Archive from December, 2010

พลังงานความร้อน

Dec 31, 2010 by     Comments Off on พลังงานความร้อน    Posted under: Physics, Poems, Uncategorized

พลังงานความร้อน

อันความร้อนก่อนนี้ที่กล่าวขาน
ปริมาณอย่างหนึ่งพึงกล่าวถึง
ความร้อนนะสะท้อนให้ใจคะนึง
ร้อนประหนึ่งถึงข้างในอยู่ในทรวง
หากเดี๋ยวนี้กล่าวอย่างเป็นทางการ
พลังงานกาลนี้ที่ใหญ่หลวง
แปรรูปไปหลายรูปอย่างต่างทั้งปวง
ไม่ต้องห่วงล่วงรู้ได้ในเนื้อความ
ร้อนหรือหนาวเท่าใดต้องใคร่รู้
ลองคิดดูรู้ด้วยกายเมื่อใครถาม
รู้จากใจได้ไหมใคร่ติดตาม
อีกนิยามอ่านดูรู้เร็วไว
อุณหภูมิบ่งชี้ที่ระดับ
สื่อเสร็จสรรพระดับนี้นี่ร้อนไหม
องศาหน่วยช่วยเน้นบอกเป็นนัย
ถึงสิ่งใดในระบบครบที่มา
มาตรวัดหรือคือเทอร์มอมิเตอร์ไง
สิ่งนี้ไซร้ไม่ยากหากศึกษา
สิ่งบ่งชี้เช่นนี้ที่รู้มา
ปรารถนาอ่านดูรู้แน่นอน
พลังงานหน่วยนั้นนั่นคือจูล
อาจจะคุ้นหรือไม่เพียงใคร่สอน
จะกล่าวเพิ่มเติมบอกนอกบทกลอน
เลี่ยงนิวรณ์ให้ได้ใคร่ติดตาม

พลังงานความร้อนเป็นปริมาณสเกลาร์ชนิดหนึ่งที่จะรับรู้ได้ในสองลักษณะดังนี้
1. ระดับของความร้อนดังที่เรียกว่า “อุณหภูมิของความร้อน”
โดยที่เราวัดด้วยมาตรวัดอุณหภูมิ คือ เทอร์มอมิเตอร์ชนิดหนึ่ง ๆ ดังนี้
เช่น องศาเซลเซียส องศาฟาเรนไฮต์ และเคลวิน
2. ปริมาณความร้อนหรือพลังงานความร้อนที่มีหน่วย คือ จูลตามระบบเอสไอ
นอกจากนี้ เรายังนิยมบอกเป็นแคลอรีด้วย
ทั้งนี้ 1 แคลอรี คือ ปริมาณความร้อนที่ทำให้น้ำมวล 1 กรัมที่อุณหภูมิ 14.5 องศาเซลเซียสมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส
อนึ่ง พลังงานความร้อนเป็นแคลอรีและจูลสัมพันธ์กันดังนี้
กล่าวคือ 1 แคลอรีเท่ากับ 4.186 จูลหรือประมาณ 4.2 จูล
และ 1 จูลประมาณ 0.2389 แคลอรี
นอกจากนี้ ในระดับที่สูงขึ้นเราจะรับรู้อีกหน่วยหนึ่งดังนี้
กล่าวคือ หน่วยความร้อนบริติช
ทั้งนี้ 1 หน่วยความร้อนบริติชเท่ากับ 1,055 จูลหรือเท่ากับ 252.0 แคลอรี

แหล่งพลังงานความร้อนในธรรมชาติที่ต่างรู้จักและคุ้นเคยมีหลายอย่างดังนี้
เช่น
1. ถ่านไม้และถ่านที่ให้ความร้อนชนิดอื่น ๆ
2. แก๊สหุงต้มที่ต่างใช้กันในครัวเรือนอย่างแพร่หลาย
3. ถ่านหินที่เราอาจจะใช้ในทางตรงและทางอ้อม
4. พลังงานความร้อนจากกระแสไฟฟ้า
5. พลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์
6. พลังงานความร้อนในโลก
อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วเรามักอาจจะมองข้ามแหล่งพลังงานความร้อนในธรรมชาติแหล่งหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อโลก คือ ดวงอาทิตย์
ทั้งนี้ถ้าปราศจากดวงอาทิตย์โลกจะต้องถึงกาลอวสานในที่สุด
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
31 ธันวาคม 2553

