Archive from December, 2010

สังขยาลอยแก้ว

Dec 18, 2010 by     Comments Off on สังขยาลอยแก้ว    Posted under: Mechanics, Physics, Uncategorized

สังขยาลอยแก้ว
สังขยาลอยไว้อยู่ในแก้ว
ฟังดูแล้วแปลกใจใคร่สงสัย
สังขยาที่ว่านี้นี่กระไร
รีบอ่านในเนื้อความตามบอกมา
จึงร้องอ๋ออ้ออย่างนี้ที่ทำได้
หลอกข้าฯ ไซร้ให้หลงอ่านนานนักหนา
แท้ที่จริงสิ่งนี้หรือคือวิชา
ใคร่บอกว่าน่าสนใจได้ความจริง

ทั้งนี้ผู้เขียนนำเสนอสังขยาลอยแก้วเรื่องนี้ไว้ ณ ที่นี้
ผู้เขียนมีเจตนาแต่เพียงเพื่อการเปรียบเทียบพฤติกรรมอย่างหนึ่งกับหลักทางวิชาฟิสิกส์
โดยที่มิได้มีเจตนาแอบแฝงอย่างอื่น ๆ แม้แต่น้อยนิดจึงขอให้รับรู้ไว้ด้วย
วิธีของการดื่มสุราหรือเหล้าเท่าที่ผู้เขียนรับรู้มาเป็นดังนี้
วิธีแรก คือ การดื่มสุราโดยไม่มีการเจือปนสิ่งอื่นใดก่อนแล้วจึงจะดื่มน้ำตาม
วิธีนี้มีชื่อเรียกกันในวงสุราว่า “ตบตูด”
ผู้เขียนต้องขออภัยด้วย
เพราะคำที่คงไว้ตามเดิมนี้อาจจะเป็นภาษาพูดโดยตรงโดยมิได้ใช้ว่า “ตบก้น”
วิธีที่ 2 คือ การดื่มสุราที่เจือปนหรือผสมกับเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ ที่ชอบ
การดื่มตามวิธีนี้อาจจะมีส่วนช่วยปรับปรุงรสชาติให้กลมกล่อมตามรสนิยมของตัวเองและเป็นการกลบเกลื่อนผู้อื่นได้บ้าง
ถ้าผสมสุราไว้ในขวดเครื่องดื่มชนิดใดชนิดหนึ่งนั้นแทน
วิธีที่ 3 คือ การดื่มในลักษณะหนึ่งที่มีชื่อเรียกกันดังนี้
กล่าวคือ ออนเดอะร็อก (On the Rock) ที่ฟังแล้วจะรู้สึกค่อนข้างแปลกนะ
วิธีนี้ผู้ดื่มจะรินสุราลงในแก้วใบหนึ่งที่ใส่น้ำแข็งก้อน ๆ ไว้ก่อนแล้วจึงดื่มและจะดื่มน้ำตามด้วยหรือไม่ก็ได้
วิธีที่ 3 นี้จึงคล้าย ๆ กับวิธีแรกนั่นเอง
วิธีที่ 4 คือ การดื่มสุราที่ผสมกับโซดาหรือน้ำ
วิธีที่ 4 นี้ตามที่ทำกันอยู่โดยทั่วไปเป็นดังนี้
ผู้ดื่มรินสุราลงในแก้วใบหนึ่งก่อนแล้วจึงรินโซดาหรือน้ำลงผสมกับสุราที่อยู่ในแก้วใบนั้นและอาจจะเขย่าแก้วใบนี้บ้างเล็กน้อย
สุราจะผสมกับโซดาหรือน้ำจนมองดูเหมือนกับว่าเป็นเนื้อหนึ่งเดียวกัน
ณ ขั้นนี้ก็พร้อมที่จะดื่มแล้ว
อย่างไรก็ตาม ณ ที่นี้ผู้เขียนใคร่เสนอแนะการดื่มตามวิธีที่ 4 นี้
โดยที่มีขั้นตอนของกระบวนการที่สลับขั้นตอนกันดังนี้
เรารินโซดาหรือน้ำลงในแก้วใบหนึ่งก่อนแล้วจึงเอียงแก้วใบนั้นเล็กน้อยพร้อมกับค่อย ๆ รินสุราลงไปอย่างระมัดระวัง
โดยจะเห็นว่า “สุรายังอยู่แถวส่วนบนของโซดาหรือน้ำที่มีอยู่เดิมในแก้วใบนี้”
เราจะยังไม่ดื่มโดยทันที
แต่จะค่อย ๆ วางแก้วใบดังกล่าวนี้ที่มีโซดาหรือน้ำอยู่ทางส่วนล่างและมีสุราอยู่แยกอีกชั้นหนึ่งทางส่วนบนนั้นซึ่งเราก็จะมองดูคล้ายกับสังขยา
เนื่องจากว่ามีสีเหลืองอ่อน ๆ ตามสีของสุราที่เราค่อย ๆ รินลงไปนั้น
ด้วยเหตุนี้ จึงเรียกกันในวงสุราวงหนึ่ง ๆ ว่า “สังขยาลอยแก้ว”
วิธีนี้ คือ วิธีหนึ่งที่นิยมใช้ทดสอบกันในขั้นต้นดังนี้
กล่าวคือ “ผู้ดื่มคนใดคนหนึ่งเริ่มจะมึนเมาแล้วหรือยัง”
ทั้งนี้เพราะว่าถ้าผู้ดื่มคนใดที่มึนเมามากแล้วผู้ดื่มคนนั้นก็จะไม่อยู่ในวิสัยที่จะสามารถทำตามกระบวนการดังกล่าวนี้ได้เลย
อนึ่ง ผู้อ่านคนใดคนหนึ่งสามารถอธิบายเชิงฟิสิกส์ของพฤติกรรมดังกล่าวนี้ได้หรือไม่
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
18 ธันวาคม 2553

