Archive from November, 2010

ท่องปริภูมิ

Nov 19, 2010 by     Comments Off on ท่องปริภูมิ    Posted under: Astronomy, Poems, Uncategorized

ท่องปริภูมิ

   ตัวเรานี้อยู่ที่โลกอย่างโชคดี
เป็นแหล่งที่ชีวาได้อาศัย
บรรยากาศหุ้มด้วยช่วยสบาย
เคลื่อนที่ไปในแหล่งใดไร้ตัวตน

   โลกหมุนไปตัวเราไซร้ได้หมุนตาม
ทุกชั่วยามตามไปในทุกหน
โลกโคจรรอบปีที่ทุกคน
ต่างสับสนตนอยู่ไหนในต่างแดน

โลกหมุนรอบตัวเองครบรอบในแต่ละวันและในเวลาเดียวกันโลกของเราก็โคจรตามวงโคจรวงหนึ่งรอบดวงอาทิตย์ครบรอบในเวลา 1 ปี
โลกของเรานี้เป็นสมาชิกดวงหนึ่งในระบบสุริยะระบบหนึ่งที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบนี้และดวงอาทิตย์เองก็เป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งในจำนวนแสนล้านดวงของระบบดาราจักรทางช้างเผือกระบบหนึ่งซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นรูปกังหันอันหนึ่งที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 หมื่นพาร์เซก
ทั้งนี้ 1 พาร์เซกซึ่งมีค่าประมาณ 3.26 ปีแสงนี้ คือ 206,265 หน่วยดาราศาสตร์และ 1 หน่วยดาราศาสตร์ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร
อนึ่ง แสงเคลื่อนที่จากดวงอาทิตย์ถึงโลกในเวลาประมาณ 500 วินาที
และ 1 ปีแสง คือ ระยะทางที่แสงเดินทางในเวลา 1 ปี
โดยที่ในเวลา 1 วินาทีแสงเคลื่อนที่ในสุญญากาศหรืออากาศประมาณ 300 ล้านเมตร
เมื่อเสียงเคลื่อนที่ในอากาศประมาณ 330 เมตรใน 1 วินาที
อนึ่ง ดวงอาทิตย์ควรจะอยู่ ณ ตำแหน่งหนึ่งของปลายแขน ณ ระยะประมาณ 3 หมื่นปีแสงจากศูนย์กลางของดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้
ด้วยเหตุนี้ ทั้งดวงอาทิตย์และโลกของเรานี้ก็จะต้องเคลื่อนที่ไปพร้อม ๆ กันกับการหมุนรอบตัวเองของระบบดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้
ดาราจักรของเรานี้หมุนอย่างไม่เป็นระเบียบดังการเคลื่อนที่ของฝูงชนของกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมาก โดยที่ดาวทั้งหลายซึ่งอยู่แถวส่วนในของดาราจักรจะเคลื่อนที่เร็วกว่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดวงอาทิตย์ซึ่งอยู่ ณ ปลายแขนส่วนนอกของดาราจักรระบบนี้ยังจะมีการเคลื่อนที่ของตัวเองด้วย
อย่างไรก็ตาม เราประมาณว่า ดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้เคลื่อนที่ครบรอบในช่วงเวลาประมาณ 240 ล้านปี
อนึ่ง ระบบดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้ยังอยู่ในปริภูมิในเอกภพซึ่งก็มีระบบดาราจักรที่มากถึงหมื่นล้านระบบที่ต่างก็เคลื่อนที่
อีกทั้งภพของเราก็กำลังขยายตัว

ทั้งนี้เราจึงกล่าวโดยสรุปเชิงการประมาณดังนี้
เราทุกคนต่างก็เคลื่อนที่ไปพร้อมกับการหมุนรอบตัวเองและการโคจรของโลก
ในขณะเดียวกัน โลกของเราก็เคลื่อนที่ไปพร้อมกับระบบสุริยะระบบหนึ่งที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางอยู่ในระบบดาราจักรทางช้างเผือกระบบหนึ่งที่หมุนรอบตัวเองและเคลื่อนที่อยู่ในเอกภพ
ทั้งนี้เอกภพนี้ก็กำลังขยายตัวซึ่งสอดคล้องโดยประมาณในระดับหนึ่งกับทฤษฎีหนึ่ง คือ ทฤษฎีบิกแบงทฤษฎีหนึ่ง (A Big Bang Theory)

ผู้อ่านควรจะประมาณเองว่าวันหนึ่ง ๆ เราแต่ละคนเคลื่อนที่ไปในปริภูมิอย่างไรกันบ้าง แล้วผู้อ่านอาจจะแปลกใจต่อสิ่งที่ทุก ๆ คนมักไม่ได้คาดคิดมาก่อนนี้

