์ ใจดียังเรียบเรียงหนังสือให้แก่สำนักพิมพ์แห่งจุฬาฯ อยู่หรือไม่

คำตอบ ณ ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นที่มีปัญหาบ้างอาจารย์ยังตอบโดยตรงไม่ได้

ต้องขออภัยด้วย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญ คือ สำนักพิมพ์แห่งจุฬาฯ ต้องการแก้ปัญหา  หรือขมวดปมปัญหาให้แน่นยิ่งขึ้น

อาจารย์คงตอบตรง ๆ ได้ในอีกไม่นานนัก

อนึ่ง ถึงแม้อาจารย์จะเป็นนักเขียนของสำนักพิมพ์แห่งจุฬาฯ อยู่อีกหรือไม่อาจารย์ก็ยังคงบริการการเรียนการสอนที่โรงเรียนตามแต่โรงเรียนใดติดต่อกับอาจารย์ทางอีเมลโดยตรงตราบเท่าที่อาจารย์ยังสามารถสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขอขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ

คนเรานั้นอยู่กันได้ด้วยความดีและความเข้าใจต่อกันในปัจจุบันโดยไม่ต้องรอถึงตอนที่ตายจากกันซะก่อน

อาจารย์สมพงษ์ ใจดี

27 พฤศจิกายน 2553 

มีผู้ถามทางอีเมลดังนี้

ทำไมตอนนี้อาจารย์สมพงษ์ ใจดีจึงไม่ได้ร่วมกับสำนักพิมพ์แห่งจุฬาฯ บริการสังคมเกี่ยวกับการเรียนการสอนที่โรงเรียนตามมที่เคยเสนอและทำมา  อาจารย์ก็บอกได้แต่เพียงว่า มีปัญหาที่มาสะดุดโครงการนี้  ทั้งนี้อย่าให้ต้องบอกมากกว่านี้เลย

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ก็ยังบริการด้วยตัวเองตามลำพังเมื่อโรงเรียนโรงใดโรงหนึ่งหรือมหาวิทยาลัยแห่งใดแห่งหนึ่งติดต่อตกลงมาทางอีเมลดังที่เคยบอกเสมอมา คือ