วันสิ้นโลก

Dec 18, 2010 by     Comments Off on วันสิ้นโลก    Posted under: Astronomy, Physics, Uncategorized

วันสิ้นโลก
วันสิ้นโลกโศกสลดรันทดใจ
คนทั้งหลายหวั่นไหวใคร่ถามหา
เป็นไปได้แค่ไหนใคร่บอกมา
อนิจจาครานี้อยากชี้แจง

หลายต่อหลายครั้งที่มีคนใดคนหนึ่งรู้ว่า ผู้เขียนเคยศึกษาทางดาราศาสตร์
กลุ่มคน 2 กลุ่มดังนี้
1. กลุ่มหนึ่งพูดถึง คือ ค.ศ. 2012 หรือ พ.ศ. 2555
2. อีกกลุ่มหนึ่งพูดถึง คือ ค.ศ. 2112 หรือ พ.ศ. 2655
ทั้งนี้กลุ่มคน 2 กลุ่มนี้ถามตรงกันราวกับนัดกันมาดังนี้
“อาจารย์ตอนนั้นเป็นวันสิ้นโลกหรือไม่”
อนึ่ง ช่วงเวลาที่ต่างกันแต่มีคำถามที่ตรงกัน คือ 100 ปี
ถ้าเป็นกลุ่มแรกก็เป็นกลุ่มที่หวั่นวิตกมากอย่างยิ่งทั้งนี้ ณ ขณะนี้กำลังจะสิ้นปี ค.ศ. 2010 หรือ พ.ศ. 2553 ในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว
ดังนั้น ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ก็เพียงประมาณ 2 ปีเท่านั้น
น่าตกใจอย่างยิ่งถ้าโลกจะต้องสิ้นสลายไปในวันใดวันหนึ่งของช่วงเวลานี้
แม้แต่ผู้เขียนที่ตอนนี้มีอายุเกือบ ๆ จะเต็ม 73 ปีก็อดที่จะหวั่นไหวไปด้วยไม่ได้
เพราะผู้เขียนยังคิดว่า ตัวเองคงจะยังไม่ตายในเร็ววันนี้
(ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่มีใครรู้ถึงวันตายของตัวเอง)
ส่วนกลุ่มที่ 2 กลุ่มนั้นก็คงยังไม่คิดว่าจะเกี่ยวข้องกับตัวเองนัก
เพราะช่วงเวลาที่กล่าวถึงนั้นอีกตั้ง 100 ปี
(โดยที่คนกลุ่มนี้น่าจะไม่มีอายุที่ยืนยาวถึงปานนั้น)
อย่างไรก็ตาม เรามาพิจารณาร่วมกันน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าดังนี้
1. โลกเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 3 ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตรนับต่อจากดาวพุธดวงหนึ่งและดาวศุกร์อีกดวงหนึ่ง
อนึ่ง โลกของเราก็โคจรอยู่ในวงโคจรวงหนึ่ง ๆ รอบดวงอาทิตย์มาเช่นนี้อย่างยาวนาน
จึงไม่มีเหตุผลอื่นใดที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลันจนถึงขั้นวันสิ้นโลก
ผู้เขียนเชื่อว่า คงไม่ใช่การบังเอิญที่โลกของเราอยู่ในสภาวะอันเหมาะสมระดับหนึ่งที่สิ่งมีชีวิตหนึ่ง ๆ สามารถดำรงอยู่ได้
โดยมีองค์ประกอบหลัก ๆ พื้นฐานดังนี้
อากาศ น้ำ อุณหภูมิ อาหาร และพลังงาน
อนึ่ง ถึงแม้ว่า มนุษย์ได้รับผลกระทบหลาย ๆ ด้านด้วยการกระทำของเรา
แต่เชื่อว่า มนุษย์ก็สามารถพยายามหาทางออกได้ในที่สุด
ดังนั้น องค์ประกอบหลัก ๆ พื้นฐานต่าง ๆ ดังกล่าวก็ยังคงมีอยู่ได้
2. ดวงอาทิตย์ที่เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะระบบนี้มีสมบัติโดยประมาณดังนี้
ก. เป็นดาวฤกษ์สีเหลืองดวงหนึ่ง
ข. มีขนาดปานกลาง
ค. มีอายุปานกลาง
ง. ดวงอาทิตย์ให้พลังงานในรูปแบบของการหลอมนิวเคลียสรูปแบบหนึ่งของนิวเคลียสไฮโดรเจนแล้วมีมวลส่วนพร่องเปลี่ยนไปเป็นพลังงาน