อนึ่ง ผู้เขียนใคร่เสนอเป็นข้อคิดประกอบไว้ ณ ที่นี้ด้วยดังนี้
เนื่องจากว่า เราอยู่ในระบบดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้เราจึงยากที่จะรู้ถึงรูปร่างของดาราจักรของเราเอง ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องการประมาณสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวของเราออกไปในลักษณะที่เปรียบประหนึ่งเราเป็นศูนย์กลางของระบบระบบหนึ่งในการประมาณนั้น
ทั้งนี้จะคล้าย ๆ กับว่า เรากำลังอยู่ท่ามกลางของฝูงชนที่มารวมกันอยู่เป็นจำนวนมากแล้วเราประมาณลักษณะและจำนวนของฝูงชนกลุ่มนี้
หรือเราเปรียบประหนึ่งว่า นางพญาผึ้งตัวหนึ่งจะประเมินจำนวนและรูปร่างโดยรวมของผึ้งงานทั้งหลายในรังของตัวเองที่อยู่โดยรอบฉะนั้น

อนึ่ง ถ้าเรามีโอกาสท่องปริภูมิตามหัวเรื่องนี้เรายิ่งจะรู้สึกดังนี้
สิ่งที่เรารู้นั้นช่างน้อยนิดเทียบกับสิ่งต่าง ๆ ที่เรายังไม่อาจล่วงรู้ได้เลยในเอกภพที่เราอาศัยอยู่นี้
รศ.สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
19 พฤศจิกายน 2553

สาว ๆ กับความหนาว

Nov 16, 2010 by     Comments Off on สาว ๆ กับความหนาว    Posted under: Physics, Uncategorized

สาว ๆ กับความหนาว
จากชื่อเรื่องนี้อาจจะค้านต่อความรู้สึกของคนทั่วไปบ้างดังนี้
ทั้งนี้สาวๆ น่าจะต้องการความอบอุ่นจากชายหนุ่มมากกว่า
จริงไหมเอ่ย
อย่างไรก็ตาม เมื่อใดก็ตามที่หนุ่มสาวได้รับข่าวสารจากทางสื่อว่า “ความหนาวเย็นกำลังจะมาเยือน” ทั้งหนุ่มและสาวต่างก็เริ่มตระเตรียมตัว (ลางานหรือหนีงาน) และเตรียมใจเพื่อผจญกับความหนาวเย็นด้วยจิตใจที่เป็นสุขและอารมณ์ที่เบิกบานพร้อม ๆ กับดอกไม้บานตอนฤดูหนาวนั้นแล
ผู้อ่านหลายคนคงนึกอยู่ในใจหรือพูดออกมาดัง ๆ ว่า
“ผู้เขียนวัยชราคนนี้คงจะอิจฉากระมัง”
ผู้เขียนก็ไม่อยากปฏิเสธให้เสียอารมณ์
ตรงกันข้าม อยากบอกให้รับรู้ทั่วกันดังนี้
ฤดูหนาวดังที่เรียกกันนั้น คือ “ฤดูร้อนน้อย”
ความหนาว ก็คือ “ความร้อนน้อย”
นี่เป็นความจริงที่ผู้เขียนอยากบอกแก่ทุกคนด้วยความจริงใจเป็นที่ตั้ง
ผู้เขียนไม่มีเจตนาที่จะทำให้ผู้อ่านคนใดคนหนึ่งอารมณ์เสีย
ขอได้โปรดติดตามสาระของความร้อนและความหนาวนี้ต่อไปอีกสักเล็กน้อย
แล้วผู้อ่านจะเข้าใจถึงความปรารถนาดีของผู้เขียน

ทางฟิสิกส์นั้นเรามี “วิชาความร้อน” โดยที่ไม่มี “วิชาความเย็น”
ชักพอจะเริ่มเข้าใจนิด ๆ แล้วใช่ไหมเอ่ย
ทั้งนี้ความร้อนเป็นปริมาณชนิดหนึ่ง
ดังนั้น เราอาจกล่าวถึงว่า “ปริมาณความร้อน”
อย่างไรก็ตาม ความร้อนเป็นพลังงานรูปหนึ่ง
ดังนั้น เราจึงนิยมกล่าวกันในทางฟิสิกส์ว่า “พลังงานความร้อน” โดยมีหน่วยในระบบหน่ยเอสไอระบบหนึ่ง คือ “จูล”
สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ทุกคนควรรับรู้ควบคู่กันไปเป็นดังนี้
“ความร้อนเคลื่อนที่”
ขอกล่าวย้ำอีกครั้งหนึ่งดังนี้ “เราไม่พูดว่า ความเย็นเคลื่อนที่”
ณ ที่นี้ขอยกตัวอย่างเป็นกรณีศึกษาเพียงผิวเผินดังนี้
1. ถ้าเราเข้าใกล้กับเตาอั้งโล่ใบหนึ่ง (โบราณจัง ไม่รู้ว่ารู้จักกันไหมเอ่ย) เราจะรู้สึกว่า “ร้อน” ทั้งนี้เป็นเพราะว่า พลังงานความร้อนเคลื่อนที่จากเตาอั้งโล่ใบนั้นสู่ตัวเรา
2. ตรงกันข้าม เราจับน้ำแข็งก้อนหนึ่งจะรู้สึกว่า “เย็น”
นั่นแสดงว่า พลังงานความร้อนจากมือของเราเคลื่อนที่สู่น้ำแข็งก้อนนั้น
ผู้อ่านพอจะรับฟังได้ไหมเอ่ย
ท้ายสุดนี้ผู้เขียนน่าจะใช้ชื่อเรื่องนี้ว่า “สาว ๆ กับความร้อนน้อย ๆ” น่าจะดีกว่าไหม
อนึ่ง ถ้าเป็นเรื่องของจิตใจผู้เขียนอยากให้คิดกันในทางที่ตรงกันข้ามกับสาระดังกล่าวนี้
กล่าวคือ “เราต้องใจเย็นอย่าใจร้อน”
หรือกล่าวโดยอีกนัยหนึ่งดังนี้
“เรื่องของจิตใจต้องมีความเย็นกับความเย็นน้อย โดยไม่มีความร้อนอยู่ในจิตใจ”
ท้ายสุดนี้ผู้อ่านจะออกความเห็นประการใดผู้เขียนยินดีรับฟังเสมอ
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
16 พฤศจิกายน 2553

