Archive from December, 2010

พ่อกับลูกชายในสมัยปัจจุบัน

Dec 5, 2010 by     Comments Off on พ่อกับลูกชายในสมัยปัจจุบัน    Posted under: Uncategorized

พ่อกับลูกชายในสมัยปัจจุบัน
ลูกชาย พ่อวันนี้พ่อพอมีเวลาสักครู่หรือไม่ครับลูกมีอะไรที่จะปรึกษากับพ่อสักหน่อย
พ่อ วันนี้พ่อยุ่งจริง ๆ ต้องติดต่อธุระกับคนหลายคนเลย
ลูกคุยกับแม่ก่อนก็แล้วกันถ้าเป็นเรื่องทั่ว ๆ
ถ้าเกี่ยวกับวิชาฟิสิกส์ที่ลูกมีปัญหาลูกก็ควรถามอาจารย์ฟิสิกส์ที่พ่อจัดหาให้แล้วนั่นซิ
ลูกชาย โธ่ พ่อไม่สนใจลูกเลย
แม่ครับถ้าอย่างงั้นลูกคุยกับแม่ก่อนตามที่พ่อบอกนั่นก็ได้ครับ
แม่ แม่ก็ต้องรีบเช่นเดียวกัน
ถ้าช้ากว่านี้แม่เกรงว่าการจราจรจะติดมากแล้วแม่ไปไม่ทันทำงานบริการสังคมตามที่นัดกับกลุ่มเพื่อน ๆ ไว้น่ะ
เอาไว้ตอนค่ำ ๆ เมื่อแม่กลับมาบ้านก็แล้วกัน
อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นปัญหาเกี่ยวกับการเรียนก็ถามอาจารย์แต่ละวิชาที่พ่อและแม่จัดหาให้แล้วตามที่พ่อแนะนั่นแหละ
แม่ต้องไปล่ะ แค่นี้นะ
ลูกชาย โธ่ครับแม่ วันนี้เป็นวันเดียวที่ลูกไม่ต้องไปเรียนพิเศษนะครับ
ส่วนค่ำวันนี้ลูกมีนัดกับเพื่อน ๆ ที่จะพบกันที่บ้านของเพื่อนคนหนึ่ง
แม่ ถ้าอย่างงั้นก็เลื่อนกันไปก่อนก็แล้วกัน

เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า
โดยที่ลูกชายไม่มีโอกาสได้ปรึกษากับพ่อหรือแม่แม้แต่ครั้งเดียวเป็นเวลานาน นับเดือน
อ้อ แม้แต่เวลาอาหารมื้อต่าง ๆ ก็ต่างคนต่างกินกัน
โดยที่ลูกชายถ้าไม่ได้ออกนอกบ้านก็จะขลุกอยู่ในห้องของตัวเอง
ทั้งนี้ทั้งพ่อและแม่ก็ไม่รู้เลยว่า
“ลูกชายทำอะไรบ้างในห้องส่วนตัวนั้น”
นอกจากนี้ ทั้งพ่อและแม่ก็ลืมไปแล้วด้วยว่า
“ลูกชายเคยปรารภว่าต้องการปรึกษากับพ่อและแม่ของตัวเองเป็นที่สุด”

ณ วันหนึ่งลูกชายนั่งซึมเศร้าและเก็บตัวอยู่แต่ในห้องเกือบทั้งวัน
ถึงกระนั้นก็ตาม ทั้งพ่อและแม่ก็ไม่อาจล่วงรู้พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกชายของตัวเองแม้แต่น้อยนิด

ลูกชายคนเดียวของครอบครัวที่ค่อนข้างมั่งคั่งครอบครัวนี้มีปัญหาอะไรหรือ
ณ ตอนนี้ก็มีแต่ตัวของเขาเองเท่านั้นที่รู้อยู่แก่ใจ
อีกทั้งก็กำลังคิดหาทางออกอยู่ด้วตัวของเขาเอง
โดยที่เขาก็ปรึกษาเพื่อน ๆ ของเขาแทนการปรึกษาพ่อและแม่ที่ไม่มีโอกาสเลย
อย่างไรก็ตาม เขายังอยู่ในวัยที่ศึกษาเล่าเรียนอยู่เขาจะสามารถแก้ไขปัญหาของเขาให้ลุล่วงไปได้อย่างไร