โดยโลกก็ได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์มาตลอดเวลา
อีกทั้งดวงอาทิตย์ก็ยังมีธาตุไฮโดรเจนอยู่อีกมากนัก
จ. ดวงอาทิตย์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
แต่ที่ผ่านมาโลกก็ยังรับผลกระทบได้
โดยที่คนทั่วไปอาจจะไม่ได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
ฉ. ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งในจำนวนแสนล้านดวงของดาวฤกษ์ในดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้
ดังนั้น ถ้ากล่าวถึงเชิงสถิติโอกาสที่ดวงอาทิตย์จะระเบิดช่างน้อยนิดจนเรานั้นไม่ควรคำนึงถีง
3. เทห์ฟ้าอื่น ๆ เช่น อุกกาบาต
ผู้เขียนจะไม่กล่าวถึง ณ ที่นี้
4. โลกของเราร้อนขึ้น ๆ ตามที่เชื่อกันดังนี้
ชั้นบรรยากาศของโลกมีการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องจากการกระทำของมนุษย์เอง
ทั้งนี้รังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่ผ่านเข้ามาสู่โลกแล้ว
บรรยากาศของโลกนี่แหละที่เป็นตัวกีดกั้นไม่ให้รังสีความร้อนนั้นผ่านออกไป
รังสีความร้อนจึงสะท้อนกลับมาสู่โลกวันแล้ววันเล่า
ดังนั้น เราจึงต้องคำนึงถึงการกระทำของมนุษย์เองนี่แหละ
ถ้าเราปล่อยไว้เช่นนี้ต่อไป ๆ เราจะต้องเผชิญสิ่งที่ไม่พึงปรารถนายิ่ง ๆ ขึ้น
อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น ๆ จนสุดที่จะทนได้
อากาศที่จะหายใจอาจจะแปรสภาพไป
น้ำอาจจะมีมากจนท่วมโลก
อาหารจะขาดแคลน
พลังงานก็จะลดลง ๆ ทั้ง ๆ ที่เราจะพยายามแสวงหาแหล่งของพลังงานแหล่งต่าง ๆ ที่หลากหลาย
มนุษย์จะเริ่มทำลายล้างกันเอง
ประเทศที่ด้อยกว่าในทุก ๆ ด้านก็จะสิ้นไป ๆ
อย่างไรก็ตาม โดยองค์รวมแล้วประเทศที่เจริญทั้งหลายที่เคยเอาเปรียบประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าก็จะอยู่ไม่ได้
นั่นแหละวันสิ้นโลกคงจะต้องมาถึงสักวันหนึ่งจนได้
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมีความเชื่อว่า สาระร้าย ๆ ตอนท้าย ๆ สาระดังกล่าวจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นถ้ามนุษย์ต่างตระหนักว่า ทุกคน คือ มนฺษย์โลกเช่นเดียวกัน
ณ ที่นี้ขอสรุปดังนี้
คนไทยต้องเริ่มต้นคิดและปฏิบัติต่อคนไทยด้วยกันอย่างเท่าเทียมกัน
อีกทั้งมีความรัก ความสามัคคี และมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน
โดยไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก
โดยไม่เห็นแต่ตนเองเพียงผู้ดียว
หาไม่แล้วเราไม่ต้องพูดถึงวันสิ้นโลกกัน
ตรงกันข้าม เราต้องพูดถึงวันสิ้นคนไทยและวันสิ้นประเทศไทย
ปรารถนาดีจากใจจริง
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
18 ธันวาคม 2553

คู่ไม่แฝด

Dec 17, 2010 by     Comments Off on คู่ไม่แฝด    Posted under: Astronomy, Physics, Poems, Uncategorized