sompongsej@yahoo.com

24 พฤศจิกายน 2553

คำถามจาก sompongsej@yahoo.com วันที่ 18 พ.ย. 2553 เป็นดังนี้
สมัครเข้ามหาวิทยาลัยในท้องที่หรือที่กรุงเทพฯ ดีและควรสมัครมหาวิทยาลัยรัฐฯ หรือมหาวิทยาลัยเอกชน
คำตอบเป็นดังนี้
1. ประการสำคัญที่สุด คือ ความพร้อมของผู้ที่จะเข้าศึกษาต่อ
2. ปัจจุบันนักเรียนรู้ความสามารถของตัวเองก่อนที่จะสมัครผู้ปกครองควรเป็นผู้ที่สนับสนุน ส่งเสริม และให้กำลังใจน่าจะเป็นทางที่ดีสุด  ทั้งนี้ตัวนักเรียนเองควรรู้ดี
3. ความเชื่อและศรัทธาต่อมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงยังมีอยู่ เช่น จุฬาฯ  และธรรมศาสตร์  อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยรุ่นหลัง ๆ ที่มีชื่อเสียงก็มีมาก  อีกทั้งยังมีจุดเด่นของตัวเองอีกด้วย
4. ถ้านักเรียนถึงพร้อมก็เลือกตามที่ตัวเองต้องการนั่นแหละดีที่สุด  กรุณาอย่าเลือกตามเพื่อนและตามกระแสสังคม
5. ต้องย้ำว่า ที่กรุงเทพฯ ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง  นอกจากนี้ เมื่อเด็กต้องอยู่ห่างไกลจากพ่อและแม่สังคมจะมีอิทธิพลต่อเด็กมาก
6. มหาวิทยาลัยเอกชนดี ๆ ค่อนข้างแพง  นัยว่า บางแห่งเทียบเท่ากับต่างประเทศ
ขออภัยที่ไม่อาจระบุโดยตรงได้  ทั้งนี้คำถามทำนองนี้เป็เนคำถามที่ต้องมีข้อจำกัดของแต่ละคนเป็นส่วนประกอบในการให้คำตอบด้วย
รศ. สมพงษ์ ใจดี
19 พฤศจิกายน 2553
คำถามของผู้ปกครองคนหนึ่งทางอีเมลวันที่ 7 พฤศจิกายน 2553 เป็นดังนี้
ลูกสาวเรียนสายวิทยาศาสตร์และสนใจวิชาคณิตศาสตร์กับฟิกส์มาก โดยอยากเข้าศึกษาต่อที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ อาจารย์คิดว่า “ผู้ปกครองควรสนับสนุนหรือพยายามชี้แจงให้เปลี่ยนใจไปเรียนทางสาขาวิชาอื่น ๆ ที่เหมาะกับลูกสาว”
คำตอบเป็นดังนี้
1. ถ้าเป็นสมัยก่อน ๆ แทบไม่มีนิสิตหญิงของคณะวิศวกรรมศาตร์ จุฬาฯ เลย  ทั้งนี้ต่างคิดกันว่า “วิศวกรเป็นอาชีพที่ไม่เหมาะสมกับผู้หญิง”
2. ในสมัยปัจจุบันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปมากไม่เพียงแต่มีนิสิตหญิงจำนวนไม่น้อยในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ แล้วสาขาวิชาก็มีให้เลือกศึกษาอย่างกว้างขวาง
 3. โดยสรุปอาจารย์มีความเห็นดังนี้
ถ้าลูกสาวมีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมและชอบทางแขนงดังกล่าวผู้ปกครองควรสนับสนุนอย่างเต็มกำลังความสามารถโดยให้ลูกสาวตัดสินใจด้วยตัวเองน่าจะเป็นวิธีที่ดีสุด 
ทั้งนี้อาจารย์เชื่อว่า “ลูกสาวของผู้ปกครองคนนี้จะเป็นวิศวกรที่ดีของไทยคนหนึ่งในอนาคต”
ปรารถนาดี
รศ.สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
8 พฤศจิกายน 2553
คำถามสั้น ๆ จากอีเมลเมื่อวานนี้ (6 พฤศจิกายน 2553) เป็นดังนี้
การเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ทางวิทยาศาสตร์กับทางวิศวกรรมศาสตร์ต่างกันหรือไม่ อย่างไร
1. เนื้อหาสาระของวิชาที่ตรงกันสาระหนึ่ง ๆ ไม่แตกต่างกัน
2. การเรียนการสอนทางวิทยาศาสตร์เน้นถึงที่มาของความสัมพันธ์อันหนึ่ง ๆ
ดังนั้น จึงต้องกล่าวถึงการพิสูจน์ความสัพนธ์อันหนึ่ง ๆ ก่อนแล้วจึงอธิบายตัวอย่าง  โดยต้องการให้นิสิตและนักศึกษาทำปัญหาที่เกี่ยวข้องด้วยตัวเอง
3. การเรียนการสอนทางวิศวกรรมศาสตร์เน้นที่การนำไปใช้งานโดยตรงและการประยุกต์
ดังนั้น จึงไม่นิยมพิสูจน์ความสัมพันธ์อันหนึ่ง ๆ
เอาเป็นว่า “ยอมรับความสัมพันธ์อันนั้น ๆ แล้วก็เอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับสิ่งที่กำลังศึกษาอยู่นั้น”
รศ.สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