ในที่สุด เขาหายไปจากบ้านได้ 3 วันแล้วโดยที่ทั้งพ่อและแม่ก็ยังไม่รู้เลย

ถ้าผู้อ่านคนใดต้องการรับรู้ว่า
“มีอะไรเกิดขึ้นกับลูกชายคนเดียวของบ้านนี้
เขาจะได้มีโอกาสปรึกษากับพ่อและแม่ของเขาหรือไม่
และเขามีทางออกอย่างไรจากการปรึกษากับพ่อและแม่ของเขาในที่สุด
หรือเขาต้องหาทางออกด้วยตัวของเขาเอง”
โปรดติดตามตอนต่อไปถ้าผู้เขียนได้มีโอกาสเรียบเรียงเรื่องนี้อีก
อย่างน้อยเรื่องนี้อิงวิชาการบ้างหรือไม่
ประการใด
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
5 ธันวาคม 2553

พ่อกับลูกชายในสมัยโบราณตอนที่ 3

Dec 4, 2010 by     Comments Off on พ่อกับลูกชายในสมัยโบราณตอนที่ 3    Posted under: Astronomy, Physics, Uncategorized

พ่อกับลูกชายในสมัยโบราณตอนที่ 3

พ่อ ค่ำวันนี้ลูกสังเกตเห็นอะไรที่สะดุดตาบ้างไหม
ลูกชาย แสดงอาการงง ๆ ที่พ่อถามเช่นนั้น
ทั้งนี้พ่อเริ่มถามขึ้นมาก่อนโดยที่พ่อไม่ได้เอ่ยถึงอะไรเลย
ลูกชายจึงไม่ค่อยแน่ใจว่า พ่อนั้นต้องการคำตอบเกี่ยวกับอะไรกันแน่
ดังนั้น ลูกชายจึงถามพ่อกลับไปว่า “พ่อหมายถึงอะไรกันครับ”
พ่อ ก็ตามปกติลูกสนใจเกี่ยวกับอะไรกันล่ะ
ลูกชาย อ๋อ สิ่งต่าง ๆ รอบตัวของเราในแต่ละวัน ๆ ใช่ไหมพ่อ
พ่อ ก็นั่นแหละ แล้วลูกจำได้หรือไม่ว่า “พ่อเคยเอ่ยกับลูกว่า พ่อต้องหาคำตอบว่าลูกสนใจวิชาอะไรกันแน่ โดยที่ตอนนี้พ่อรู้แล้ว”
ลูกชาย วิชาอะไรหรือครับพ่อ
พ่อ เพื่อนคนหนึ่งของพ่อบอกกับพ่อว่า “วิชานั้น คือ วิชาดาราศาตร์”
โดยที่คำว่า “ดารา” หมายถึง “ดาว”
ส่วนคำว่า “ศาสตร์” หมายถึง “วิชา”
ฟังดูก็เข้าทีดีนะลูก
เอ แต่ตอนนี้ลูกเลยถือโอกาสไม่ตอบคำถามของพ่อในตอนเริ่มแรกนั้น
ลูกชาย ผมนึกได้ทันที ณ ตอนนี้แล้วครับพ่อ
วันนี้ดวงจันทร์ที่ปรากฏ ณ ขอบฟ้าทางทิศตะวันออกตอนพลบค่ำนั้นมีลักษณะเต็มดวงและสว่างจ้า
อ้อ ดวงโตด้วยครับพ่อ
พ่อ ใช่แล้วลูก
แล้วลูกรู้หรือไม่ว่า วันนี้เป็นวันข้างขี้นหรือวันข้างแรมกี่ค่ำกัน
ลูกชาย ยิ้มกริ่มและตอบกับพ่อว่า
“วันขึ้น 15 ค่ำครับพ่อ”
พ่อ เก่งจัง ทำไมลูกรู้ล่ะ
ลูกชาย ครูสวัสดิ์บอกกับนักเรียนในชั้นวันนี้เองครับพ่อ
อีกทั้งครูสวัสดิ์ยังบอกให้นักเรียนทั้งชั้นสังเกตดูดวงจันทร์ตอนที่ปรากฏขึ้น ณ ขอบฟ้าทางทิศตะวันออกในตอนพลบค่ำด้วย
พ่อ ครูสวัสดิ์ของลูกนี่เป็นครูที่ดีและเอาใจใส่ต่อนักเรียนอย่างมากเท่าที่พ่อได้ยินมา
ลูกชาย ครูสวัสดิ์ดีกับนักเรียนทุกคนเลยครับพ่อ