จักรราศี

Dec 30, 2010 by     Comments Off on จักรราศี    Posted under: Astronomy, Poems, Uncategorized

จักรราศี
ราศีเมษเมษาหาพฤษภ
เมถุนวกกรกฎจรดสู่สิงห์
ราศีกันย์ต่อตุลถ่วงดุลจริง
อย่าประวิงพฤศจิกอีกธนู
มังกรนั้นพลันต่อมาราศีกุมภ์
ยังอีกกลุ่มมีนไงบอกไว้หรู
ครบสิบสองทำนองไซร้ได้คิดดู
โปรดรับรู้สู่สิ่งนี้ที่มีมา
จักรราศีมีไว้คล้ายนับเดือน
เพียงเพื่อเตือนรู้ไว้ใช้ศึกษา
พี่น้องหรือคือผู้ที่มีปัญญา
โชคชะตาน่าคิดเพียงเยี่ยงเตือนใจ
ตัวเรานี้ชี้ได้หนาชะตาเรา
ไม่โง่เขลาเบาปัญญาพาแจ่มใส
ความรู้นี้มีเอาไว้ใส่กายใจ
ราศีไซร้คล้ายเป็นเพื่อนคอยเตือนตน

จักรราศี (Zodiac) มาจากคำในภาษากรีกคำหนึ่ง คือ ซูนน์ (Zoon) ที่หมายถึงสิ่งที่มีชีวิต
โดยที่ราศีตุลซึ่งเป็นรูปของคันชั่งอันหนึ่งราศีเดียวเท่านั้นที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต
ด้วยเหตุนี้ จึงนับว่าจักรราศีนี้เป็นคำที่มีความหมายเหมาะสมดี
จักรราศีหรือ 12 ราศีอยู่ในแถบอันหนึ่งซึ่งพาดอยู่บนทรงกลมฟ้าที่มีความกว้างประมาณ 16 องศาและมีแนวสุริยวิถีแนวหนึ่งอยู่ ณ กลางแถบอันนี้
ทั้งนี้ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ทั้งหมดต่างโคจรอยู่ในแถบจักรราศีอันนี้บนทรงกลมฟ้านั้น
เนื่องจากจักรราศีมี 12 ราศีหรือมีกลุ่มดาว 12 กลุ่มด้วยกัน
อีกทั้งมุม ณ ศูนย์กลางท้องฟ้าทรงกลมนี้ที่รองรับด้วยแถบจักรราศีแถบนี้ คือ 360 องศา แต่ละราศีจึงอยู่ในช่วงประมาณ 30 องศา

รูปที่แทนกลุ่มดาวกลุ่มหนึ่งของแต่ละราศีในจักรราศีเป็นดังนี้
1. ราศีเมษหรือกลุ่มดาวเอรีส์ (Aries) เป็นรูปแกะ
2. ราศีพฤษภหรือกลุ่มดาวเทารัส (Taurus) เป็นรูปวัว
3. ราศีเมถุนหรือกลุ่มดาวเจมินี (Gemini) เป็นรูปคนคู่
4. ราศีกรกฎหรือกลุ่มดาวแคนเซอร์ (Cancer) เป็นรูปปู
5. ราศีสิงห์หรือกลุ่มดาวลีโอ (Leo) เป็นรูปสิงโต
6. ราศีกันย์หรือกลุ่มดาวเวอร์โก (Virgo) เป็นรูปหญิงสาวพรหมจารี
7. ราศีตุลหรือกลุ่มดาวลิบรา (Libra) เป็นรูปคันชั่ง
8. ราศีพฤศจิกหรือกลุ่มดาวสคอร์ปิอุส (Scorpius) เป็นรูปแมงป่อง
9. ราศีธนูหรือกลุ่มดาวแซกจิตทาเรียส (Sagittarius) เป็นรูปคนยิงธนู
10. ราศีมังกรหรือกลุ่มดาวแคปริคอร์นัส (Capricornus) เป็นรูปมังกร
11. ราศีกุมภ์หรือกลุ่มดาวอะควอเรียส (Aquarius) เป็นรูปคนถือหม้อน้ำ
12. ราศีมีนหรือกลุ่มดาวพิสเซส (Pisces) เป็นรูปปลา