7 พฤศจิกายน 2553
วันนี้วันที่ 6 พฤศจิกายน 2553
อาจารย์ขอยกคำถามทางอีเมลแอดเดรส
คือ sompongsej@yahoo.com
มากล่าวไว้ ณ ที่นี้ด้วยเช่นกัน
คำถามเป็นดังนี้
อาจารย์กล่าวไว้ในเว็บไซต์อันหนึ่ง คือ
 http://www.vcharkarn.com
ตอนหนึ่งดังนี้
“โลกโคจรตามวงโคจรวงหนึ่งรอบดวงอาทิตย์
ในช่วงเวลา 1 ปีประมาณ 365 วัน
ดังนั้น ผมจึงสัยว่า ทำไมต้องมีคำว่า ประมาณด้วย”
คำตอบเป็นดังนี้
1. ในเบื้องต้นต้องขอชมผู้ถามว่า “เป็นคนช่างสังเกต”  ดังนั้น ถ้าศึกษาทางวิทยาศาสตร์น่าจะมีผลดีต่อตัวเองและส่วนรวม
2. อันที่จริง ช่วงเวลาการโคจรครบรอบของโลกตามวงโคจรวงหนึ่งนั้นประมาณ 365.25 วัน (ขอให้สังเกตอีกครั้งหนึ่งว่า อาจารย์ยังใช้คำว่า “ประมาณ” เหมือนเดิม)
สมมติ ถ้าคนทั่วไปรับรู้เช่นนี้ก็คงบ่นกันพรึม  ทั้งนี้จำนวนวันดังที่ระบุนั้นไม่ครบตามจำนวนเต็มของวัน
นี่แหละ คือ สิ่งที่มนุษย์ยังไม่อาจที่จะกำหนดให้ธรรมชาติเป็นตามที่ตัวเองต้องการได้
คำชี้เจงเชิงทดสอบเป็นดังนี้
ผู้อ่านเคยสังเกตหรือไม่ว่า “บางปีเดือนกุมภาพันธ์มี 29 วันแทนที่จะเป็น 28 วันอย่างหลาย ๆ ปีตามปกติ”
สิ่งนี้เป็นการเติมเต็มความไม่รู้จริงของเราให้คล้อยตามธรรมชาติ กล่าวคือ เราทบส่วนที่เป็นค่าทศนิยมของจำนวนเต็มของแต่ละปีที่ขาดไป คือ ประมาณ 0.25 วันให้เป็น 1 วันในช่วงเวลา 4 ปี
ดังนั้น ทุก ๆ 4 ปีจะมีปีหนึ่งที่มี 366 วันโดยเราเอาไปรวมกับของเดือนกุมภาพันธ์นั้นนั่นแหละ
อย่างไรก็ตาม คนไทยไม่ได้เป็นผู้กำหนด  ดังนั้น จึงใช้หลักดังนี้
ปี ค.ศ. ใดที่หารด้วย 4 ลงตัวปีนั้นเดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน เช่น ค.ศ. 2000, 2004, 2012, 2016,…
ดังนั้นจึงขอให้ผู้อ่านสังเกตด้วยล่ะ
อนึ่ง สำหรับผู้อ่านคนที่ถามปัญหานี้และผู้อ่านคนอื่น ๆ ที่สนใจละเอียดกว่าที่อาจารย์กล่าวนี้ก็ควรศึกษาสาระทางดาราศาสตร์
อาจารย์เองก็ไม่ค่อยแน่ใจว่า เคบกล่าวอย่างละเอียดไว้ในหนังสือวิทยาศาตร์ทั่วไปของกระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่ พ.ศ. 2504 หรือไม่นะ (โบราณจัง)
อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นผู้ที่ศึกษาทางดาราศาสตร์บ้างไม่น่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อนแต่ประการใด
รศ.สมพงษ์ ใจดี
6 พฤศจิกายน 2553
คำถามเชิงเสนอแนะอาจารย์จากทางอีเมลแอดเดรส sompongsej@yahoo.com เป็นดังนี้
อยากให้อาจารย์รับสอนฟิสิกส์กลุ่มย่อยอีก
ณ ขั้นนี้อาจารย์ยังอยากให้ทางโรงเรียนโรงใดก็ตามติดต่อกับทางสำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อว่าอาจารย์จะได้ไปสอนฟิสิกส์ที่ถูกต้อง (ฟรี) ที่โรงเรียนโรงนั้นก่อน  อย่างน้อยนักเรียนจะได้รู้ว่า “การสอนของอาจารย์จะมีประโยชน์ตรงความต้องการของนีกเรียนหรือไม่” กรุณาโทร. 02-218-3269
อย่างไรก็ตาม อาจารย์ขอแนะนักเรียนทั่วไปดังนี้
ตั้งใจเรียนในชั้นเรียนอย่างเต็มที่และศึกษาด้วยตัวเองให้มาก ๆ
ทั้งนี้อย่าเสียเวลากับการเรียนกวดวิชากันมากอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้
อนึ่ง การศึกษาในระดับอุดมศึกษาต่อไปนั้นนิสิตและนักศึกษาต้องมีพื้นฐานความรู้ที่ถูกต้องและอยู่ในระดับที่ดีระดับหนึ่ง  นอกจากนี้ ต้องศึกษาด้วยตัวเองให้มากสุดเท่าที่จะทำได้
ปรารถนาดีแก่ทุกคน
รองศาตราจารย์สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
4 พฤศจิกายน 2553
อีกรายหนึ่งที่ถามมาโดยตรงเช่นเดียวกัน  โดยอาจารย์วิเคราะห์แล้วคาดว่า น่าจะเป็นการลองใจกันซะมากกว่า  หรือไม่ก็ถามมาเล่น ๆ เท่านั้นดังนี้