นอกจากนั้น ครูสวัสดิ์ยังบอกอีกว่า
“เราจะเห็นเหมือนกับว่าดวงจันทร์ดวงโตมากตอนที่อยู่ใกล้ ๆ กับขอบฟ้านั้น”
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นครับพ่อ
พ่อ หยุดไปพักหนึ่ง แล้วตอบกับลูกชายดังนี้
พ่อเคยได้ยินเขาพูดกันว่า “นั่นเป็นเพราะเรามองขนาดของดวงจันทร์ตอนนั้นเปรียบเทียบกับสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่แถว ขอบฟ้าประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง คือ เรามองไปตามแนวนอนแนวหนึ่ง”
ลูกชาย แนวนอนแนวหนึ่ง คือ แนวที่เราต้องนอนดูอย่างนั้นใช่ไหมครับพ่อ
พ่อ ยิ้มอย่างชอบใจในความคิดอย่างซื่อ ๆ ของลูกชาย
ลูกไม่ต้องนอนดูหรอกลูก
แนวนอนแนวหนึ่ง คือ แนวที่ลูกมองตรงออกไปขณะที่ลูกนั่งอยู่นี่แหละ
อ้อ ถ้าลูกเงยหน้าจนสุดและแหงนมองขึ้นไปหรือนอนมองขึ้นไปจะเป็นแนวยืนแนวหนึ่ง โดยตอนนี้คล้าย ๆ กับแนวที่ลูกยืนตรงแนวหนึ่งนั่นเอง
ลูกชาย ทำหน้างง ๆ และพูดว่า “ยากเหมือนกันครับพ่อ”
พ่อ เอาเป็นว่าตอนนี้ลูกรู้จักแนวนอนแนวหนึ่งก็พอแล้วกระมัง
อ้อ เดี๋ยวก่อน บางทีก็เรียกกันว่า “แนวระดับแนวหนึ่ง” ด้วยนะ
ลูกชาย วันนี้ลูกมีคำที่ต้องท่อง 2 คำดังนี้
1. แนวนอนแนวหนึ่ง
2. แนวระดับแนวหนึ่ง
ถ้าลูกจำได้วันพรุ่งนี้ลูกจะไปถามเพื่อน ๆ ของลูกเกี่ยวกับคำ 2 คำนี้
พ่อ พ่อลืมบอกกับลูกอย่างหนึ่งดังนี้
ถ้าเราแหงนดูดวงจันทร์เต็มดวงตอนที่อยู่เหนือหัวขึ้นไปเราจะรู้สึกว่าดวงจันทร์มีขนาดที่เล็กกว่าตอนที่เราเห็น ณ ขอบฟ้านั้นนะลูก
อย่างไรก็ตาม ทั้งพ่อและลูกก็ไม่ต้องตื่นขึ้นมาดูตอนคืนนี้หรอกนะ
ลูกฟังผ่าน ๆ ไว้ก็พอ
ลูกชาย ผมสังเกตว่าขนาดของดวงจันทร์ที่เห็น ณ ตอนนี้โตแทบไม่ต่างกับขนาดของดวงอาทิตย์เลยนะพ่อ
พ่อ เรื่องนี้ต้องคุยกันอีกนานนะลูก
อย่างไรก็ตาม พ่อต้องเตือนลูกดังนี้
ลูกอย่ามองดูดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่าอีกนะลูก
ลูกชาย ครับพ่อ
พ่อ เสียงแม่เรียกแล้ว เราเข้าบ้านกันดีกว่า
เอาไว้วันข้างหน้าลูกค่อยมาเดินคุยกับพ่อเหมือนอย่างวันนี้อีก
ลูกชาย ยิ้มและตอบกับพ่อว่า “ครับพ่อ”
อีกทั้งนึกอยู่ในใจดังนี้
“พ่อของเพื่อน ๆ จะเหมือนกับพ่อของเราหรือไม่หนอ”
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
5 ธันวาคม 2553

พ่อกับลูกชายสมัยโบราณตอนที่ 2

Dec 3, 2010 by     Comments Off on พ่อกับลูกชายสมัยโบราณตอนที่ 2    Posted under: Astronomy, Physics, Uncategorized