ถือโฉลกโชคชะตาว่ากันไป
ถืออย่างไรใคร่ทักจักรราศี
กลุ่มเหล่านั้นกลุ่มนั่นไซร้ใคร่ว่าดี
กลุ่มเหล่านี้ดีทั่วกันหมั่นพอเพียง
เราทุกคนจนหรือมีอยู่ดีได้
เพียงแต่ใจใคร่ต้องฟังยังน้ำเสียง
ต่างเตือนกันสนั่นไปให้พอเพียง
อย่าเอาเยี่ยงเพียงว่าข้าฯ ต้องรวย

สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
30 ธันวาคม 2553

เรื่องนี้ไม่มีใครรู้

Dec 28, 2010 by     Comments Off on เรื่องนี้ไม่มีใครรู้    Posted under: Astronomy, Uncategorized

 

  1. เราคิดกันแต่เพียงว่า เอกภพของเรานั้นเกิดขึ้นมานานนักแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเมื่อใด แท้จริงเป็นอย่างไร รูปร่างอย่างไร และมีเพียงเอกภพของเราเท่านั้นหรือไม่ก็ไม่มีใครตอบได้ ทั้ง ๆ ที่เราต่างพยายามหาคำตอบกันมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งทุกวันนี้ นอกจากนี้ เราต่างมีความรู้กันอย่างผิด ๆ อาจจะถูกบ้าง หรือถูกจริงสักเพียงใดก็สุดที่เราสามารถหยั่งรู้ได้
  2. มนุษย์มีความคิดจากตนเองเป็นที่ตั้ง และเริ่มจากความรู้สึกทางสามัญสำนึกทั้งสิ้น ดังนั้น เราจึงเริ่มต้นที่คิดว่า โลกที่มนุษย์อาศัยอยู่นี้เป็นศูนย์กลางของเอกภพ (โดยมักคุ้นต่อคำว่า “จักรวาล” ที่บ่งบอกถึงความกว้างใหญ่ไพศาลนั่นเอง) ทั้งนี้ความคิดเช่นนี้เป็นที่ยอมรับกันมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ ยังคิดว่า โลกเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะระบบหนึ่ง อนึ่ง อีกทั้งยังบอกว่า โลกแบนตามที่ปรากฏแก่สายตาอีกด้วย (อ้อ เดี๋ยวนี้ก็ยังมีสมาคมโลกแบนอยู่เลย)
  3. ต่อมามีคนคิดเชิงแตกต่างว่า “ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะระบบนี้ โดยมีดาวเคราะห์และเทห์ฟ้าอื่น ๆ เช่น ดาวเคระห์น้อยโคจรอยู่โดยรอบ” อย่างไรก็ตาม น้อยคนนักที่คล้อยตามความคิดนี้ในตอนนั้น ทั้งนี้เป็นความคิดที่ค้านต่อสามัญสำนึกโดยสิ้นเชิงนั่นเอง อนึ่ง ถ้าเราเป็นคนหนึ่งในยุคนั้นก็สุดที่จะยอมรับได้
  4. ปัจจุบันนี้เรามีความรู้เกี่ยวกับเอกภพที่เราอาศัยอยู่นี้สักเท่าใด คำตอบ คือ น้อยอย่างยิ่ง ทั้งนี้สิ่งต่าง ๆ ที่เราไม่รู้มานานมากแล้วเราก็ยังคงไม่รู้อย่างแท้จริงเช่นนั้น
  5. เราบอกกันให้เชื่อว่า เราอยู่ในระบบดาราจักรระบบหนึ่งที่เรียกกันเองว่า “ดาราจักรทางช้างเผือก” ทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยเห็นรูปร่างอันแท้จริงของดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้เลย แม้แต่จำนวนดาวในดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้ก็บอกว่า ประมาณแสนล้านดวง โดยที่กล่าวเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ในเอกภพของเรานี้มีดาราจักรมากถึงประมาณหมื่นล้านระบบ รู้ได้อย่างไรเอ่ย ขอให้สังเกตว่า เรามักกล่าวถึงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้โดยประมาณทั้งสิ้น
  6. เรามาจากไหน มนุษย์คนแรก (อ้อ ต้องบอกว่า มนุษย์ชายและหญิง 2 คนแรก) เกิดขึ้นเมื่อใด อย่างไร และ ณ ที่ใดก็ไม่มีใครสักคนเดียวที่ตอบได้
  7. เราถือกำเนิดมาเพื่ออะไร อีกทั้งเราไม่รู้เลยว่า แต่ละคนจะมีอายุยืนยาวสักเท่าใด
  8. เมื่อเราตายไปแล้วเราจะไปไหน
  9. เราจะกลับมาเกิดอีกหรือไม่
  10. คนที่มีชีวิตอยู่อาจจะนึกถึงวันสิ้นโลก แล้ววันสิ้นโลกนั้นจะมีจริงหรือไม่ อีกทั้งเมื่อใด ก็ไม่มีใครตอบได้อีกเช่นกัน
  11. ถ้าโลกต้องสิ้นสลายแล้วเอกภพจะต้องแตกสลายไปหรือไม่เราก็ตอบไม่ได้ อ้อ อย่างน้อยอาจคิดกันว่า เอกภพจะมีชีวิตต่อไปอีกยาวนาน
  12. ข้อคิดประการหนึ่ง คือ มีคนจำนวนหนึ่งต่างคิดว่า “ของทุกอย่างมีอยู่เป็นคู่ทั้งสิ้น” ในทำนองที่เราคิดว่า มีเอกภพหนึ่งก็จะมีคู่ของเอกภพด้วยเช่นกัน โดยที่มีสสารเราก็ยังค้นพบว่ามีปฏิสสารคู่กันอยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราบอกว่าเรารู้นั้นเป็นความรู้ที่แท้จริงประการใด