1. อาจารย์อายุ 73 ปีจริงหรือ

ตอบ จริงซี

2. ทำไมอาจารย์ไม่รับสอนฟิสิกส์ตามโรงเรียนกวดวิชาต่าง ๆ และสอนกลุ่มย่อย ๆ ในตอนนี้

ตอบ อันที่จริง อาจารย์สอนมามากแล้วเช่นกัน  ตั้งแต่รุ่นโรงเรียนกวดวิชาสมถวิลและกิติคุณที่ดังสุด ๆ อยู่เพียง 2 โรง (นานมากแล้ว)  ต่อมาก็ที่แม็คดัง โดยตอนนั้นมีส่วนติดเกี่ยวกับวารสารแม็คด้วย และตอนท้าย ๆ ก็มีที่อาจารย์สกล ผ่องพุทธคุณโรงหนึ่งและกับอาจารย์สำราญ ทั่งทองอีกโรงหนึ่ง  โดยล้วนแต่มีอันจะกินแล้วทั้งสิ้น 

อ้อ ที่สอนกลุ่มเล็ก ๆ 5 คนที่บ้านนั้นที่ตั้งใจเรียนตามวิธีของอาจารย์ก็เข้ามหาวิทยาลัยได้  แต่ส่วนมากมักอยากให้ทำโจทย์ของอาจารย์ทางโรงเรียนที่อาจารย์เองไม่ปรารถนาเช่นนั้น  สรุป คือ รู้สึกว่า ไม่ตรงจุดประสงค์ของการให้ความรู้ทางฟิสิกส์ที่ถูกต้องประการหนึ่ง  อีกประการหนึ่ง คือ เป็นการทำประโยชน์ต่อกลุ่มเล็ก ๆ 

นี่แหละ คือ ที่มาของความคิดร่วมกันกับสำนักพิมพ์แห่งจุฬาฯ ในการบริการสังคมเกี่ยวกับการเรียนการสอนฟิสิกส์ที่ถูกต้อง (ฟรี) 

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ยังเห็นว่า “ไม่น่าเชื่อที่ไม่ค่อยเป็นที่สนใจแก่ทางโรงเรียนโรงหนึ่ง ๆ อย่างมากพอ  บอกว่า แปลกใจจริง ๆ )

อนึ่ง ถ้าต้องการใช้บริการดังกล่าวกรุณาโทร. 02-218-3269  เมื่อตกลงกันได้อาจารย์จะรีบไปบริการให้ทันที

ปรารถนาดีต่อสังคมอย่างจริงใจ

รองศาสตราจารย์สมพงษ์ ใจดี

sompongsej@yahoo.com

1 พฤศจิกายน 2553

รายหนึ่ง (ขอสงวนที่เจ้าตัวไม่ต้องการให้เอ่ยนาม) ถามอาจารย์เรื่องความรัก  โดยอาจารย์ตอบให้เป็นส่วนตัวแล้ว  ทั้งนี้ผู้นั้นถามเกี่ยวกับตัวของอาจารย์เองทั้งสิ้น