พ่อกับลูกชายในสมัยโบราณตอนที่ 2

พ่อ        นานหลายวันเลยลูกที่พ่อและลูกไม่มีโอกาสนอนคุยกันเหมือนวันนั้น
ลูกชาย ครับพ่อ ผมก็รอว่าพ่อพอจะมีเวลาว่างเมื่อใด
พ่อ        วันนี้พ่อว่างและท้องฟ้าก็มีดวงดาวพราวพร่างเต็มท้องฟ้า
              อีกทั้งเป็นคืนที่ไร้แสงจันทร์ด้วยนับว่าเป็นคืนที่เหมาะสมอย่างยิ่ง
              ลูกเตรียมที่นอนคุยกันเหมือนกับวันนั้นได้หรือไม่เอ่ย
ลูกชาย ได้ครับพ่อ
พ่อ        ชี้ไป ณ บริเวณหนึ่งของท้องฟ้าและบอกให้ลูกมองตามไปในทิศทางนั้น
              ลูกเห็นกลุ่มดาวกลุ่มนั้นที่มีรูปร่างคล้ายคันไถนั่นไหม
ลูกชาย มองตามไปในทิศทางดังกล่าวและถามพ่อกลับด้วยว่า ดาวที่เรียงกันเป็นเส้นตรง       สัก 3 ดวงและมีดาวที่ต่อโค้งลงอีกสัก 3 ดวงหรือ 4 ดวงนั่นใช่ไหมครับพ่อ
พ่อ        ใช่แล้วลูก
              คนไทยเรียกว่า “กลุ่มดาวไถ” โดยมีความหมายว่า “คล้ายคันไถน่ะ” 

              แต่ไม่ได้สื่อความหมายทำนองคนที่ชอบยืมเงินเพื่อนฝูงแล้วไม่ใช้คืนนะ
ลูกชาย คล้ายจริง ๆ ด้วยพ่อ
              คนไทยก็เก่งไม่แพ้ชนชาติอื่นเลยนะพ่อ
พ่อ        อ้อ อย่างไรก็ตาม ชาวตะวันตกที่เราเรียกกันว่า “ฝรั่ง” มองเห็นเป็นส่วนหนึ่งของเข็มขัดเส้นหนึ่งและมีดเล่มหนึ่งที่เหน็บไว้กับเอวของนายพรานคนหนึ่ง โดยที่เรียกกลุ่มดาวกลุ่มนี้ว่า กลุ่มดาวนายพรานกลุ่มหนึ่งหรือออไรออนกลุ่มหนึ่ง (AN ORION)
ลูกชาย ขอให้ผมดูดาวดวงอื่น ๆ ที่รวมเป็นกลุ่มนายพรานกลุ่มนี้ให้ชัดเจนสักหน่อยนะครับพ่อ
พ่อ         ตามสบายเลยลูก
              พร้อมทั้งพูดขยายต่ออีกด้วยดังนี้
              ลูกพยายามมองดาวดวงอื่น ๆ ที่ประกอบเป็นนายพรานคนนี้ที่มือขวาถือกระบองอันหนึ่ง ส่วนมือซ้ายก็มีโล่โล่หนึ่งที่ทำด้วยหนังสัตว์ผืนหนึ่งด้วยล่ะ
ลูกชาย ผมก็มองดูคล้าย ๆ เช่นนั้นเหมือนกันครับพ่อ
พ่อ        เอ ลูกชายของพ่อนี่มีแนวโน้มที่จะชอบดูดาวแล้วกระมัง
             อ้อ ขอให้พ่อนึกก่อนว่า คนที่สนใจเกี่ยวกับดาวนี้ต้องเรียนทางวิชาใดดี
             อย่างไรก็ตาม ตอนนี้พ่อก็ยังนึกไม่ออก
             ถ้าพ่อมีโอกาสพบกับเพื่อนของพ่อคนหนึ่งพ่อจะถามให้
             รับรองว่า เพื่อนของพ่อคนนั้นต้องรู้อย่างแน่นอน
             ว่าแต่ลูกเห็นดาวสว่างสีแดงดวงหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากกลุ่มดาวนายพรานกลุ่มนี้หรือไม่ล่ะ
ลูกชาย ยังไม่แน่ใจครับพ่อ
พ่อ        ชี้ไปทางดาวสว่างสีแดงดวงที่พ่อพูดถึง
              นั่นแหละ คือ ดาวตาวัวดวงหนึ่ง
ลูกชาย เห็นแล้วครับ
พ่อ        นายพรานคนนี้กำลังสู้กับวัวกระทิงตัวหนึ่งที่เป็นกลุ่มดาววัวกลุ่มหนึ่งนั่นเอง
ลูกชาย คนเรานี่ช่างสังเกตจังนะพ่อ
              แล้วชาวตะวันตกเรียกกลุ่มดาวกลุ่มนี้อย่างไรครับพ่อ
พ่อ        พ่อกำลังนึกอยู่
              อ้อ นึกออกแล้ว
              กลุ่มดาวทอรัสกลุ่มหนึ่ง (A TAURUS) น่ะ
ลูกชาย พ่อของผมนี่เก่งจังเลย
พ่อ         พ่อก็อ่านจากหนังสือและสังเกตด้วยนั่นแหละ
               อีกหน่อยลูกจะต้องเก่งกว่าพ่อหลายเท่านัก
ลูกชาย ลูกจะเก่งกว่าพ่อได้อย่างไร
พ่อ         ลูกต้องเก่งกว่าพ่อ
               ลูกต้องเรียนให้สูงกว่าพ่อมาก ๆ
               ประเทศไทยและโลกจะได้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นอย่างไรล่ะ
ลูกชาย นิ่งเฉย โดยที่ไม่ค่อยเข้าใจในความหมายที่พ่อสื่อให้รู้นั้นนักหรอก
              พ่อครับทั่วทั้งท้องฟ้าคงมีกลุ่มดาวจำนวนมากเลยนะพ่อ
พ่อ         มาก
              ถ้าลูกสนใจจริงจังอย่างนี้พ่อจะต้องค้าหาคำตอบมาให้ลูกอีกแล้วซี
ลูกชาย พ่อของผมดีจัง
พ่อ        คืนนี้เรานอนคุยกันเพียงเท่านี้เถอะนะ
              พรุ่งนี้เช้าลูกก็จะต้องตื่นแต่เช้า
ลูกชาย ครับพ่อ

สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
3 ธันวาคม 2553

GenPhysics Problem 3

Dec 3, 2010 by     Comments Off on GenPhysics Problem 3    Posted under: Mechanics, Physics

GenPhysics Problem 3

บัลลูนบรรจุแก๊สไฮโดรเจนใบหนึ่งมีสมบัติดังนี้
1. มีความหนาแน่นมวล 0.1 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
2. มีปริมาตร 300 ลูกบาศก์เมตร
3. มีมวลของวัสดุรวมผู้โดยสาร คือ 330 กิโลกรัม
ถ้าอากาศมีความหนาแน่นมวล 1.3 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
และขนาดความโน้มถ่วงของโลกประมาณ 10 เมตรต่อวินาทีต่อวินาที
ขนาดความเร่งของบัลลูนใบนี้ ณ ขณะที่ปล่อยเป็นเท่าใด
ตอบ ประมาณ 0.83 เมตรต่อวินาทีต่อวินาที

แนวคิด 1.พิจารณาใช้กฎการเคลื่อนที่ข้อ 2 ของนิวตันกฎหนึ่ง
              2. ใช้หลักเกี่ยวกับแรงพยุงแรงหนึ่ง

สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
3 ธันวาคม 2553

GenPhysics Problem 2

Dec 2, 2010 by     Comments Off on GenPhysics Problem 2    Posted under: Mechanics, Physics, Uncategorized

GenPhysics Problem 2

สมมติ เราหมุนร่มคันหนึ่งในลักษณะที่แกนแกนหนึ่งของร่มคันนั้นอยู่ตามแนวยืนแนวหนึ่ง ณ ขณะที่มีฝนตกลงมาในแนวยืนแนวหนึ่ง ๆ ณ แห่งนั้นด้วยเช่นเดียวกันและลมสงบ
เมื่อร่มคันนี้ที่มีรัศมี 0.5 เมตรมีขอบร่มอยู่สูงจากพื้นดิน 2 เมตรและเราหมุนร่มคันนั้นไปนาทีละ 12 รอบเม็ดฝนเม็ดหนึ่ง ๆ ที่หลุดจากขอบร่มขอบนั้นจะตกกระทบพื้นดินมีลักษณะเป็นวงกลมวงหนึ่งที่มีแนวห่างจากตำแหน่งบนพื้นดินตรงกับแกนแกนหนึ่งของร่มคันนี้เท่าใด
สมมติ ขนาดความโน้มถ่วงของโลกประมาณ 10 เมตรต่อวินาทีต่อวินาที
ตอบ ประมาณ 0.64 เมตร

