Archive from January, 2011

คลื่น

Jan 16, 2011 by     Comments Off on คลื่น    Posted under: Physics, Uncategorized

 

คลื่น
คลื่น (Wave) มีสมบัติพื้นฐานเบื้องต้นที่นิยมเปรียบเทียบกับของอนุภาค (Particle) คือ คลื่นไม่มีมวลเหมือนกับอนุภาค
นอกจากนี้ โดยทั่วไปต่างนึกถึงคลื่นตามลักษณะที่รับรู้โดยสามัญสำนึก
อย่างไรก็ตาม แท้จริงแล้วคลื่นที่เราศึกษากันมีความลึกซึ้งมากกว่านั้น
คลื่นชนิดต่าง ๆ ที่เรารู้จักกันโดยทั่วไปมีดังนี้
1. คลื่นน้ำ (Water wave)
2. คลื่นแสง (Light wave)
3. คลื่นเสียง (Sound wave)
4. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic wave)

อนึ่ง เราสามารถจำแนกชนิดของคลื่นอย่างกว้าง ๆ 2 วิธีดังนี้
1. การจำแนกตามลักษณะของการเคลื่อนที่ของคลื่นดังนี้
ก. คลื่นตามขวาง (Transverse wave) เป็นดังนี้
กล่าวคือ คลื่นชนิดหนึ่ง ๆ ที่อนุภาคต่าง ๆ ของตัวกลางหรือปริมาณตัวหนึ่ง ๆ ที่เป็นสมบัติเฉพาะตัวเปลี่ยนแปลงตามทิศทางหนึ่ง ๆ ซึ่งย่อมขวางกับทิศทางการแผ่หรือการเคลื่อนที่ของคลื่นชนิดต่าง ๆ เหล่านั้น
เช่น คลื่นเส้นเชือก คลื่นน้ำ (ดังที่คิดกันอย่างผิวเผิน) และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ข. คลื่นตามยาว (Longitudinal wave) เป็นดังนี้
กล่าวคือ คลื่นชนิดหนึ่ง ๆ ที่อนุภาคของตัวกลางของคลื่นชนิดนั้น ๆ สั่นไปและมาตามแนวทางแนวหนึ่ง ๆ ที่ขนานกับแนวทางการเคลื่อนที่ของคลื่นแนวหนึ่ง
เช่น คลื่นเสียง
ทั้งนี้คลื่นตามยาวคลื่นหนึ่ง ๆ เป็นคลื่นกล (Mechanical wave) ด้วย
2. การจำแนกตามสมบัติที่เกี่ยวกับตัวกลางดังนี้
ก. คลื่นกลมีสมบัติดังนี้
กล่าวคือ คลื่นชนิดหนึ่ง ๆ ที่มีตัวกลางสำหรับการเคลื่อนที่หรือการแผ่ของคลื่นชนิดนั้น ๆ
เช่น คลื่นน้ำ คลื่นเสียง และคลื่นเส้นเชือก
ข. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีสมบัติดังนี้
กล่าวคือ คลื่นชนิดต่าง ๆ ที่แผ่ได้แม้แต่ในปริภูมิอิสระ
ทั้งนี้คลื่นแสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง
อนึ่ง อัตราเร็วคลื่นของคลื่นแสงในปริภูมิอิสระแห่งหนึ่งเป็นดังนี้
กล่าวคือ ประมาณ 300 ล้านเมตรต่อวินาที

อนึ่ง ณ ที่นี้ผู้เขียนต้องการกล่าวนำเพียงง่าย ๆ เท่านั้น
ดังนั้น ผู้อ่านคนที่สนในใจมากกว่านี้ก็จะสามารถหาอ่านได้จากหนังสือฟิสิกส์พื้นฐานทั่วไป
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
16 มกราคม 2554

อัตราเร็วแสง

Jan 15, 2011 by     Comments Off on อัตราเร็วแสง    Posted under: Physics, Uncategorized