คำตอบโดยสรุปเป็นดังนี้

1. อาจารย์เคยอกหักหลายต่อหลายครั้ง  ครั้งแรกนึกว่า “จะเข็ด”  แต่กลับตรงกันข้าม

2. อาจารย์พบคนที่ถูกใจอยู่บ่อย ๆ ตามช่วงหนึ่ง ๆ ของอายุ  แต่ไม่หลากหลายในช่วงเวลาเดียวกัน (ทีละคน)  อ้อ เพียงแต่พบเท่านั้นนะ

3.ในชีวิตมีทั้งผิดหวังและสมหวังจนรู้สึกว่า “ธรรมดาซะแล้ว”

4. อนิจจัง ทุกข์ขัง (คำนี้ไม่แน่ใจที่สะกดเช่นนี้) และอนัตตา

เอาเป็นว่า “คนเราก็เท่านี้อย่าไปจริงจังกับสิ่งไร้สาระสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนเกินไป”

ท้ายสุดอาจารย์ขออวยพรให้ผู้นั้นสมหวังในความรักให้ยาวนาน  โดยไม่จำเป็นต้องนานถึงขั้นตอนที่จะตายจากกัน (อาจารย์ว่า “เป็นไปได้ยากอย่างยิ่ง”)

ไม่ได้ถามอะไรที่เกี่ยวกับวิชาฟิสิกส์สักนิดหนึ่งเลย

สมพงษ์ ใจดี

ค่ำ 30 ตุลาคม 2553

ฟิสิกส์พื้นฐานสำหรับทุกคนภายใต้หัวเรื่อง “ถามมาถ้าตอบได้จะตอบทันทีคำถามที่ 1”
คำถามแรกนี้ขอตอบผู้ที่ถามทางอีเมลของอาจารย์ไว้ ณ ที่นี้ด้วย
คำถามเป็นดังนี้
วิชาฟิสิกส์วิชานี้ยากหรือไม่
คำตอบ (โดยส่วนตัวของอาจารย์) เป็นดังนี้
1. ขอตอบตรง ๆ ว่า “วิชาฟิสิกส์วิชานี้ยากอย่างยิ่ง” โดยขอขยายเพิ่มเติมดังนี้
ก. เรียนเมื่อใดก็รู้สึกว่า “ยาก” ทุกครั้งไป
ข. ครั้นเรียนผ่านไปแล้วกลับรู้สึกว่า “สาระที่เคยเรียนนั้นไม่ยาก แต่ที่กำลังเรียนก็ยากอีกนั่นแหละ”
2. ตอนที่อาจารย์มีความรู้น้อย ๆ สอนได้โดยไม่ค่อยหนักใจนักและผู้เรียนก็บอกว่า “สอนเข้าใจดี”
3. เมื่อศึกษาสาระฟิสิกส์ที่เป็นสาระระดับสูงขึ้นก็ว่า “ยาก” และนิสิตเริ่มบ่นบ้างว่า “สอนยากจังและไม่ค่อยจะรู้เรื่อง”
4. ปัจจุบันได้มีโอกาสเรียบเรียงหนังสือฟิสิกส์พื้นฐานจำนวนหนึ่งก็รู้สึกว่า “ยาก” อีกแล้ว
นอกจากนั้น ยังรับรู้อีกว่า “การเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ของเรานั้นยังคลาดเคลื่อนอยู่”
สาระสรุปสาระนี้เป็นดังนี้
“ตราบใดที่รู้น้อยก็ว่าไม่ค่อยยาก แต่ถ้ารู้สาระฟิสิกส์สาระหนึ่ง ๆ มากยิ่งขึ้นก็จะรู้ว่า “วิชาฟิสิกส์นั้นยากอย่างยิ่ง”
อย่างไรก็ตาม หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “ผู้ที่ต้องการเรียนรู้จะไม่ท้อถอย”
ทั้งนี้ฟิสิกส์เป็นวิชาที่เราทุกคนเกี่ยวข้องอยู่ทุก ๆ วันโดยไม่รู้ตัว
ปรารถนาดี
รศ. สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
26 ตุลาคม 2553