แนวคิด 1. เม็ดฝนเม็ดหนึ่ง ๆ หลุดจากขอบร่มของร่มคันนี้ตามแนวสัมผัสแนวหนึ่ง ๆ กับขอบร่มขอบนี้
2. เม็ดฝนเม็ดหนึ่ง ๆ ตกลงมาในแนวโค้งแบบโพรเจกไทล์แนวหนึ่งภายใต้อิทธิพลความโน้มถ่วงของโลกจนกระทั่งถึงพื้นดิน ณ ที่นั้น
3. เราคำนวณโดยใช้หลักเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ตามแนวนอนแนวหนึ่งด้วยความเร็วคงตัวที่ผนวกด้วยการเคลื่อนที่โดยเสรีในแนวยืนแนวหนึ่ง ณ ที่นั้น
4. เราใช้ทฤษฎีบทพีทาโกรัสทฤษฎีหนึ่งประกอบการพิจารณาด้วย

รศ.สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
2 ธันวาคม 2553

120 และ 80

Dec 2, 2010 by     Comments Off on 120 และ 80    Posted under: Physics, Poems, Uncategorized

120 และ 80

ร้อยยี่สิบหยิบมานี้ที่อยากกล่าว
อยากบอกเล่ากล่าวถึงซึ่งความหมาย
เลขแปดสิบหยิบมานะอธิบาย
อยากขยายให้รู้สู่ทุกคน
ค่าความดันโลหิตสะกิดบอก
ไม่ได้หลอกบอกไว้ไม่สับสน
มิลลิเมตรปรอทไซร้ไม่วกวน
เราทุกคนต้องรู้หน่วยด้วยปัญญา

ทุก ๆ ครั้งที่เราไปสถานพยาบาล ณ แห่งหนึ่งเพื่อที่จะพบแพทย์คนใดคนหนึ่ง
เมื่อเราแสดงบัตรนัดหรือได้บอกถึงจุดประสงค์กับเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง
โดยทั่วไปเราจะต้องไปชั่งน้ำหนัก (เพื่อทราบมวลของตัวเองว่า ตอนนั้นมีค่ากี่กิโลกรัม) หรืออาจจะวัดส่วนสูงประกอบด้วย (แต่ในปัจจุบันนี้ไม่ค่อยกระทำกัน)
ทั้งนี้จะได้ใช้เป็นข้อมูลในเบื้องต้นให้แพทย์ผู้ตรวจได้รู้ว่า เรานั้นอ้วนขึ้นหรือผอมลงและแพทย์จะได้ถือเอาเป็นข้อชมหรือตำหนิคนไข้แต่ละคนตามแต่ละกรณี
ต่อจากนั้นโดยทั่วไปผู้ช่วยพยาบาลคนหนึ่ง (มักไม่ใช่นางพยาบาลโดยตรง คงประหยัดและเหมาะสมกับงานเป็นหลักนั่นเอง) ก็จะให้เราตรวจวัดความดันโลหิต (โดยที่ปัจจุบันนี้โรงพยาบาลซึ่งดูเหมือนจะทันสมัยแต่ละแห่งต่างก็จะใช้เครื่องวัดความดันอัตโนมัติที่คิดค่าเชิงสถิติ ทั้ง ๆ ที่คนไข้ส่วนมากต่างก็ไม่ค่อยชอบการวัดความดันอย่างนี้แต่ก็ต้องจำใจรับบริการเช่นนั้น)
หัวใจที่เป็นอวัยวะสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในจำนวนหลาย ๆ อย่างของเราทุกคนได้ทำหน้าที่คล้ายกับเครื่องสูบหรือปั๊ม (Pump) เครื่องหนึ่ง หากแต่ว่าหัวใจของเรานี้เป็นเครื่องสูบกล้ามเนื้อ (Muscular Pump) ก้อนหนึ่งที่ธรรมชาติได้บรรจงสรรค์สร้างมาให้เรา
โดยทำหน้าที่สูบให้โลหิตไหลไปตามเส้นโลหิตแดงทั้งหลายในร่างกายแล้วจึงจะไหลตามเส้นโลหิตดำเพื่อวนกลับสู่หัวใจ
ทั้งนี้สำหรับคนคนซึ่งมีระบบของความดันโลหิตปกติตอนที่หัวใจหดตัวมากสุดจะมีความดันโลหิตประมาณ 120 มิลลิเมตรปรอท ส่วนตอนขณะที่หัวใจผ่อนคลายมากสุดนั้น ณ ตอนนั้นคนคนนี้ยังมีความตึงที่กล้ามเนื้อข้างซ้ายของหัวใจห้องล่างหรือเวนทริเคิล (Ventricle) ห้องนี้ที่มากพอจึงทำให้เกิดความดันต่ำสุดประมาณ 80 มิลลิเมตรปรอท
ด้วยเหตุนี้ จึงถือได้กับว่า คนคนหนึ่งที่มีสภาวะความดันโลหิตปกติจะมีความดันสูงสุดประมาณ 120 มิลลิเมตรปรอทและมีความดันต่ำสุดประมาณ 80 มิลลิเมตรปรอท