ดวงตะวัน

Nov 14, 2010 by     1 Comment     Posted under: Astronomy, Poems, Uncategorized

ดวงตะวัน

ดวงตะวันขันอาสามาคลายทุกข์
บำรุงสุข ทุกวันกันทั่วหล้า
แสงสีทองสาดส่องผ่องนภา
เป็นเพราออกหากิน ณ ถิ่นใด
ยามเย็นนั้นตะวันพลันลาโลก
ราวกับโบกมือลามาพบใหม่
วันรุ่งขึ้นตื่นขึ้นมาฟ้าอำไพ
จิตแจ่มใสได้ประสบพบตะวัน

เราตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ๆ ของแต่ละวันที่เราจะต้องออกไปทำงานกันหรือว่ายังนอนอยู่ทั้ง ๆ ที่สายมากแล้วดวงอาทิตย์ก็มาทำหน้าที่ของตัวเองอยู่เป็นประจำด้วยความเต็มใจ โดยที่ไม่เคยขาด ไม่เคยลาป่วย ไม่เคยลาพักผ่อน ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายแม้แต่น้อย และก็ยังมาตรงเวลาเสมอ
ถึงกระนั้น บ่อยครั้งหลาย ๆ คนกลับบ่นกันว่าร้อนและทำทีว่าไม่ชอบแสงแดดเลยด้วยซ้ำ โดยที่อาจจะเกรงว่าผิวจะคล้ำไปเพราะโดนแสงแดดบ้าง ยิ่งกว่านั้น ต่างก็มีเสียงขู่ว่า จะได้รับอันตรายอย่างยิ่งจากรังสียูวีหรือรังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet Ray) จากดวงอาทิตย์
ผลที่ได้รับโดยทันที คือ ผลิตภัณฑ์ซึ่งใช้ทาป้องกันรังสีนี้ก็จะขายดีอย่างยิ่งนั่นเอง
หลายคนคงพูดว่า ผู้เขียนคงจะอิจฉาและไม่สามารถจะซื้อมาใช้ได้น่ะซี
ผู้เขียนไม่ขอปฏิเสธด้วยประการทั้งปวง
ทั้งนี้ถ้ายังคงอยู่ในสภาวะของความพอดีและพอเพียงก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร

ดวงอาทิตย์มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 110 เท่าของโลก
มีปริมาตรประมาณ 1 ล้าน 3 แสนเท่าของโลก
และมีมวลที่มากกว่า 3 แสนเท่าของโลก
ดวงอาทิตย์จึงมีค่าของปริมาณต่าง ๆ เหล่านี้ที่มากอย่างยิ่งเทียบกับของโลก
เราอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตรหรือ 1 หน่วยดาราศาสตร์
แสงมีอัตราเร็วในปริภูมิอิสระ ณ แห่งหนึ่งประมาณ 300 ล้านเมตรต่อวินาที
แสงจึงแผ่มาถึงโลกในเวลาประมาณ 500 วินาที (ครบจำนวนโจรดังที่ชอบกล่าวถึงกันในสมัยโบราณ)
มนุษย์ซึ่งสามารถวิ่งได้เร็วสุดประมาณวินาทีละ 10 เมตรเท่านั้น
ดังนั้น จึงสุดวิสัยที่เรานึกได้ว่า “แสงที่เคลื่อนที่เร็วถึงประมาณ 30 ล้านเท่าของเรานั้นจะเร็วเพียงใด”
ถึงแม้ว่า ดวงอาทิตย์จะมีขนาดใหญ่โตเช่นนั้น
ดวงอาทิตย์ที่ปรากฏแก่สายตาของเราก็โตกว่าลูกมะพร้าวลูกหนึ่งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ เราแทบจะไม่น่าเชื่อต่อสายตาของเราเลยหากว่าเราได้นึกถึงขนาดที่แท้จริงของดวงอาทิตย์ไปพร้อม ๆ กันด้วย
ดวงอาทิตย์ ณ ขอบฟ้าทางด้านทิศตะวันออกในตอนรุ่งเช้าของแต่ละวัน ๆ และ ณ ขอบฟ้าทางด้านทิศตะวันตกในตอนเย็นจะมีลักษณะเป็นดวงกลมสีแสดแดงสุกใสอย่างสวยงามดวงหนึ่ง

ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์สีเหลืองดวงหนึ่งที่มีอุณหภูมิปานกลางประมาณ 6 พันเคลวิน
ดาวฤกษ์สีแดงดวงหนึ่งจะมีอุณหภูมิต่ำประมาณ 3,500 เคลวิน
ดาวฤกษ์สีน้ำเงินแกมขาวดวงหนึ่งจะมีอุณหภูมิสูงถึงประมาณ 5 หมื่นเคลวิน

ดวงอาทิตย์มีทั้งปริมาตรและมวลมากกว่าของโลกอย่างที่เทียบกันไม่ได้นั้น
แต่ดวงอาทิตย์กลับมีเส้นผ่านศูนย์กลางและมวลประมาณ 5 เท่าของดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่มีขนาดเล็ก ๆ และมีมวลน้อย ๆ
อย่างไรก็ตาม ดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่มีขนาดใหญ่จะมีขนาดที่มากถึงประมาณ 20 เท่าของดวงอาทิตย์และมีมวลประมาณ 30 เท่าของดวงอาทิตย์
อีกทั้งดวงอาทิตย์ก็มีอายุปานกลาง
โดยที่จะสามารถให้พลังงานในอัตราอย่างปัจจุบันนี้ได้อีกนานถึงประมาณหมื่นล้านปี
เมื่อเราพิจารณาตามหลักวิชาโดยรวมแล้วเป็นดังนี้
ดวงอาทิตย์มีความพอดีและพอเพียงทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นขนาด มวล อุณหภูมิ ความสว่าง และพลังงานที่ให้ออกมา
ทั้งนี้เรารวมทั้งวัยที่หมายถึงอายุของดวงอาทิตย์ด้วย
สิ่งสำคัญร่วมกันซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่รวมทั้งมนุษย์สามารถดำรงชีวิตอยู่บนโลกของเราและยังสามารถสืบพันธ์มาได้เป็นเวลาที่ยาวนานเช่นนี้เป็นดังนี้
กล่าวคือ ความเหมาะสมทุกสภาวะของโลกที่สัมพันธ์กับของดวงอาทิตย์ดังที่เราได้กล่าวมาแล้วนั่นเอง
ดวงอาทิตย์ดวงนี้จึงมีความหมายดังนี้
“เป็นเทห์ฟ้าดวงหนึ่งและดวงเดียวที่มีความสำคัญแก่เราอย่างยิ่ง”
หาได้เป็นแต่เพียงแหล่งพลังงานแหล่งหนึ่งตามที่คนจำนวนหนึ่งคิดกันเท่านั้น
ผู้เขียนจึงใคร่ขอให้ผู้อ่านทุกคนได้ตระหนักในสิ่งนี้ร่วมกันกับผู้เขียนด้วย
สิ่งสำคัญดังกล่าวนี้ คือ ความหวังซึ่งผู้เขียนใคร่อยากได้จากการเขียนเรื่องดวงตะวันเรื่องนี้ที่นอกเหนือจากความรู้ที่ผู้อ่านจะพึงได้รับบ้างนั้น
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
14 พฤศจิกายน 2553

ลอยกระทง

Nov 12, 2010 by     6 Comments    Posted under: Physics, Uncategorized

ลอยกระทง

ลอยกระทงลงไปสู่ในน้ำ
ปากก็พร่ำตามใจที่ใฝ่ถึง
อันน้องนางห่างไกลให้คะนึง
ข้าฯ คิดถึงหนึ่งน้องนางที่ห่างไกล
แม่คงคาพากระทงตรงไปถึง
ณ ที่ซึ่งหนึ่งน้องนั้นนั่นหนไหน
ยามนี้นั้นอันข้าฯ ว่ากระไป
วอนน้องใคร่โปรดรู้ว่าข้าฯ เฝ้ารอ