น้ำท่วม

Oct 25, 2010 by     2 Comments    Posted under: Physics, Uncategorized

น้ำท่วม

วันหนึ่ง ๆ เราต่างติดตามข่าวน้ำท่วม ณ ท้องที่หนึ่งที่ใดของประเทศด้วยใจระทึก
วลีวลีหนึ่งที่ปลอบใจได้บ้างเป็นดังนี้
“น้ำใจของคนไทยยิ่งใหญ่กว่าน้ำท่วม”
สื่อมวลชนรายหนึ่ง ๆ จะรายงานในทำนองเดียวกันดังนี้
“น้ำก้อนหนึ่งที่ไหลผ่านท้องที่หนึ่งท้องที่ใด เช่น บางไทรจะมากถึง 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที”
โดยทั่วไปก็รับรู้ได้ในทำนองเดียวกันดังนี้
“ถ้าจำนวนเลขที่ระบุถึงมากย่อมสื่อว่าน้ำไหลผ่าน ณ ท้องที่นั้นมากในช่วงเวลาหนึ่ง (คือ ทั้งแรงและเร็ว) โดยอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายมากเราจึงต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ”
อนึ่ง ถ้าสื่อรายงานดังนี้
“ต้องระวังน้ำ 3 ก้อน คือ น้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำทะเล (ที่จะหนุนสูง)
คนเมืองกรุง คือ คนกรุงเทพฯ ก็รู้สึกหวั่นไหวและตื่นตระหนก”
ถึงกระนั้นก็ตาม คนเมืองกรุงฯ จำนวนไม่น้อยก็ยังเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศอย่างสบายใจเพราะมีเงินมากหรือค่าเงินบาทแข็งก็สุดที่จะกล่าว
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่ใช่ประเด็นหลักที่ผู้เขียนจะกล่าวไว้ ณ ที่นี้
ทั้งนี้อาจจะโดนย้อนกลับให้เจ็บใจว่า “ไม่มีเงินอย่างเขาและอิจฉาน่ะซี”
อนึ่ง ขอกล่าวถึงเชิงวิชาการเพื่อให้รับรู้กันบ้าง (ตามใจสมัครก็แล้วกัน) ดังนี้
1. น้ำเป็นของเหลวชนิดหนึ่ง
2. น้ำที่ไหลมากหรือน้อยจะกล่าวถึงปริมาตร (Volume) ของน้ำผ่าน ณ ที่ใดที่หนึ่ง
3. ช่วงเวลาที่น้ำไหลผ่าน ณ ท้องที่หนึ่ง ๆ จะสือถึงอัตราเร็วของการไหลของน้ำดังกล่าว
4. นอกจากจำนวนที่มากหรือน้อยแล้วคำที่ต่อท้าย คือ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีนั้นก็มีความสำคัญ
ทั้งนี้ลูกบาศก์เมตรสื่อถึงปริมาตรปริมาตรหนึ่ง
วินาทีสื่อถึงช่วงเวลาที่ผ่านไป
ดังนั้น ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีจึงเป็นอัตราส่วนของปริมาตรปริมาตรหนึ่งเป็นลูกบาศก์เมตรใน 1 วินาที
ถ้าพื้นที่หน้าตัดของลำน้ำลำหนึ่ง คือ A ตารางเมตร
และอัตราเร็วการไหลของลำน้ำลำนี้ คือ v เมตรต่อวินาที
ดังนั้น ปริมาณตัวหนึ่ง คือ Av ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีดังกล่าวสื่อความหมายดังนี้
“อัตราการไหลปริมาตรปริมาตรหนึ่ง (A volume flow rate)” ของลำน้ำลำนี้
อนึ่ง คำศัพท์เฉพาะคำหนึ่งเป็นดังนี้
“ฟลักซ์ปริมาตรฟลักซ์หนึ่ง (A volume flux)” ของลำน้ำลำนี้
การอธิบายเชิงวิชาการเพื่อให้เข้าใจตรงกันนั้นยากจัง
โดยสรุปผู้เขียนต้องการบอกให้รับรู้ตรงกันโดยที่ควรกล่าวถึงดังนี้
เช่น อัตราการไหลปริมาตรปริมาตรหนึ่งของน้ำของท้องที่ใดท้องที่หนึ่งประมาณ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ผู้อ่านคนใดคนหนึ่งรู้สึกเหนื่อยเหมือนกับผู้เขียนหรือไม่
ปรารถนาดีอย่างจริงใจ
รองศาสตราจารย์สมพงษ์ ใจดี
sompopgsej@yahoo.com
25 ตุลาคม 2553