คู่ไม่แฝด
เธอกับฉันคู่กันฝันก่อนนี้
น้องกับพี่คู่กันนั่นไฉน
ดำกับขาวคู่กันว่ากันไป
ศูนย์นั้นไซร้ให้คู่หนึ่งจึงงงงวย
โลกของเราเจ้ามีคู่ฟังดูแปลก
เราจำแนกแยกไว้คล้ายไม่สวย
อยากรู้จริงสิ่งนี้ที่งงงวย
รับรู้ด้วยบทความตามนี้เอย

คนจำนวนหนึ่งเชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในเอกภพจะมีเป็นคู่
ทั้งนี้อาจจะเป็นคู่แฝดที่คิดกันว่าเหมือนกัน แต่ก็ยังมีส่วนที่แตกต่างอยู่บ้าง หรือแม้แต่คู่ไม่แฝดดังที่เราจะกล่าวถึง ณ ที่นี้มีอยู่ค่อนข้างมาก
โดยที่อาจจะคู่ไม่แฝดที่คล้ายกัน
คู่ไม่แฝดที่มีความเหมือนที่แตกต่าง
คู่ไม่แฝดที่แตกต่าง
หรือคู่ไม่แฝดที่ตรงกันข้ามดังนี้
ผู้อ่านคนใดคนหนึ่งจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม
แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งเชื่อว่า เอกภพ (Universe) ก็มีคู่ที่ไม่แฝด คือ ปฏิเอกภพ (Anti-Universe)
คู่ไม่แฝดของโลก (Earth) คือ ปฏิโลก (Anti-Earth)
คู่ไม่แฝดของระบบสุริยะระบบหนึ่ง (A Solar System) คือ ปฏิระบบสุริยะอีกระบบหนึ่ง (An Anti-Solar System)
สสาร (Matter) มีคู่ไม่แฝด คือ ปฏิสสาร (Anti-Matter)
อนุภาคตัวหนึ่ง (A Particle) มีคู่ไม่แฝดตัวหนึ่ง คือ ปฏิอนุภาคตัวหนึ่ง (An Anti-Particle)
ควาร์กตัวหนึ่ง (A Quark) ที่เรารู้จักได้โดยยากนั้นเป็นกระจุกหนึ่งของอนุภาคมูลฐานแท้จริงก็มีปฏิควาร์กหรือแอนติควาร์กตัวหนึ่ง (An Anti-Quark) ด้วย
อ่านแล้วก็น่าขันในความคิดของคนที่ช่างค้นคว้า ช่างสืบเสาะ และช่างคิดนะ
อย่างไรก็ตาม คนเหล่านั้นหาได้คิดกันอย่างเพ้อฝันโดยไม่มีสิ่งอ้างอิงและไม่มีสิ่งที่จะสามารถเปรียบเทียบได้เลยก็หาไม่
ความรู้เบื้องต้นแต่ลึกซึ้งตามที่เราค้นพบบางประการเป็นดังนี้
อนุภาคประจุไฟฟ้าบวก คือ โปรตอนตัวหนึ่ง (A Proton) มีอนุภาคประจุไฟฟ้าลบ คือ อิเล็กตรอนตัวหนึ่ง (An Electron) ซึ่งมีค่าของประจุไฟฟ้าเท่ากัน
แต่โปรตอนตัวหนึ่งมีมวลประมาณ 1,000 เท่าของอิเล็กตรอน 1 ตัว
อีกทั้งยังพบว่า ทั้งโปรตอนตัวหนึ่งและอิเล็กตรอนอีกตัวหนึ่งต่างก็มีคู่ไม่แฝดของตัวเองอีกต่างหากดังนี้
โปรตอนตัวหนึ่งมีปฏิโปรตอนตัวกนึ่ง (An Anti-Proton) เป็นคู่ไม่แฝด
อิเล็กตรอนตัวหนึ่งมีคู่ไม่แฝดตัวหนึ่ง คือ โพซิตรอนตัวหนึ่ง (A Positron) หรือที่รู้จักกันในนามอิเล็กตรอนบวกตัวหนึ่ง (A Positive Electron)
ผู้เขียนเพิ่งเริ่มกล่าวถึงตัวอย่างคู่ไม่แฝดของโปรตอนตัวหนึ่งกับอิเล็กตรอนอีกตัวหนึ่งเพียงคู่เดียว
ณ ขณะนี้เป็นไปได้ว่า ผู้อ่านบางคนเริ่มที่จะงง ๆ ต่อสาระทางวิชาการกันแล้ว
ผู้เขียนจึงใคร่กล่าวถึงคู่ไม่แฝดในลักษณะอื่น ๆ บ้าง