อัตราเร็วแสง
แอลเบิร์ต ไมเคลสัน (Albert Michelson) มีความคิดดังนี้
กล่าวคือ การพิจารณาการเคลื่อนที่ของแสงตามท่อยาว 1.6 กิโลเมตรท่อหนึ่ง
ในที่สุด อัตราเร็วแสงในสุญญากาศจากแนวคิดของไมเคลสันเป็นดังนี้
กล่าวคือ c เท่ากับ 299,792,458 เมตรต่อวินาทีโดยประมาณ
ทั้งนี้สื่อความหมายของความยาว 1 เมตรดังนี้
กล่าวคือ ความยาว 1 เมตร คือ ระยะทางซึ่งแสงที่เคลื่อนที่ในสุญญากาศในช่วงเวลาเท่ากับ 1 ใน 299,792,458 วินาทีตามเวลาของนาฬิกาซีเซียมเรือนหนึ่ง (A cesium clock) ที่เป็นมาตรฐานของเวลา
อนึ่ง อัตราเร็วแสงในสุญญากาศหรือปริภูมิอิสระแห่งหนึ่งเป็นดังนี้
กล่าวคือ c เท่ากับ 300,000,000 เมตรต่อวินาทีโดยประมาณ
ทั้งนี้อัตราเร็วแสงในสุญญากาศหรือปริภูมิอิสระแห่งหนึ่งมีสมบัติดังนี้
กล่าวคือ อัตราเร็วแสงดังกล่าวคงตัวโดยไม่ขึ้นกับกรอบอ้างอิงกรอบหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม สมบัติดังกล่าวย่อมขัดต่อสามัญสำนึกของเราตามที่รับรู้ได้
แต่การศึกษาตามทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษทฤษฎีหนึ่งเราก็ต้องยอมรับโดยไม่มีข้อแม้แต่ประการใด
ปรากฏว่า อัตราเร็วแสงในอากาศประมาณ 1 ล้านเท่าของอัตราเร็วเสียงในอากาศแห่งหนึ่ง ณ สภาวะปกติ
แสงเคลื่อนที่จากดวงอาทิตย์ถึงโลกในเวลาประมาณ 500 วินาที
หรือกล่าวได้ดังนี้
โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 500 วินาทีแสง
ทั้งนี้ระยะห่างดังกล่าวนี้ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร
โดยในทางดาราศาสตร์นิยมกล่าวถึงดังนี้
กล่าวคือ 1 หน่วยดาราศาสตร์ (1 astronomical unit) “A.U.”
ดังนั้น ถ้ายอมรับตามความคิดใหม่ว่าดาวเคราะห์ดวงนอกสุดของระบบสุริยะระบบนี้ คือ ดาวเคราะห์สมุทร (Neptune) ระบบสุริยะระบบดังกล่าวของเรานี้จึงมีขนาด 80 หน่วยดาราศาสตร์โดยประมาณ
อย่างไรก็ตาม เทห์ฟ้าต่าง ๆ ที่อยู่นอกระบบสุริยะของเรานั้นอยู่ห่างจากเรามาก
หน่วยดาราศาสตร์จึงไม่เหมาะสำหรับการบอกระยะทางของเทห์ฟ้าเหล่านั้น เช่น ดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง ๆ ในดาราจักรทางช้างเผือกระบบหนึ่งของเราเอง
ทั้งนี้เราจึงมีหน่วยที่เหมาะสมกว่า คือ ปีแสง (light year) “ly”
อนึ่ง 1 ปีแสงมีความหมายดังนี้
กล่าวคือ ระยะทางที่แสงเคลื่อนที่ในปริภูมิอิสระเป็นเวลา 1 ปี
โดยที่มีค่าประมาณ 9.5 ล้านล้านกิโลเมตร
หรือประมาณ 63,290 หน่วยดาราศาสตร์
ทั้งนี้เราเชื่อกันว่าดาวฤกษ์ดวงที่อยู่ใกล้โลกมากสุดนอกจากดวงอาทิตย์ที่เป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งแล้ว คือ ดาวฤกษ์พรอกซิมา เซนทอรี (Proxima Centauri) ซึ่งอยู่ ณ ระยะประมาณ 4.25 ปีแสง
โดยสื่อให้เรารู้ดังนี้