หุน

Oct 24, 2010 by     Comments Off on หุน    Posted under: Physics, Poems, Uncategorized

หุน

อันหุนนี้นี่อะไรอยากให้ทาย
บอกไม่ได้ใช่ไหมกระไรหนอ
ใช่หุนหันพลันแล่นเลยแขวนคอ
โดนตัดพ้อขออยู่ฟังอย่างตั้งใจ
อันหุนนี้มีใช้ในการวัด
ตามถนัดจัดตามจีนจากถิ่นไหน
โพ้นทะเลเตร่มาว่าห่างไกล
ยาวเท่าใดใคร่ผสมแลกลมกลืน
การชั่งนะว่าเปรียบเทียบอย่างไร
คำเฟื้องไซร้ได้ใช้กันนั้นไม่ฝืน
ห้าหุนนี้ที่เน้นเป็นตัวยืน
ใจระรื่นชื่นใจเฟื่องหนึ่งเฟื้องไง
ความยาวนั่นส่อกันอันขนาด
ฉันเคยพลาดคลาดเคลื่อนมาว่าอย่างไหน
นิ้วหนึ่งยกสิบหกช่องมองดูไป
สองช่องไซร้ใช่หนึ่งหุนที่คุ้นมา
อนิจจาครานี้ที่กระจ่าง
ตาเบิกกว้างอย่างไรใคร่สืบหา
หนึ่งช่องครึ่งตะลึงถึงที่มา
หนึ่งหุนหนาว่ากันฉันนั้นงง
เล่ห์การค้าว่ากันอย่างนั้นหรือ
อาจจะถือสื่อโกงกันอันประสงค์
ครั้งละนิดคิดบั้นปลายได้มั่นคง
จุดประสงค์บ่งบอกไว้ในเนื้อความ
หุนเป็นชื่อทั้งมาตราวัดและชั่งของจีน
อย่างไรก็ตาม ได้มีการเทียบกับมาตราชั่งของจีนไว้และก็เทียบมาตราวัดอังกฤษที่เป็นสากลดังนี้
1. มาตราชั่งเป็นดังนี้
กล่าวคือ 5 หุนเท่ากับ 1 เฟื้อง
ทั้งนี้เป็นมาตราชั่งของจีน โดยผู้เขียนกล่าวประกอบไว้เท่านั้น
2. มาตราวัดเป็นดังนี้
กล่าวคือ 1 หุนเท่ากับ 1.5 ใน 16 ส่วนของนิ้ว
ทั้งนี้ 8 หุนจึงมีความยาวเท่ากับ 3 ใน 4 ของ 1 นิ้วเท่านั้น
(อยากให้ผู้อ่านทุกคนลองคำนวณหาค่าดังกล่าวนั้นด้วย)
นอกจากนี้ 16 หุนเท่ากับ 1.5 นิ้ว
อนึ่ง ข้อมูลพื้นฐานซึ่งใช้คำนวณนี้ผู้เขียนได้นำมาจากหนังสือซึ่งเป็นบรรทัดฐาน คือ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ. ศ. 2542 หน้า 447 ซึ่งเชื่อถือได้
ณ ที่นี้ผู้เขียนใคร่ตั้งเป็นข้อคิดดังนี้
1. เป็นความรู้ที่ผิด ๆ ของผู้เขียนตามที่ได้รับรู้มาจากการซื้อขาย โดยที่มิได้ตรวจสอบให้รอบคอบ
ทั้งนี้ผู้เขียนรับรู้มาอย่างผิด ๆ ดังนี้
กล่าวคือ 1 นิ้วเท่ากับ 8 หุน
2. จากข้อ 1 นี้อาจเป็นเพราะว่า ทุกคนต่างรู้กันมาอย่างผิด ๆ ตามเล่ห์เหลี่ยมของทางการค้า โดยไม่อาจกล่าวอ้างว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด
3. ภายใต้ความเชื่อว่า ข้อมูลที่ผู้เขียนใช้เป็นหลักในการคำนวณนี้ต้องถูกต้องอย่างแน่นอน
1 นิ้วเท่ากับ 10 เท่ากับอีก 2 ใน 3 หุน
และ 16 หุนเท่ากับ 1.5 นิ้ว
ทั้งนี้ถ้าคิดโดยประมาณเราควรใช้ดังนี้
1 นิ้วประมาณ 10 หุน
อนึ่ง เนื้อหาสาระซึ่งผู้เขียนนำเสนอนี้ผู้เขียนต้องการข้อเสนอแนะจากผู้รู้ทุกคน
ทั้งนี้คาดหวังว่า ความกระจ่างในเรื่องนี้จะอำนวยประโยชน์โดยรวม
อย่างไรก็ตาม ความยาวที่มีหน่วยเป็นหุนนี้ยังคงใช้ในการค้าขายของบ้านเรา
ทั้งนี้นิยมสื่อถึงเส้นผ่านศูนย์กลางของนอต ก๊อกน้ำ และท่อน้ำ
ผู้เขียนใคร่ขอให้ผู้อ่านได้สังเกตตามนี้ด้วย
ผู้เขียนคาดว่า ผู้อ่านจำนวนหนึ่งคงงงกับสาระเรื่องหุนสาระนี้อย่างแน่นอน
กรุณาอ่านทบทวนอีกสักครั้งหนึ่งนะ
ด้วยความปรารถนาดี
รองศาสตราจารย์สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
24 ตุลาคม 2553