ก่อนที่ผู้อ่านจะเลิกสนใจเรื่องคู่ไม่แฝดนี้ซะก่อนดังนี้
ผู้อ่านอาจจะไม่เชื่อว่า เราทุกคนก็มีคู่แฝดที่ไม่เหมือนด้วยเช่นกัน โดยคู่แฝดที่ไม่เหมือนของแต่ละคนตามที่จะกล่าวถึงนี้บางคนอาจจะเคยคิดมาเสมอว่า เป็นเสมือนตัวแทนของตัวเองโดยที่คิดว่าเหมือนตัวเองทุกประการ
ณ ที่นี้ผู้เขียนกำลังจะกล่าวถึงภาพ (Image) ของแต่ละคนในกระจกเงาราบบานหนึ่งนั่นเอง
แท้จริงแล้วภาพของเราที่ปรากฏอยู่ทางส่วนข้างหลังกระจกเงาราบบานหนึ่งนั้น ย่อมจัดอยู่ในประเภทคู่ไม่แฝดในลักษณะที่ตรงกันข้ามตามข้อกำหนดของผู้เขียนนี้
ทั้งนี้ภาพของเราดังกล่าวนั้นจะมีลักษณะที่กลับซ้ายและขวากับของตัวเราทั้งสิ้น ดังที่เรียกว่า การกลับข้าง (Lateral Inversion)
ดังเช่น ถ้าเรายกมือข้างซ้ายภาพก็จะล้อเลียนเราโดยยกมือข้างขวา
หรือแม้แต่ว่าเรามีไฝเม็ดโตเม็ดหนึ่งที่ริมฝีปากข้างขวาภาพของเราในกระจกเงาราบบานนั้นก็จะมีไฝเม็ดโตเม็ดหนึ่งที่ริมฝีปากข้างซ้าย
ภาพของเราดังกล่าวนี้ ปรากฏทุกอย่างที่กลับซ้ายและขวากับของตัวเราเช่นนี้ ดังนั้น เราจะคิดว่า ภาพนั้น คือ ตัวของเราอีกหรือ
ในโลกนี้มีคู่ที่ไม่แฝดจำนวนมากลักษณะหนึ่ง คือ คู่ที่ไม่แฝดเชิงเพศ
ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ต่าง ๆ ล้วนต่างก็เข้าข่ายกรณีนี้ทั้งนั้น
เพราะทั้งคนและสัตว์ต่างก็มีเพศชายและเพศหญิงคู่กัน
ธรรมชาติยังกำหนดคู่ไม่แฝดให้กับสิ่งต่าง ๆ อีก เช่น
กรณีของสีดำกับสีขาวและความสว่างกับความมืด
กรณีนี้เกี่ยวข้องวิชาแสงทางฟิสิกส์
หากแต่เราไม่มีวิชาไม่แสงซึ่งควรจะเป็นคู่วิชาไม่แฝด
นอกจากนี้ เราจะกล่าวถึงความสว่างในวิชาแสงโดยไม่กล่าวถึงความมืดเลย
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า ถ้าแห่งใดแห่งหนึ่งมืดเราก็ถือว่าแห่งนั้นไม่มีแสงหรือมีแสงค่อนข้างจะน้อย ๆ ก็เป็นได้
เราจึงกล่าวว่า แสงเคลื่อนที่หรือแผ่อยู่ในบริเวณแห่งหนึ่ง ๆ
กรณีร้อนกับเย็น
กรณีนี้ก็คล้าย ๆ กับกรณีของความสว่างกับความมืดเช่นกัน
เพราะว่าเราก็จะกล่าวถึงอุณหภูมิที่บ่งบอกถึงระดับของความร้อน
และกล่าวถึงปริมาณความร้อนในรูปของพลังงานความร้อนที่มีหน่วยเป็นจูลในวิชาความร้อนโดยไม่มีวิชาความเย็น
เราคงคิดในทำนองเดียวกันว่า ความเย็น คือ ความร้อนที่น้อย ๆ
ดังนั้น เราจึงกล่าวกันดังนี้
“พลังงานความร้อนถ่ายโอนจากแห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งฉะนี้”
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
17 ธันวาคม 2553

การทรงตัวของเธอ

Dec 16, 2010 by     Comments Off on การทรงตัวของเธอ    Posted under: Physics, Poems, Uncategorized