ขยะหลากหลายชนิดที่ลอยน้ำในคลองและในแม่น้ำยังมีให้เห็นอยู่เนื่อง ๆ
ผักตบชวาจำนวนมากที่ลอยน้ำอยู่เป็นแพก็ยังปรากฏอยู่เช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็นขยะทั้งหลายหรือผักตบชวาล้วนต่างเป็นสิ่งที่เราไม่พึงปรารถนาอยากจะเห็น แต่นั่นก็เป็นส่วนที่อยู่ปลายเหตุ
สาระสำคัญ คือ นอกจากเราต้องช่วยกันกำจัดแล้วเราจะต้องไม่ทิ้งสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นลงในแม่น้ำและลำคลองเสียเอง
ข้อคิดตังกล่าวนี้เป็นข้อคิดเชิงสิ่งแวดล้อมที่มีต่อสังคม
อย่างไรก็ตาม ถ้าเราคิดเชิงฟิสิกส์เราจะเริ่มคิดถึงว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีสมบัติพื้นฐานทางฟิสิกส์อย่างไรจึงทำให้สามารถลอยน้ำได้
คำตอบเบื้องต้นที่ทุกควรตอบได้เป็นดังนี้
สิ่งต่าง ๆ ที่สามารถลอยน้ำได้โดยปกติย่อมจะต้องมีความหนาแน่นมวลเชิงปริมาตรน้อยกว่าของน้ำ
ทั้งนี้ขยะต่าง ๆ เหล่านั้นและผักตบชวาต่างก็มีความหนาแน่นมวลเชิงปริมาตรที่น้อยกว่าของน้ำทั้งสิ้น
อันที่จริง ในเบื้องต้นของการลอยกระทงตามประเพณีของไทยกระทงแต่ละใบที่จะลอยหาได้จัดอยู่ในประเภทขยะอย่างหนึ่งไม่หากแต่ท้ายสุดก็ไม่เว้นที่จะเป็นขยะชนิดหนึ่งไปจนได้
ข้อคิดคล้าย ๆ กับที่กล่าวมาแล้ว คือ เพราะเหตุใดกระทงแต่ละใบจึงลอยได้
คำตอบที่เลียนแบบกันได้เป็นอย่างดีเป็นดังนี้
กระทงแต่ละใบนั้นมีความหนาแน่นมวลเชิงปริมาตรที่น้อยกว่าของน้ำ
ขนาดแรงแรงหนึ่งที่น้ำพยุงต่อกระทงใบนี้เป็นดังนี้
กล่าวคือ ขนาดแรงแรงหนึ่งเนื่องจากขนาดน้ำหนักของน้ำที่มีปริมาตรเท่ากับส่วนที่กระทงใบนี้จมอยู่ในน้ำ
กระทงใบนี้ต้องมีความหนาแน่นน้อยกว่าของน้ำจริง
กระทงใบนี้จึงลอยน้ำได้เป็นอย่างดี
จากข้อสรุปที่เราได้รับจากการพิจารณาเชิงฟิสิกส์นี้ย่อมจะเป็นสิ่งบ่งชี้ดังนี้
กระทงใบหนึ่ง ๆ ที่เราประดิษฐ์จากกาบกล้วยและใบตองแต่ดั้งเดิมที่เป็นแบบฉบับมานั้นย่อมสอดคล้องกับหลักทางฟิสิกส์ที่ยังทันสมัยอยู่เสมอ
อนึ่ง ทั้งกาบกล้วยและใบตองต่างก็ย่อยสลายได้โดยง่ายและจัดเก็บได้ไม่ยากจึงมีผลเสียต่อมลภาวะทางน้ำค่อนข้างน้อย
เราจึงพึงร่วมมือกันปฏิบัติด้วย
ทั้งนี้นอกจากเราจะรักษาประเพณีอันงามของไทยแล้ว
เรายังสามารถจรรโลงสภาวะที่ดีสภาวะหนึ่ง ๆ ต่อท้องถิ่นของเราอีกด้วย
ท้ายสุดนี้ผู้เขียนขอให้ผู้อ่านทุกคนที่ใฝ่ใจเชิงวิชาการได้สังเกตและพิจารณาการลอยของเรือและหรือสิ่งอื่น ๆ เพื่อเปรียบเทียบกับสาระของเรื่องลอยกระทงเรื่องนี้
    กระทงน้อยลอยล่อง   ธารา
เปรียบหนึ่งว่าใจข้าฯ        สู่ห้วง
แห่งพระแม่คงคา             แทบเท้า แม่ฤๅ
ขอขมาข้าฯ ได้ล่วง         แด่ล้ำ แดนสรวง

รศ.สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
12 พฤศจิกายน 2553

พ่อกับลูกชายในสมัยโบราณ

Nov 7, 2010 by     Comments Off on พ่อกับลูกชายในสมัยโบราณ    Posted under: Astronomy, Uncategorized

พ่อกับลูกชายในสมัยโบราณ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพ่อลูกคู่หนึ่งในชนบทสมัยนานมาแล้ว
ดังนั้น ผู้อ่านบางคนอาจจะงง ๆ ว่ามีอย่างนี้ด้วยหรือ
อ้อ ต้องบอกก่อนว่า ณ ตอนนั้นที่บ้านหลังนี้ไม่มีแม้แต่วิทยุสักเครื่องหนึ่งเลยนะ
พ่อเป็นคนเรียนเก่งแต่ก็ได้เรียนแค่ชั้นมัธยมปีที่ 3 (เทียบเท่ามัธยมปีที่ 1 ในปัจจุบัน) เพราะความจน
ที่กล้ายืนยันก็เพราะรู้ว่าเพื่อนคนหนึ่งของชายผู้พ่อคนนี้ต่อมาเป็นถึงนายพลเอก ทั้ง ๆ ที่เรียนสู้พ่อของเด็กชายคนนั้นไม่ได้
ส่วนลูกชายตอนนั้นอายุ 7 ขวบครบเกณฑ์เข้าเรียนชั้นประถมปีที่ 1 ณ โรงเรียนเทศบาลโรงหนึ่งที่ต้องอาศัยศาลาวัดวัดหนึ่งเป็นห้องเรียนรวมทั้ง 4 ชั้น คือ ตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 1 จนถึงประถมปีที่ 4
สิ่งหนึ่งที่แปลกมากถ้าเป็นสมัยนี้ คือ โรงเรียนเทศบาลโรงนี้มีครูเพียง 2 คนเท่านั้น
อ้อ อีกอย่างหนึ่งจะรียกว่าห้องเรียนรวมก็ไม่ได้ ทั้งนี้เป็นพื้นที่โล่งกว้างบนศาลาวัดวัดนั้นนั่นแหละ