กล่าวคือ ณ ขณะที่เราดูดาวฤกษ์ดวงนี้เป็นเวลา ณ ขณะที่แสงเดินทางมา 4.25 ปีแล้ว
อนึ่ง ผู้เขียนใคร่กล่าวเสริมไว้ ณ ที่นี้ด้วยดังนี้
ผู้อ่านทุกคนคงแปลกใจอย่างยิ่งว่าเราทุกคนนั้นต่างมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในอดีตทั้งสิ้นหาใช่ ณ ขณะปัจจุบันดังที่เข้าใจกันแต่ประหารใด
ทั้งนี้แสงต้องใช้เวลาในการเดินทางจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาสู่ตาของเราแล้วจึงมีการมองเห็นนั่นเอง
ดังนั้น ถ้าชายหนุ่มคนหนึ่งบอกแก่หญิงสาวคนหนึ่งดังนี้
“ณ ปัจจุบันนี้ผมรักคุณสุดชีวิต”
ทั้งนี้ความจริงแล้วชายหนุ่มคนดังกล่าวบอกความรักที่มีต่อหญิงสาวคนนั้น ณ เหตุการณ์ต่อความรู้สึกของเขานับย้อนไปเท่ากับเวลาที่แสงเคลื่อนที่
อ้าว คุณผู้หญิงทั้งหลายจะเชื่อคำพูดเชิงอ้อนวอนของชายหนุ่มคนหนึ่ง ๆ ได้อย่างไร
กรณีขอให้ผู้อ่านทุกคนทำความเข้าใจเชิงวิชาการที่ถูกต้องให้กระจ่างด้วย
ผู้เขียนเชื่อว่าผู้อ่านทุกคนยอมรับกัน ณ ขณะนี้ดังนี้
กล่าวคือ 1 ปีแสงเป็นหน่วยของระยะทางที่ไกลสุด ๆ
อย่างไรก็ตาม เทห์ฟ้าอื่น ๆ ที่อยู่นอกระบบดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้ของเรายังมีอีกมาก โดยรวมทั้งระบบดาราจักรระบบอื่น ๆ ด้วย
ดังนั้น เราจึงมีหน่วยที่บอกระยะทางที่ไกลกว่า 1 ปีแสงอีก
กล่าวคือ พาร์เซก (parsec) “pc”
ทั้งนี้ 1 พาร์เซกเท่ากับ 206,265 หน่วยดาราศาสตร์
เท่ากับ 3.26 ปีแสงโดยประมาณ
อนึ่ง ผู้เขียนต้องขออภัยผู้อ่านที่เรียบเรียงไว้อย่างยืดยาวเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม ใคร่บอกแก่ผู้อ่านทุกคนดังนี้
ทั้ง ๆ ที่เรากำหนดหน่วยของระยะทางที่ใหญ่โตจนเกินกว่าที่สามัญสำนึกของทุกคนจะยอมรับได้
แต่ยังนับว่าสั้นนักเทียบกับขนาดของเอกภพที่เราเองก็ยังไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วเอกภพของเรานี้มีรูปร่างเป็นอย่างไร มีขนาดใหญ่โตสักเพียงใด และมีเทห์ฟ้าอื่น ๆ ที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกับเอกภพของเราหรือไม่
อนิจจาคนใดคนหนึ่งมีอายุอยู่สัก 100 ปีก็นับว่านานสุด ๆ แล้ว
ดังนั้น ต้องยอมรับกันดังนี้
กล่าวคือ เราทุกคนต่างมีความรู้ที่น้อยนิดเทียบกับสิ่งที่เป็นอยู่ในธรรมชาติ
อย่าเสียเวลากับการขัดแย้งกันอย่างไร้สาระ
โปรดศึกษาตัวเองให้ถ่องแท้
และโปรดศึกษาธรรมชาติร่วมกัน
ผู้เขียนเชื่อว่าจะมีประโยชน์คุ้มค่ากับความเป็นคนของเราทุกคน
อนึ่ง ถ้าสาระของอัตราเร็วแสงสาระนี้มีความดีอยู่บ้างผู้เขียนขอย้อนรำลึกถึงครูและอาจารย์ทุกคนของผู้เขียนด้วยสิ่งอันดีงามที่เทียบเท่ากับอัตราเร็วแสงนี้ด้วยฉะนี้
ปรารถนาดีอย่างจริงใจ
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
15 มกราคม 2554