เอกภพ (Universe)

Oct 21, 2010 by     Comments Off on เอกภพ (Universe)    Posted under: Astronomy, Poems, Uncategorized

เอกภพ
  เอกภพบรรจบความตามจะกล่าว
ได้บอกเล่ากล่าวมาว่าอักโข
เอกภพคำรบนี้ที่ใหญ่โต
อันอ่าโอ่โตอย่างไรไม่รู้กัน
  เริ่มจากเราเท่านี้อย่างที่รู้
สำรวจดูสู่โลกกว้างอย่างสุขสันต์
บนท้องฟ้าครานี้ที่รู้กัน
สุริยันอันดาราพาสุขใจ
  สุริยะระบบนี้นี่ใหญ่ขึ้น
จิตระรื่นตื่นตากว่าสิ่งไหน
ดาวเคราะห์นี้ดาวหางนั้นต่างกันไป
ดาวฤกษ์ไซร้ใคร่เห็นเป็นบุญตา
  กลุ่มดาวฤกษ์เบิกฟ้าเวลาค่ำ
ฉันดื่มด่ำฉ่ำใจใฝ่ฝันหา
เนบิวลาครานี้ที่ตื่นตา
ยังไขว่คว้าหาต่อเติมเพิ่มตามใจ
  ทางช้างเผือกเลือกมาศึกษาต่อ
เหมือนสิ่งล่อต่อเติมเสริมสิ่งไหน
ดาราจักรอยากใคร่เห็นเป็นเช่นใด
สืบเสาะไปให้ตะลึงถึงที่เป็น
  เอกภพจบตรงไหนหาใครรู้
มาคิดดูใหญ่เหลือเหนือที่เห็น
ตัวเราหรือคือธุลีชี้ประเด็น
สุดท้ายเป็นเช่นธุลีที่บั้นปลาย

รศ. สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
21 ตุลาคม 2553