ภายใต้สภาวะเนื่องจากการทำงานของหัวใจซึ่งเรากำลังกล่าวถึงนี้โลหิตจะไหลออกจากหัวใจห้องล่างเข้าสู่หลอดเลือดแดงใหญ่หรือเอออร์ตา (Aorta) หลอดนี้ไปตามแขนงหนึ่ง ๆ ของเส้นโลหิตแดงและผ่านไปยังเส้นเลือดฝอยเส้นหนึ่ง ๆ ในที่สุด แล้วจึงจะมีกระบวนการของการไหลเวียนกลับในลักษณะที่ย้อนขั้นตอนจนบรรลุสู่สภาวะที่โลหิตไหลกลับเข้าสู่หัวใจห้องบนหรือเอเทรียม (Atrium) ทางข้างขวาของหัวใจขณะที่ก็มีค่าความดันใกล้ 0 มิลลิเมตรปรอท

ทั้งนี้เปรียบประหนึ่งการเดินทางที่ยาวไกลของคนคนหนึ่ง
โดยที่ตอนเริ่มออกเดินทางก็จะเปี่ยมไปด้วยพลัง
แต่จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเมื่อกลับมาถึงบ้านอย่างคนที่ไร้พลังเลยทีเดียว

โดยทั่วไปแล้วความดันโลหิตโดยเฉลี่ยก็จะประมาณ 100 มิลลิเมตรปรอทหรือประมาณ 135 เซนติเมตรน้ำ (ทั้งนี้เราจะสามารถคำนวณได้ประมาณ 136 เซนติเมตรน้ำ)

ณ ที่นี้จะกล่าวถึงขั้นตอนของการวัดความดันโลหิตของคนคนหนึ่งดังนี้
1. เมื่อเราบีบลูกยางที่เปิดลิ้นลูกหนึ่งซึ่งต่อสายยางเส้นหนึ่งไว้กับถุงอากาศของมาตรความดันของไหลหรือแมนอมิเตอร์ (Manometer) อันหนึ่งที่ได้พันไว้รอบแขนของคนไข้คนหนึ่งอากาศในถุงยางใบนี้จะบีบที่แขนและมีผลต่อเส้นโลหิตแดงจึงจะทำให้โลหิตไหลไปสู่ปลายแขนและมือข้างนั้นได้ยาก (โดยจะคล้าย ๆ กันกับเมื่อเราบีบที่ข้อมือข้างหนึ่งของเราเองจนแน่น)
ณ สภาวะดังกล่าวนี้คนไข้ก็จะรับรู้ถึงสภาพการบีบรัดที่แขนของเขาด้วย
2. เมื่อเราเริ่มคลายปุ่มที่ลูกยางลูกนั้นเพื่อปล่อยอากาศออกทางลิ้นปิดและเปิดค่าความดันของอากาศในถุงยางถุงนั้นก็จะลดลง ๆ อย่างต่อเนื่อง เมื่อความดันประมาณได้กับความดันโลหิตในเส้นโลหิตแดงโลหิตจะเริ่มไหล ณ ขณะนี้จะเป็นจังหวะรอยต่อที่จะต้องฟังจากหูฟังพร้อมกันกับสังเกตความดันซึ่งอ่านได้จากแมนอมิเตอร์อันนั้น
แล้วจึงบันทึกเป็นความดันโลหิตสูงสุด
(ถ้าผู้อ่านลองกำมือข้างหนึ่งให้แน่นและใช้มืออีกข้างหนึ่งบีบข้อมือข้างที่กำไว้นั้นแล้วปล่อยผู้อ่านก็จะรู้สึกถึงการไหลของโลหิตสู่ปลายนิ้วของมือข้างที่กำไว้เดิมนั้น)
3. ความดันของอากาศในถุงยางจะลดลง ๆ ตามที่กล่าวมาแล้วนั้น
ในที่สุดจะมีความดันที่ประมาณได้กับความดันโลหิตของเส้นโลหิตดำ
ทั้งนี้เราจึงจะบันทึกค่านี้เป็นความดันต่ำสุด
ดังนั้น เราวัดความดันโลหิตของเส้นโลหิตแดงเป็นค่าสูงสุดและของเส้นโลหิตดำเป็นค่าต่ำสุด
อย่างไรก็ตาม ค่าความดันที่วัดได้นี้ก็ไม่ได้มีความถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์
โดยที่จะมีความคลาดเคลื่อนจากค่าที่ควรจะเป็นตามสภาวะปกติของคนไข้คนหนึ่งได้
ทั้งนี้เนื่องมาจากองค์ประกอบหลายประการดังนี้
1. สภาพการทำงานของหัวใจของคนไข้คนหนึ่งขณะนั้น เช่น คนไข้คนหนึ่งที่เดินมาอย่างเร็วหรือแม้แต่อิริยาบถของคนไข้เองโดยไม่ว่าจะเป็นขณะที่ยืน นั่ง หรือ ณ ขณะที่นอนราบ
2. ความแม่นยำของแมนอมิเตอร์อันหนึ่ง
3. ความสามารถเฉพาะตัวของผู้ซึ่งทำการวัดนั้นทั้งในด้านการฟังด้วยหูฟังและการสังเกตระดับปรอทในแมนอมิเตอร์ที่กำลังเคลื่อนที่จะต้องสัมพันธ์กันอย่างถูกต้องนอกเหนือจากความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักวิชา
ด้วยเหตุนี้ ค่าของความดันที่วัดได้ในแต่ละครั้งจะมีความคลาดเคลื่อน
ทั้งนี้อาจจะเป็นไปได้ทั้งค่าที่สูงกว่าหรือต่ำกว่าที่เป็นจริง
อย่างไรก็ตาม ผลทางจิตวิทยาต่อคนไข้คนหนึ่ง ๆ นั้นมีมากอย่างยิ่ง