ขอเข้าประเด็นของพ่อกับลูกชายในสมัยโบราณตามหัวเรื่องดังนี้
ค่ำวันหนึ่งพ่อเรียกลูกชายให้ออกมาที่นอกชานชานหนึ่งของบ้านดังนี้
พ่อ ลูกออกมาที่นอกชานกันเถอะ
อ้อ เอาเสื่อมา 1 ผืนและหมอน 2 ใบด้วยล่ะ
ลูกชาย ครับพ่อพร้อมกับวิ่งปรื๋ออย่างรวดเร็ว
พ่อ ปูเสื่อผืนนั้นซี
ลูกชาย ทำตามที่พ่อบอกพร้อมกับวางหมอน 2 ใบไว้เคียงคู่กัน
ทั้งนี้ลูกชายรู้ดีว่าพ่อต้องการให้ตัวเขามานอนคุยกันที่ชานชานนี้เหมือนกับหลาย ๆ วันที่ผ่านมา
พ่อ จัดเสื่อผืนนั้นซะใหม่
วันนี้เราจะนอนเอาหัวไปทางทิศเหนือโน่น ส่วนเมื่อคืนวานนี้เราหันหัวไปผทางทิศตะวันออก
ลูกชาย แสดงอาการงง ๆ บ้างเล็กน้อย แต่ก็ทำตามโดยจับเสื่อผืนนั้นขวางกับเมื่อคืนก่อน
พ่อ นั่นแหละถูกต้องแล้ว
ตอนนี้ลูกพอรู้แล้วซีว่าทิศตะวันออกอยู่ทางใด
และทิศเหนืออยู่ทางใด
อ้าว อย่างงั้นตอบพ่อหน่อยซิว่า “ทิศตะวันตกอยู่ทางไหน”
ลูกชาย ยิ้มอย่างภูมิใจโดยคิดว่าตัวเองต้องตอบถูกแน่
เขาชี้ไปในทางที่ตรงกันข้ามกับทิศตะวันออกที่พ่อเคยบอกไว้ก่อนแล้ว
พร้อมกับถามพ่อกลับว่า “ถูกใช่ไหมพ่อ”
พ่อ เออ เก่งลูก นั่นแหละทิศตะวันตกที่อยู่ตรงกันข้ามกับทิศตะวันออก
อ้าว ตอนนี้เรานอนลงกันเถอะ
แล้วลูกคิดว่า “หัวของเราทั้งคู่ไปทางทิศใด”
ลูกชาย ยิ้ม (พร้อมกับนึกอยู่ในใจว่า “ง่าย ๆ อย่างนี้ก็ถามอีก กล้วยจัง”) แล้วตอบดังนี้
“ทิศเหนือครับพ่อ”
พ่อ ลูกของพ่อฉลาดจัง
ลูกชาย ยิ้มแก้มแทบปริที่พ่อชมเช่นนั้น
พ่อ เอาล่ะ ตอนนี้ต้องตอบให้ได้นะ
เมื่อหัวของเราชี้ไปทางทิศเหนือทิศที่อยู่ตรงกันข้ามจะเป็นทิศอะไร
ลูกชาย ขอผมเดานะพ่อ
พ่อ เออ เดาก็ได้
ลูกชาย ก็เหลืออยู่ทิศเดียวที่พ่อเคยบอกกับผมไว้จึงต้องเป็นทิศนั้นแน่
“ทิศใต้ครับพ่อ”
พ่อ ลูกชายของพ่อนี่จำแม่นดีจังเลย
ลูกชาย คุณครูที่โรงเรียนก็พูดกับลูกเช่นนี้เหมือนกันครับพ่อพร้อมกับแสดงอาการจนออกนอกหน้า
พ่อ ตอนนี้เรายืนขึ้นและหันหน้าไปทางทิศเหนือทิศนั้นแล้วกางแขนทั้ง 2 ข้างออกไป
นั่นอย่างนั้นแหละถูกต้องแล้ว
ตอนนี้ลูกจะบอกพ่อทั้ง 4 ทิศได้หรือไม่เอ่ย