ดังนั้น ผู้เขียนอยากกล่าวสรุปดังนี้

แท้จริงแล้วเราไม่รู้อะไรเลย อีกทั้งชีวิตของคนแต่คนก็สั้นอย่างยิ่งเทียบกับอายุของเอภพ ทั้งนี้คนใดคนหนึ่งจึงมีความรู้น้อยอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงควรรับรู้ในสิ่งที่คนอื่นรู้ด้วยจิตใจที่ไม่อคติ

เศษธุลี

Dec 26, 2010 by     Comments Off on เศษธุลี    Posted under: Astronomy, Poems, Uncategorized

เศษธุลี

เอกภพส่วนนี้ที่จะกล่าว
ใคร่บอกเล่ากล่าวกันนั้นอักโข
เอกภพคำรบนี้ที่ใหญ่โต
อันอ่าโอ่โตกระไรไม่รู้กัน
เริ่มจากเราเท่านี้อย่างที่รู้
สำรวจดูสู่โลกกว้างอย่างสุขสันต์
บนท้องฟ้าครานี้ที่รู้กัน
สุริยันอันดาราพาสุขใจ
สุริยะระบบนี้ที่ใหญ่ขึ้น
ใช่ใครอื่นตื่นตากว่าสิ่งไหน
ดาวเคราะห์นั้นอันดาวหางต่างกันไป
ดาวฤกษ์ไซร้ใคร่เห็นเป็นบุญตา
กลุ่มดาวฤกษ์เบิกฟ้าเวลาค่ำ
ฉันดื่มด่ำฉ่ำใจใฝ่ฝันหา
เนบิวลาครานี้ที่ผ่านตา
ยังไขว่คว้าหาต่อเติมเพิ่มตามใจ
ทางช้างเผือกเลือกมาว่ากันต่อ
เหมือนสิ่งล่อต่อเติมเสริมสิ่งไหน
ดาราจักรอยากใคร่เห็นเป็นเช่นใด
สืบเสาะไปให้ตะลึงถึงที่เป็น
เอกภพจบตรงไหนหาใครรู้
มาคิดดูรู้ใหญ่เหลือเหนือที่เห็น
ตัวเราหรือคือธุลีชี้ประเด็น
สุดท้ายเป็นเช่นธุลีที่บั้นปลาย