การทรงตัวของเธอ
ศูนย์ถ่วงของสตรีที่มีครรภ์คนหนึ่งจะมาอยู่ทางด้านหน้าของเธอ

สมัยนี้มีพุงยุ่งแน่แน่
คนท้องแก่แย่ยิ่งสิ่งทั้งสอง
แนวศูนย์ถ่วงล่วงล้ำออกนอกครรลอง
ฐานรับรองต้องฝืนอยู่คู่กันไป
ทรงตัวอยู่รู้ว่าท่ามั่นคง
แม้ยืนตรงลงนั่งยังแจ่มใส
ถึงกระนั้นศูนย์ถ่วงไซร้ไม่เลยไกล
เหมือนแผ่นใหญ่ได้รองอยู่ดูมั่นคง

ผู้อ่านคงจะเคยสังเกตบ้างว่าคนทั่วไปนั้นจะยืนอย่างสบาย ๆ ในลักษณะที่ขอบในของฝ่าเท้าทั้งสองข้างไม่ได้ชิดติดกัน
ตรงกันข้าม ถ้าต้องการให้ชิดกันก็จะต้องฝืนอิริยาบถ
อีกทั้งจะรู้สึกว่าไม่ค่อยสะดวกสบายนัก
คนอ้วนคนหนึ่งก็จะต้องยืนอยู่ในอิริยาบถท่าหนึ่งที่ขอบฝ่าเท้าด้านใกล้กันของ 2 ข้างอยู่ห่างกันมากกว่าคนผอมอีกคนหนึ่ง
คนที่มีพุงโตคนหนึ่งและสตรีที่ตั้งครรภ์อีกคนหนึ่งต่างก็มักจะยืนและเดินในลักษณะที่ตัวของเขาเอนไปทางข้างหลังบ้าง
โดยที่จะเป็นลักษณะที่อาจจะแตกต่างจากสภาพเดิมตามปกติของเขาไป
นอกจากนี้ ถ้าเรายืนเอนตัวไปทางข้างหน้า ในระยะแรก ๆ เราก็พอจะยืนอยู่ได้ แต่ถ้าเราเอนตัวมากขึ้น ๆ เราก็อาจจะล้มลง
อย่างไรก็ตาม โดยสามัญสำนึกเราอาจจะก้าวไปทางข้างหน้าบ้าง
หรือไม่ก็ย่อตัวลงเพื่อให้กลับมาอยู่ในลักษณะที่เข่าทั้งสองข่างงอเพื่อทำให้เราไม่ล้มได้
การกระทำต่าง ๆ ดังกล่าวนี้เข้าลักษณะของหลักวิชาฟิสิกส์ดังนี้
เราสามารถทรงตัวอยู่ในสภาพสมดุล
กล่าวคือ เราอยู่ในอิริยาบถท่าหนึ่งอย่างสบายและไม่ล้มลงนั้น
ทั้งนี้เนื่องมาจากแรงลัพธ์แรงหนึ่งซึ่งเป็นผลจากความโน้มถ่วง (Gravitation) ของโลกที่กระทำ ณ ตำแหน่งศูนย์ถ่วง (Center of gravity) ตำแหน่งหนึ่งของเรานี้มีทิศทางอยู่ในบริเวณพื้นที่ของส่วนร่างกายของเราที่สัมผัสกับพื้น
ด้วยเหตุนี้ พื้นที่ตามที่เรากล่าวถึงนี้ดังกรณีต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นดังนี้
กล่าวคือ บริเวณที่คิดจากขอบนอกของฝ่าเท้าทั้งสองของเราในขณะนั้นนั่นเอง
ณ ที่นี้เรากล่าวโดยสรุปได้ดังนี้
“ตราบใดที่แรงโน้มถ่วงที่กระทำ ณ ตำแหน่งศูนย์ถ่วงของเรามีทิศทางอยู่ในฐานของเราเองตราบนั้นเราก็อยู่สมดุลในอิริยาบถท่านั้นได้”
อนึ่ง คนชราหลังค่อมคนหนึ่งและคนพิการทางขาอีกคนหนึ่งซึ่งต้องใช้ไม้เท้าอันหนึ่งช่วยค้ำพยุงตัวขณะเวลาที่เดินก็อยู่ภายใต้หลักการของวิชาฟิสิกส์ที่กล่าวถึงนี้
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
16 ธันวาคม 2553

หวานนอกขมใน

Dec 14, 2010 by     Comments Off on หวานนอกขมใน    Posted under: Physics, Poems, Uncategorized

หวานนอกขมใน

อันหวานนอกบอกว่าน่าขมใน
อย่าท้อใจใคร่ลิ้มชิมสักหน
ปลายลิ้นแตะนั่นแหละดีอยู่ที่ตน
รสหวานล้นค้นได้จริงสิ่งรู้มา
สัมผัสบ้างข้างลิ้นไซร้ได้รสเปรี้ยว
ไม่ทันเคี้ยวเค็มเอี่ยวด้วยช่วยค้นหา
ก่อนจะกลืนลื่นลงไปคล้ายกินยา
จึงรู้ว่าหน้าหวานนอกหลอกขมใน