อนึ่ง ข้อสังเกตที่เป็นผลเชิงสถิติจากทางวิชาการประการหนึ่งเป็นดังนี้
ระยะความสูงเป็นเซนติเมตรของคนคนหนึ่งที่เทียบกับตำแหน่งหัวใจของเขาจะสัมพันธ์โดยประมาณกับความดันโลหิตของเส้นโลหิตแดงเป็นเซนติเมตรน้ำดังนี้
1. สมมติ ชายคนหนึ่งสูงประมาณ 180 เซนติเมตร
2. ความดันโลหิตแดงที่ตำแหน่งหัวใจของชายคนนี้ ณ ความสูง 0 เซนติเมตรนั้นจะมีค่าประมาณ 135 เซนติเมตรน้ำ
3. ความดันโลหิตแดง ณ ระดับตาหรือสมองที่อยู่สูงกว่าหัวใจของเขาประมาณ 55 เซนติเมตรนั้นก็จะมีค่าประมาณ 80 เซนติเมตรของน้ำ
4. ค่าความดันโลหิตแดง ณ ระดับหัวเข่าซึ่งอยู่ต่ำกว่าหัวใจของเขาประมาณ 60 เซนติเมตรจะประมาณ 195 เซนติเมตรของน้ำ
5. ค่าความดันโลหิตแดง ณ ระดับเท้าซึ่งก็อยู่ต่ำกว่าหัวใจของเขาประมาณ 120 เซนติเมตรจะประมาณ 255 เซนติเมตรของน้ำ
ณ ที่นี้ผู้เขียนใคร่เสนอแนะให้ผู้อ่านแต่ละคนได้ลองฝึกความคิดดังนี้
1. จงสังเกตความดันโลหิตของเส้นโลหิตแดงเทียบกับความสูงที่แท้จริงของชายคนนี้ขณะที่เขายืนตรง
2. ถ้าความดันโลหิตของเส้นโลหิตดำที่หัวใจของเขา คือ 0 เซนติเมตรน้ำ ค่า ณ ระดับตา ระดับหัวเข่า และที่เท้าของเขาเป็น -55 เซนติเมตร 60 เซฯติเมตร และ 120 เซนติเมตรน้ำหรือไม่
3. ผู้อ่านควรพิจารณาความดันโลหิตในเส้นโลหิตแดงและในเส้นโลหิตดำของแต่ละคนเองด้วย
ผู้เขียนหวังว่า คงจะไม่ยากเกินกว่าความสามารถของผู้อ่านแต่ละคน

สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
2 ธันวามคม 2553