แสงเชิงท้ศน์

Jan 14, 2011 by     Comments Off on แสงเชิงท้ศน์    Posted under: Physics, Uncategorized

แสงเชิงทัศน์
ณ ที่นี้จะขอกล่าวถึงทัศนคติเกี่ยวกับแสงโดยสังเขปดังนี้
1. เซอร์ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton) มีความคิดดังนี้
กล่าวคือ แสงเป็นอนุภาคชนิดหนึ่ง
ทั้งนี้นิวตันเสนอทฤษฎีอนุภาคของแสงทฤษฎีหนึ่ง (A particle theory of light) และสนับสนุนทฤษฎีดังกล่าวถึงการทดลองเกี่ยวกับสมบัติของแสงดังนี้
ก. การสะท้อนของแสง (Reflection of light)
ข. การหักเหของแสง (Refraction of light)
อนึ่ง ในสมัยนั้นกล่าวสรุปเกี่ยวกับแสงดังนี้
“แสง คือ ลำอนุภาคลำหนึ่งที่หลุดออกมาจากแหล่งต้นทางแหล่งหนึ่ง”
2. คริสเตียน ฮอยเกนส์ (Christian Huygens) มีความคิดดังนี้
กล่าวคือ แสงเป็นคลื่นชนิดหนึ่ง
ทั้งนี้ฮอยเกนส์ได้เสนอทฤษฎีคลื่นของแสงทฤษฎีหนึ่ง (A wave theory of light) ที่สามารถอธิบายการสะท้อนและการหักเหของแสงได้เช่นเดียวกัน
3. ทอมัส ยัง (Thomas Young) สามารถทดลองสมบัติเชิงคลื่นของแสงดังนี้
ก. การแทรกสอดของแสง (Interference of light)
ข. การเลี้ยวเบนของแสง (Diffraction of light)
ทั้งนี้แสงเชิงอนุภาคไม่แสดงสมบัติของแสง 2 ประการดังกล่าว
4. เจมส์ คลาร์ก แมกซ์เวลล์ (James Clerk Maxwell) มีความคิดดังนี้
กล่าวคือ แสงเป็นคลื่นชนิดหนึ่ง
ทั้งนี้แมกซ์เวลล์เองได้ประมวลจากความหมายเชิงทฤษฎีดังนี้
กล่าวคือ แสงเป็นคลื่นชนิดหนึ่งในคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic waves)

5. แอลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) มีความคิดดังนี้
กล่าวคือ แสงเป็นลำของอนุภาคลำหนึ่งที่เรียกว่า โฟตอน (Photon)
ดังนั้น จึงเป็นการสนับสนุนทฤษฎีอนุภาคของแสงทฤษฎีหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ เราจึงนิยมกล่าวถึงสมบัติของแสงเชิงอิงธรรมชาติตามลักษณะของการผสมผสานระหว่างคลื่นและอนุภาคดังนี้
กล่าวคือ ทวิภาวะของแสง (Duality of light)
ทั้งนี้สุดแต่ว่า สมบัติคล้ายอนุภาค (Particle-like property) ประการหนึ่งหรือสมบัติคล้ายคลื่น (Wave-like property) อีกประการหนึ่งซึ่งสอดคล้องกันกับพฤติกรรมของแสงตามปรากฏการณ์หนึ่ง ๆ
ผู้เขียนใคร่แสดงความคิดเห็นประกอบไว้ ณ ที่นี้ดังนี้
โดยทั่วไปเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า “ผู้อ่านทุกคนต้องคิดอยู่เสมอว่าเรานั้นสัมผัสกับแสงมาตั้งแต่เกิดและในการศึกษาเราย่อมเข้าใจแสงเป็นอย่างดี”
ตรงกันข้าม ผู้เขียนใคร่เสนอแนะว่า “ทั้ง ๆ ที่เราคุ้นเคยกับแสงมาตั้งแต่เกิดก็จริงอยู่ แต่เรายังไม่สามารถระบุให้ตายตัวได้เลยว่าแสงนั้นเป็นอนุภาคหรือคลื่น”
ทั้งนี้เราต่างกล่าวถึงแสงอย่างไม่กระจ่างดังที่กล่าวแล้วนั้นย่อมเป็นสื่งบ่งชี้ถึงความสามารถในการเข้าถึงความเป็นตัวตนที่แท้จริงของแสง
ดังนั้น เราจึงสามารถกล่าวอย่างเต็มปากดังนี้
“เราไม่เข้าใจแสงในธรรมชาติอย่าถ่องแท้นั่นเอง”

สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
14 มกราคม 2554

สอบเท่าที่จำเป็น

Jan 13, 2011 by     Comments Off on สอบเท่าที่จำเป็น    Posted under: Uncategorized

สอบเท่าที่จำเป็น
1. สอบมากเด็ก ๆ และผู้ปกครองก็ต้องเครียดทั้งเรื่องเงินและทำให้สมองเสื่อม
2. เป็นการส่งเสริมกวดวิชาราวกับต้องการให้เป็นเช่นนั้น
ทั้ง ๆ ที่ก็รู้กันว่า “เด็ก ๆ เรียนกวดวิชากันจนไม่มีเวลาทำอะไรอยู่แล้ว”
เรียนหนังสือกันทั้ง 7 วันใน 1 สัปดาห์
โดยที่วันหนึ่ง ๆ อาจจะเรียนถึง 8 ชั่วโมงถึง 10 ชั่วโมง
อีกทั้งต้องใช้เวลาเดินทางนานนับชั่วโมง
แล้วเด็ก ๆ มีเวลาทบทวนและเรียนรู้ด้วยตัวเองบ้างหรือไม่
เวลาที่จะทำกิจกรรมที่ชอบและเป็นประโยชน์มีสักเท่าใด
วันหนึ่ง ๆ เด็ก ๆ ได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพและความปลอดโปร่งของจิตใจบ้างหรือไม่
อ้อ วันหนึ่ง ๆ เด็ก ๆ ได้พักผ่อนเพียงพอหรือไม่
บรรดาผู้ใหญ่ทั้งหลายลองทบทวนดูกันเถอะดังนี้
“ได้คำนึงถึงจิตใจของเด็ก ๆ มากหรือน้อยเพียงใด”
เด็ก ๆ ก็เป็นคนคนหนึ่งที่ควรสามารถเลือกทางปฏิบัติในฐานะที่เป็นคนได้เช่นเดียวกับผู้ใหญ่คนใดคนหนึ่ง
แล้วผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยใช้เวลาให้เป็นประโยชน์มากอย่างที่ให้เด็ก ๆ ทำนั้นหรือไม่
3. สอบ สอบ และก็สอบ
ลองคิดดูกันเถอะว่า “เด็ก ๆ ต้องสอบกี่ครั้งกัน”
สอบที่โรงเรียนโรงใดโรงหนึ่งนี่ก็แล้วแต่
4. ตอนนี้มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ๆ นิยมสอบตรงมากยิ่ง ๆ ขึ้น
สิ่งนี้สะท้อนถึงอะไร
มีใครคิดและตระหนักหรือไม่
5. ได้มีโอกาสถามโรงเรียนโรงต่าง ๆ ครูอาจารย์ เด็กนักเรียน และผู้ปกครองเกี่ยวกับความต้องการในการสอบ GAT และการสอบ PAT บ้างหรือไม่
6. ไม่ว่าทำอะไรก็ตามมักพูดแต่ข้อดีโดยละเว้นที่จะกล่าวถึงข้อไม่ดีซึ่งอาจมากกว่า
7. สิ่งใดเริ่มทำได้ก็เลิกได้เมื่อรู้ว่าไม่เหมาะสม
ก็ไหนชมกันเป็นนักหนาว่า “คนที่ทำผิดแล้วกลับใจเป็นคนดีนั้นเป็นคนที่น่ายกย่องอย่างยิ่ง”
8. ผู้เขียนต้องการข้อคิดเห็นและข้อสนับสนุนจากคนไทยที่ปรารถนาดีต่อส่วนรวมทุกคนอย่างจริงใจ
ทั้งนี้โปรดนึกถึงตอนที่ลูกหลานของท่านต้องผจญอยู่ในห้วงกรรมที่ผู้ใหญ่ยัดเยียดให้ต้องยอมรับอย่างจำใจเป็นเวลาที่นานหลาย ๆ ปี
ชีวิตของคนคนหนึ่ง ๆ ไม่ได้ยาวนานมากนัก
จงใช้เวลาของชีวิตที่ได้รับการบำรุงทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสมบูรณ์