ผัดเปรี้ยวหวานจานหนึ่งย่อมบ่งบอกให้เรารู้ว่า อาหารจานนี้จะต้องเน้นที่ 2 รสดังนี้

กล่าวคือ รสเปรี้ยวรสหนึ่งและรสหวานอีกรสหนึ่ง
ทั้งนี้ก็จะมีรสเค็มอีกรสหนึ่งที่แอบแฝงอยู่
ปลา 3 รสจานหนึ่งเป็นรายการอาหารที่ดูเหมือนจะคลุมเครือบ้าง
แต่สำหรับคนไทยแล้วไม่น่าจะมีอะไรที่แอบแฝง
เพราะจะรู้กันโดยทั่วไปว่า ปลา 3 รสจานนี้ต้องมี 3 รสเป็นจุดเด่นดังนี้
กล่าวคือ รสเปรี้ยว รสหวาน และรสเค็ม 3 รสอย่างครบเครื่อง
แต่บางคนก็อาจจะเพิ่มรสเผ็ดตามประสาคนไทยเข้าไปผนวกด้วย
ทั้งนี้ไม่เคยได้ยินว่ามีอาหาร 4 รสจานโปรดจานหนึ่งซึ่งมีรสเปรี้ยว รสหวาน รสเค็มและรสขมอย่างครบครัน
คงเป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่ไม่ชอบรสขม
นอกจากอาหารที่มีรสขมเป็นรสเด่น เช่น ผัดสะตอ ต้มมะระ และสะเดาลวกกับน้ำปลาหวาน (นี่ก็แปลกนะ เพราะว่าน้ำปลาก็ต้องเค็ม แต่กลับเน้นที่รสหวานของน้ำตาล คงต้องการจะใช้รสหวานเพื่อกลบรสขมก็เป็นได้ โดยเราจะรับรู้รสหวานที่ปลายลิ้นก่อนที่เราจะรับรสขมที่โคนลิ้น)
อย่างไรก็ตาม ณ ที่นี้จะกล่าวถึงรส 4 รสที่เป็นสากล คือ รสเปรี้ยว รสหวาน รสเค็ม และรสขมตามที่เรารับรู้ได้ ณ บริเวณต่าง ๆ ที่ลิ้นของเราฉะนั้น
ธรรมชาติมีความละเอียดอ่อนเป็นที่สุด
ทั้งนี้สิ่งต่าง ๆ ที่ธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้นมาซึ่งรวมทั้งการลิ้มรสของเราด้วยนั้นล้วนแต่มีจุดประสงค์ในการปฏิบัติที่สะดวก เหมาะสม และพึงกระทำทั้งสิ้น
ถ้าไม่คิดถึงวิวัฒนาการของมนุษย์ที่นานนับอย่างน้อยหลายพันปีมนุษย์ควรจะลองลิ้มรสสิ่งต่าง ๆ ด้วยการเลียอย่างแผ่วเบา
กล่าวคือ เราจะต้องใช้บริเวณปลายลิ้นซึ่งเป็นแหล่งที่บอกรสหวานเลียหรือสัมผัสสิ่งนั้น ๆ อย่างระมัดระวัง
ทั้งนี้เราจะรับรู้รสเค็มรสหนึ่งและรสเปรี้ยวอีกรสหนึ่งแถว ๆ ข้าง ๆ ของลิ้น
กว่าที่เราจะรับรู้รสขมได้ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นผ่านไปยังบริเวณโคนลิ้นซึ่งเป็นส่วนที่ตอบสนองต่อรสขมนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ เราจึงกล่าวว่า “หวานที่ปลายลิ้นแต่ขมที่โคนลิ้น”
คำกล่าวนี้จะเปรียบเชิงรูปธรรมโดยตรงกับสำนวนสำนวนหนึ่งดังนี้
กล่าวคือ “หวานนอกขมในหรือหวานนอกแต่ขมใน”
อย่างไรก็ตาม ก็ย่อมจะสื่อความหมายที่แตกต่างไปจากความหมายเปรียบเทียบโดยนัยตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไปดังนี้
สำนวนหวานนอกขมในสำนวนนี้สื่อให้เรารู้ดังนี้
กล่าวคือ การแสดงออกมาภายนอกนั้นดูดีดูงาม แต่ในใจนั้นกลับตรงกันข้ามโดยสื้นเชิง
อันที่จริง ก็มีความหมายที่คล้าย ๆ กับสำนวนอีกสำนวนหนึ่งดังนี้
กล่าวคือ “ปากหวานก้นเปรี้ยว”
ทั้งนี้สื่อให้เรารู้ว่า เป็นการพูดหวานแต่หาจริงใจไม่
อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกันโดยอนุโลมหัวเรื่องหวานนอกขมในเรื่องนี้ที่เราเน้นถึงตำแหน่งการรับรู้รสต่าง ๆ ที่ลิ้นของเราก็น่าจะพอรับได้
ณ ขั้นนี้เราอาจจะคิดกันว่าประสาทการรับรู้รสทั้ง 4 รสของเรานี้เป็นสิ่งที่เราจะเชื่อได้อย่างแท้จริง
แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่
อย่างน้อยแม้แต่อุณหภูมิของอาหารก็ยังมีส่วนต่อการลิ้มรสอาหารของเรา
แท้จริงแล้วตัวเรานั่นแหละที่จะหลอกตัวของเราเอง
สมมติ เรากินส้มที่หวานผลหนึ่งโดยเราเลือกกิน 3 ช่วงของเวลาดังนี้
กินส้มก่อน แล้วคั่นด้วยการกินน้ำตาล กินส้มอีกครั้ง แล้วสลับด้วยการชิมมะนาว 1 ชิ้น แล้วจึงตบท้ายด้วยส้มผลเดิมนั้น
ทั้งนี้เราจะบอกว่า รสชาติของส้มผลนี้ใน 3 ครั้งนั้นแตกต่างกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะเชื่อการลิ้มรสของเรา 100 เปอร์เซ็นต์ได้อย่างไร
นอกจากนี้ แม้แต่กลิ่นก็ยังมีผลต่อการลิ้มรส
ดังนั้น บางคนจึงกินยาที่มีรสแปลก ๆ ที่ตัวเองไม่ชอบพร้อมกับบีบจมูกเพื่อไม่ให้รับรู้กลิ่น
ผู้สูงอายุดูเหมือนว่าจะชอบของขมและบอกกันดังนี้
“ผู้สูงอายุกินของขมเก่ง”
แท้จริงแล้วเมื่ออายุมากขึ้น ๆ ประสาทที่เคยไวต่อรสขมกลับเสื่อมลงก็เป็นได้
เรื่องหวานนอกขมในเรื่องนี้จึงจบลงอย่างเรียบง่ายฉะนี้