ลูกชาย ข้างหน้าเป็นทิศเหนือทิศหนึ่งตามที่เราหันหน้าไป ส่วนทิศใต้อีกทิศหนึ่งก็ไปทางข้างหลังโน่น
เมื่อแขนขวาข้างหนึ่งชี้ไปทางทิศตะวันออกทิศหนึ่ง
แขนซ้ายอีกข้างหนึ่งก็ต้องชี้ไปทางทิศตะวันตกอีกทิศหนึ่งอย่างแน่นอน
ใช่ไหมพ่อ ลูกชายถามต่อ
พ่อ เยี่ยมไปเลยลูกของพ่อคนนี้
ตอนนี้เรานอนดูดาวบนท้องฟ้ากันสักครู่หนึ่งเป็นไง
ลูกชาย ดีมากครับพ่อ
พ่อ ลูกมองเห็นดวงดาวต่าง ๆ บนท้องฟ้าแล้วลูกคิดอย่างไรล่ะ
ลูกชาย ดวงดาวมีมากจังเต็มท้องฟ้าไปหมด
เอ ไม่รู้ว่าตาของผมไม่ดีหรือไม่นะพ่อ
ผมเห็นคล้าย ๆ ว่าแสงดาวทุกดวงไม่นิ่งเลย
พ่อ ที่ลูกเห็นนั้นถูกต้องแล้ว
ดวงดาวพวกนั้นเป็นดาวฤกษ์ (เท่าที่พ่อรู้มาน่ะ) แต่ที่แสงไม่นิ่งนั้นพ่อเองก็ไม่แน่ใจ
อ้อ ดวงอาทิตย์ที่ขึ้นตอนเช้าทางทิศตะวันออก
และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกในตอนเย็นนั่นแหละ
พ่อหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง
ลูกชาย ผมจำได้ว่าคุณครุเคยเอ่ยถึงคำว่า “ตะวัน” เหมือนกันนะพ่อ
ตอนนี้ก็นึกถึงคำนี้ได้ทันที
พ่อจะคิดเหมือนกับผมไหมหนอ
ตะวันออกก็เป็นตะวันขึ้นได้
ส่วนตะวันตกนั้นตรงตัวอยู่แล้ว
ถ้าอย่างนั้นคำว่า “ตะวัน” ก็น่าจะหมายถึง “ดวงอาทิตย์” กระมังพ่อ
พ่อ ฟังดูก็มีเหตุผลดี แต่พ่อไม่ค่อยแน่ใจนักหรอกลูก
วันพรุ่งนี้ลูกลองถามคุณครูซี
คุณครูต้องตอบลูกได้แน่
ลูกชาย ครับพ่อ
สนุกดีและได้ความรู้ด้วยนะพ่อ
อากาศก็สบายดีที่มีลมพัดอ่อน ๆ อย่างนี้และไม่มียุงซะด้วย
ผมอยากออกมาดูท้องฟ้าก่อนที่จะเข้านอนทุก ๆ คืนเลย
พ่อ แต่วันพรุ่งนี้ลูกต้องไปโรงเรียนและต้องเรียนเลขคณิตด้วยนี่
อย่างนั้นเข้านอนกันแต่หัวค่ำดีกว่า
ลูกชาย พ่อมานอนคุยกับลูกอย่างนี้ทุก ๆวันได้ไหมครับพ่อ
ผมรู้สึกสนุกจังลูกชายกล่าวย้ำอย่างจริงจัง
อีกทั้งผมรู้สึกว่าพ่อสอนอะไรให้ผมรู้มากขึ้น ๆ
นี่ถ้าสอนไปเรื่อย ๆ อีกสักหน่อยผมก็จะดูดาวได้เก่งใช่ไหมพ่อ
พ่อ พ่อรับปากลูก
แล้วลูกอย่าขี้เกียจและต้องเป็นเด็กดี โดยเชื่อฟังผู้ใหญ่ทุกคนทั้งพ่อ แม่ คุณครู และคนอื่น ๆ ด้วยล่ะ
ลูกชาย ครับพ่อ