มนุษย์ได้พยายามทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติมานานนับพันปี
ทุกยุคทุกสมัยดูเหมือนว่า
เราต่างเข้าใจความลี้ลับของธรรมชาติมากขึ้น ๆ อย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม ตราบเท่าที่เรามีความรู้มากขึ้น ๆ
ตราบนั้นดูเหมือนว่า สิ่งที่เรายังไม่รู้กลับมากขึ้น ๆ เป็นทวีคูณ
ทุกวันนี้มนุษย์ยังไม่สามารถแม้แต่จะตอบได้อย่างชัดเจนว่า
เอกภพมีรูปร่างอย่างไร
มีขนาดโตเพียงใด
มีขอบเขตอยู่ ณ ที่ใด
และสุดขอบเขตของเอกภพจะเป็นอะไร
สิ่งหนึ่งที่ต่างยอมรับกันเป็นดังนี้
ตัวของเรานี้ คือ
เศษธุลีอันน้อยนิดของเอกภพ
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
26 ธันวาคม 2553

ถึงผู้อ่าน

Dec 23, 2010 by     Comments Off on ถึงผู้อ่าน    Posted under: General, Uncategorized

เนื่องจากข้าพเจ้า (รศ.สมพงษ์ ใจดี) รับเป็นที่ปรึกษาทางรายการท่องโลกกว้าง ทีวีไทย ประกอบกับตอนนี้มีงานด่วนข้าพเจ้าจึงต้องขอว่างเว้นจากงานเขียนไปบ้าง ดังนั้น จึงขออภัยผู้อ่านมา ณ ที่นี้ด้วย
สมพงษ์ ใจดี
23 ธันวาคม 2553

สายไฟฟ้าเส้นหนึ่ง ๆ

Dec 21, 2010 by     Comments Off on สายไฟฟ้าเส้นหนึ่ง ๆ    Posted under: Physics, Uncategorized

สายไฟฟ้าเส้นหนึ่ง ๆ

กล่าวครั้งนี้นี่หรือคือสายไฟ
เลือกอย่างไรชนิดใดใคร่เสาะหา
สายเดี่ยวนั้นนั่นสายคู่รู้กันมา
สายสามนะว่าไปที่ใช้งาน
สายเส้นใหญ่ใช้งานหนักอยากให้ใช้
สายเดี่ยวไงใช้ได้ดีที่ประสาน
ราคาสูงหาจูงใจในการงาน
อย่ามองผ่านความปลอดภัยจากใจกาย
สายคู่นี้มีสายสามถามต่อกัน
สิ่งนี้นั้นสัมพันธ์อยู่สู่ทั้งหลาย
ต้องสอดคล้องต้องกันนั้นทุกราย
คิดง่ายง่ายให้เหมือนที่สิ่งมีมา
ถ้าเริ่มใหม่ใช้สายสามทำตามนี้
ครบสามดีหากมีได้สบายหนา
ต้องระวังสูงจังดั่งราคา
ปรารถนาว่ากระไรให้พอตัว