หวานหรือไม่หาใครรู้
หวานหรือไม่ใคร่รู้     ลองชิม
หากแต่ว่าข้าฯ ลิ้ม     บ่ได้
เหล็กแกร่งแฝงสนิม ซ่อนไว้ ในตัว
เป็นเช่นนี้แล้วไซร้    ใคร่รู้ เจ็บทรวง
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
14 ธันวาคม 2553

GenPhysics Problem 5

Dec 11, 2010 by     Comments Off on GenPhysics Problem 5    Posted under: Mechanics, Physics, Uncategorized

GenPhysics Problem 5

สมมติ เครื่องยนต์ของรถยนต์คันหนึ่งมีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนพลังงานเคมีไปเป็นพลังงานกลของการเคลื่อนที่เพียง 24%
ทั้งนี้พลังงานเคมีของน้ำมันที่ใช้ 250 ล้านจูลทำให้รถยนต์คันดังกล่าววิ่งด้วยอัตราเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นเวลานาน 1,200 วินาที
จงหาขนาดแรงคงตัวแรงหนึ่งที่ทำให้รถยนต์คันนี้เคลื่อนที่ได้ในสภาวะเดียวกันนั้น

แนวคิด 1. หาอัตราเร็วของรถยนต์คันนี้เป็นเมตรต่อวินาที
2. พิจารณาความสัมพันธ์อันหนึ่งสำหรับประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ของรถยนต์คันนี้          3. หากำลังออก (Output Power) ของเครื่องยนต์เครื่องดังกล่าว
4. เราใช้นิยามของประสิทธิภาพในการทำงานของอุปกรณ์ชนิดหนึ่งและนิยามของกำลังที่เกี่ยวข้องกับปริมาณ 2 ตัว คือ แรงแรงหนึ่งและความเร็วตัวหนึ่งดังนี้
กล่าวคือ ผลคูณเชิงสเกลาร์ผลคูณหนึ่งระหว่างปริมาณ 2 ตัวดังกล่าวนั้น
ทั้งนี้จะได้ปริมาณกำลัง P วัตต์ตัวหนึ่ง
5. ขนาดแรงคงตัวแรงหนึ่งที่ทำให้รถยนต์คันนี้เคลื่อนที่ได้ในสภาวะเดียวกันเป็นดังนี้
กล่าวคือ 2,000 นิวตัน

สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
11 ธันวาคม 2553