คืนนั้นป็นอีกคืนหนึ่งที่เด็กชายวัย 7 ขวบคนนี้มีความสุข นอนหลับ ฝันดี และตื่นขึ้นตั้งแต่เช้าโดยไม่ต้องปลุกกันเลย

รศ.สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
7 พฤศจิกายน 2553

อย่าหลอกกันอีกเลย

Nov 4, 2010 by     Comments Off on อย่าหลอกกันอีกเลย    Posted under: Physics, Uncategorized

อย่าหลอกกันอีกเลย

นิยายอิงวิชาการเรื่องนี้เป็นการสนทนาระหว่างนักเรียนคนหนึ่งกับครู (กวดวิชา) คนหนึ่งดังนี้
นักเรียน สวัสดีครับอาจารย์ (โดยที่นักเรียนคนนี้ไม่รู้หรอกว่า “คนที่ตนเองเรียกว่าอาจารย์นั้น คือ ครูสอนพิเศษวิชาฟิสิกส์ ณ โรงเรียนกวดวิชาโรงนั้น”)
อาจารย์ครับผมอยากจะมาเรียนกวดวิชา ณ ที่นี้ แต่ผมไม่แน่ใจว่า “ผมจะเรียนฟิสิกส์ไหวหรือไม่ อ้อ ตามปกติผมเรียนฟิสิกส์ที่โรงเรียนผมไม่ค่อยเข้าใจเลย”
ครู เธอสอบฟิสิกส์ได้เกรดเท่าใด
นักเรียน สอบไม่ผ่านและต้องสอบซ่อมอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว
ครู ตอนนั้นเธอเรียนวิชากลศาสตร์ใช่หรือไม่
นักเรียน ใช่ครับ
ครู แล้วเธอท่องจำวิธีทำโจทย์แต่ละข้อด้วยหรือเปล่าล่ะ
นักเรียน ท่องตามที่ครูสอนฟิสิกส์คนหนึ่งบอกอย่างแม่นยำเลยครับ
ครู ข้อสอบออกเหมือนกับตอนที่เรียนหรือไม่
นักเรียน ไม่เหมือนครับ แต่คล้าย ๆ กัน โดยผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเมื่อเป็นเช่นนั้น
ครู เธอตัดสินใจเรียนที่นี่ได้เลย (ครูสอนพิเศษคานั้นพูดตัดบท)
นักเรียน แล้วผมจะเข้าใจวิชาฟิสิกส์นี้ได้เป็นอย่างดีหรือครับอาจารย์
ครู รับรอง 100 % เพราะว่าที่โรงเรียนนี้ให้เธอเรียนซ้ำจากเทปที่บันทึกไว้กี่รอบก็ได้
อย่างไรก็ตาม เธอต้องระบุจำนวนรอบที่จะดูแล้วครูจะลดให้เป็นพิเศษ
นักเรียน วิชาฟิสิกส์นี้ใคร ๆ ก็บอกว่า “ยาก” รวมทั้งตัวของผมเองด้วยก็คิดตรงกัน
อาจารย์คิดว่ายากหรือไม่ครับ
ครู ถ้าเรียนที่นี่เธอจะบอกได้ทันทีเลยว่า “วิชาฟิสิกส์นั้นไม่ยากอย่างที่พูดกันหรอก”
เอาเป็นว่าสมัครเรียนกี่รอบดีล่ะ
นักเรียน 2รอบครับอาจารย์
ครู เธอนี่เป็นเด็กฉลาดนี่
นักเรียน ขอบคุณครับ
การสนทนาจบลงเพียงเท่านี้
ต่อจากนั้นเด็กนักเรียนคนนั้นก็ไปเรียนที่โรงเรียนกวดวิชาโรงนั้นจนครบจำนวนตามที่ทางโรงเรียนโรงนั้นกำหนดให้โดยที่ไม่เคยพบกับครูคนนั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ครั้นถึงเวลาสอบผลเป็นอย่างไรผู้เขียนแทบจะไม่ต้องบอกหรอกนะ
วันประกาศผลเด็กนักเรียนคนนี้ก็เดินหน้าเศร้ากลับบ้านและบอกกับแม่ที่เป็นแม่ค้าขายอาหารตามสั่งคนหนึ่งอย่างท้อแท้ว่า “แม่ครับผมสอบตกอีกแล้ว”
อนึ่ง ผู้เขียนที่สอนฟิสิกส์มาเกินกว่า 40 ปีก็ต้องบอกดังนี้
1. ตอนที่มีความรู้น้อย ๆ และสอนใหม่ ๆ รู้สึกว่า “วิชาฟิสิกส์ก็ไม่ยากอย่างที่พูดกัน”
โดยที่ตอนนั้นสอนโจทย์ประมาณ 20 ข้อและสอนสัก 4 ข้อหรือ 5 ข้อในช่วงเวลา 1 คาบ (ประมาณ 50 นาที) และสอนซ้ำ ๆ ถึง 25 ห้อง (เป็นอย่างน้อย) จนจำโจทย์ได้และสอนเหมือนกับการบันทึกเทปไว้เพราะคำพูดออกมาโดยอัตโนมัติ อ้อ นักเรียนก็ชมเปราะว่า “ผมนั้นสอนเข้าใจดี”
2. ต่อมาได้เรียนระดับปริญญาที่สูงขึ้นและศึกษามากขึ้น อีกทั้งเรียบเรียบหนังสือฟิสิกส์จำนวนมากพอควร (ปัจจุบันก็มีสัก 40 เล่มกระมัง)
อยากบอกอย่างไม่อายเลยว่า “ผู้เขียนเคยสอนผิด ๆ มาโดยที่ไม่รู้ตัวในตอนนั้นหลายต่อหลายครั้ง”
นอกจากนี้ แม้แต่ตอนนี้ก็ยังอยากบอกดังนี้
“ฟิสิกส์ที่ถูกต้องเป็นวิชาที่ยากอย่างยิ่ง อีกทั้งถ้าพื้นฐานคณิตศาสตร์ไม่ดีด้วยแล้วก็ยิ่งรู้สึกว่าฟิสิกส์นี้เป็นวิชาสุดโหดจริง ๆ”
ครูและอาจารย์ที่สอนวิชาฟิสิกส์อย่าหลอกให้หลงเชื่อกันอีกเลย
บอกกันตามตรงแล้วนักเรียนใฝ่รู้อย่างจริงจังทั้ง ๆ ที่รู้ว่า “ฟิสิกส์เป็นวิชาที่ยาก”
นักเรียนเหล่านั้นก็จะสนใจเรียนเป็นพิเศษ
นักรียนโดยส่วนรวมน่าจะได้ประโยชน์ที่แท้จริง
อีกทั้งอาจจะฮึดสู้และศึกษาด้วยตัวเองจนรู้ซึ้งถึงแก่นแท้ของวิชานี้
นั่นแหละ คือ สิ่งที่ควรได้รับในทางที่ดีที่ควรในที่สุด
ปรารถนาดีจากใจจริง
รองศาสตราจารย์สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
4 พฤจิกายน 2553