ปกติแล้วสายเดี่ยวจะมีที่ใช้ไม่มากนัก
โดยเรามักใช้เฉพาะที่จำเป็น
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า ราคาของสายเดี่ยวต่อเมตรค่อนข้างสูง
โดยที่เราจะเน้นเส้นใหญ่ ๆ หรือเส้นที่มีพื้นที่หน้าตัดของเส้นทองแดงโต ๆ
อย่างไรก็ตาม อย่างน้อย 2 ส่วนที่จำเป็นต้องใช้สายเดี่ยวมีดังนี้
1. ส่วนที่ต่อจากมาตรไฟฟ้าตัวของเราไปยังที่ยึด
โดยที่ส่วนนี้จะอยู่อย่างคงทนเป็นเวลานาน
ทั้งนี้ส่วนนี้ต้องขึงไปในบริเวณที่ว่าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องเลี่ยงบริเวณต้นไม้ใหญ่ที่อาจจะหักลงมาเมื่อมีกระแสลมแรง
2. ส่วนที่ต่อเนื่องกัน คือ จากจุดสุดท้ายที่ยึดไว้นี้ไปสู่ตู้ไฟฟ้าใบหนึ่งในบ้านของเรานั้น
สำหรับบ้านที่เดินสายไฟฟ้าอยู่ก่อนแล้วโดยทั่วไปจะเป็นระบบสายคู่แทบทั้งสิ้น
อีกทั้งเต้ารับและเต้าเสียบทุกตัวที่มีอยู่เดิมก็ต้องสอดคล้องกันนั้น
ถ้าต้องการเดินสายต่อเติมก็ต้องเลือกระบบเดียวกันนั้น
นอกจากต้องการเพิ่มหรือเปลี่ยนเป็นระบบสายสามก็ทำได้
หากทว่าราคาจะสูงกว่า
สำหรับบ้านที่สร้างใหม่สมควรที่จะใช้ระบบสายสาม
กล่าวคือ มีสายดินซึ่งก็มีฉนวนสีเขียวแทรกอยู่ตรงกลางระหว่างส่วนของสายไฟฟ้าอีก 2 เส้นในเส้นไฟฟ้าสายสามเส้นหนึ่ง ๆ นั้น
อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดจะต้องมีทั้งเต้ารับและเต้าเสียบที่สัมพันธ์กันอย่างเหมาะสมการติดตั้งและการใช้งานจึงจะมีประโยชน์คุ้มค่าอย่างสมบูรณ์
สิ่งสำคัญ คือ ผู้อ่านต้องเลือกขนาดของสายไฟฟ้าของส่วนต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับการใช้งานโดยประมาณดังนี้
1. ส่วนของแสงสว่าง
2. ส่วนของเต้ารับและเต้าเสียบ
ทั้งนี้โดยทั่วไปต้องเป็นสายไฟฟ้าซึ่งมีขนาดโตขึ้น
หากแต่ราคาก็จะเพิ่มขึ้น ๆ ตามขนาดอย่างไม่เป็นสัดส่วนกัน
อย่างไรก็ตาม สองส่วนดังกล่าวนี้จะใช้สายร่วมกันก็ได้
ในกรณีที่ใช้ร่วมกันนี้จะต้องยึดกรณีของเต้ารับและเต้าเสียบเป็นหลัก
ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับระบบการเดินสายไฟฟ้าของช่างไฟฟ้า
อนึ่ง เต้ารับและเต้าเสียบของอุปกรณ์ไฟฟ้าซึ่งต้องใช้กำลังไฟฟ้ามาก เช่น เตารีดไฟฟ้า เครื่องซักผ้า และเครื่องอบผ้า
ผู้อ่านควรใช้สายไฟฟ้าที่โตเส้นหนึ่ง ๆ
ประการสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง คือ ไม่ควรใช้ตลับสายต่อไฟฟ้าตัวซึ่งใช้สายไฟฟ้าเป็นลวดทองแดงเส้นเล็ก ๆ จำนวนหนึ่งถึงแม้ราคาค่อนข้างต่ำ
ทั้งนี้ผู้อ่านต้องดูตัวเลขที่สายไฟฟ้าแต่ละเส้นดังนี้
1. สายคู่
สมมติ ตัวเลขที่แสดงไว้ คือ 2×2.5 SQ.MM. มีความหมายดังนี้
กล่าวคือ ลวดทองแดงแต่ละเส้นในสายไฟฟ้าคู่เส้นนั้นมีพื้นที่หน้าตัด 2.5 ตารางมิลลิเมตร
2. สายสามหรือระบบสามสาย
ตัวเลขที่แสดงไว้ คือ 2×2.5/1.5 SQ.MM. มีความหมายดังนี้
กล่าวคือ ลวดทองแดงแต่ละเส้นในสายไฟฟ้าคู่เส้นนั้นมีพื้นที่หน้าตัด 2.5 ตารางมิลลิเมตร ส่วนสายดินที่อยู่ร่วมสายไฟฟ้าเส้นนี้มีพื้นที่หน้าตัด 1.5 ตารางมิลลิเมตร
3. สายดินเส้นหนึ่ง
ทั้งนี้สายดินแต่ละเส้นมักไม่มีตัวเลขกำกับไว้ที่เส้นสายดินเส้นหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ตามปกติจะต้องระบุไว้ที่กล่องใบที่ใส่สายดินเส้นนั้น
หากทว่าคนทั่วไปมักจะไม่ค่อยสนใจนัก
ทั้งนี้อาจจะมองอย่างผิวเผินจากขนาดของเส้นลวดทองแดงที่เห็นก็พอประมาณได้ หรือไม่ก็มองข้ามความสำคัญของสิ่งนี้ไป
ด้วยความปรารถนาดี
ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยแก่ผู้อ่านทุกคน
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
21 ธันวาคม 2553