รศ.สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
13 มกราคม 2545

เรียนพยาบาลทำไมต้องเรียนวิชาฟิสิกส์ด้วย

Jan 12, 2011 by     Comments Off on เรียนพยาบาลทำไมต้องเรียนวิชาฟิสิกส์ด้วย    Posted under: General, Physics, Uncategorized

เรียนพยาบาลทำไมต้องเรียนวิชาฟิสิกส์ด้วย
คำตอบ
1. เท่าที่จำได้แต่ก่อนนี้หลักสูตรพยาบาลที่ไม่ได้เป็นหลักสูตรปริญญาตรีนั้นไม่ต้องเรียนฟิสิกส์กัน
2. เมื่อเป็นหลักสูตรปริญญาตรีจึงมีวิชาฟิสิกส์อยู่ในหลักสูตรดังกล่าว
ทั้งนี้เป็นที่ยอมรับกันดังนี้
กล่าวคือ “เราทุกคนเกี่ยวข้องกับวิชาฟิสิกส์ในชีวิตประจำวันอยู่แล้วด้วย”
ดังนั้น ถ้าตอบอย่างกวนใจหน่อยก็ต้องบอกดังนี้
“เมื่อต้องการได้ปริญญาตรีก็ต้องเรียนให้ครบหลักสูตรโดยก็ต้องมีวิชาฟิสิกส์ด้วยนั่นเอง”
ทั้งนี้คงไม่ถูกใจผู้ที่ถามและผู้ที่อ่านอย่างแน่นอน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดานักศึกษาพยาบาลคนหนึ่ง ๆ ที่มักไม่ชอบวิชาฟิสิกส์อยู่ก่อนแล้ว
อีกทั้งยังบ่นกระปอดกระแปดด้วยดังนี้
“พยายามหนีวิชาฟิสิกส์แต่ก็ยังต้องมาเจออีกจนได้ ทั้งเกลียดทั้งเครียดเป็นอย่างมาก”
ก่อนที่จะชี้แจงเชิงโน้มน้าวต่อไปอยากใคร่ขอยกคำพูดของหมอคนหนึ่งที่เคยเป็นลูกศิษย์ของผู้เขียนตอนที่ผู้เขียนสอนเตรียมวิทยาศาสตร์การแพทย์อยู่ที่ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ โดยที่ตอนนั้นนิสิตกลุ่มนี้ต้องเรียนวิชาฟิสิกส์ 2 ปี
ทั้งนี้เมื่อผู้เขียนมาเป็นคนไข้คนหนึ่งของหมอคนดังกล่าว
คุณหมอตนนี้พูดดังนี้
“เป็นเพราะวิชาฟิสิกส์พื้นฐานที่เรียนกับอาจารย์นั้นทำให้ผมสามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจเครื่องมือทางการแพทย์สมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถศึกษาต่อยอดเชิงวิจัยได้ด้วย”
อนึ่ง คุณหมอยังกล่าวเสริมอีกดังนี้
“สำหรับหมอที่มุ่งแต่ตรวจคนไข้และจ่ายยาก็ดูเหมือนว่าไม่ได้ใช้ความรู้อะไรเป็นพิเศษนอกจากความรู้ที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันเท่านั้น”
ถึงตอนนี้ผู้ที่ถาม (ถึงแม้เป็นนักศึกษาพยาบาลคนหนึ่งก็ตาม) อาจจะได้คำตอบไปในตัวโดยที่ผู้เขียนไม่จำเป็นต้องตอบด้วยซ้ำไป
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนใคร่เสริมแต่เพียงใจความสั้น ๆ ดังนี้
“ฟิสิกส์มีความสำคัญต่อทุกอาชีพโดยไม่มีข้อยกเว้นเพียงแต่เราอาจจะรับไว้โดยที่เราไม่รู้ตัวก็เป็นได้”
ดังนั้น ผู้เขียนจึงเปลี่ยนเป็นการเสนอแนะดังนี้
1. ทำใจให้ชอบสักนิด (ในตอนเริ่มแรก)
2. สนใจศึกษาให้มากขึ้นสักหน่อย โดยที่ควรศึกษาทั้งก่อนเรียนและทบทวนหลังจากที่เรียนแล้ว
ทั้งนี้ควรให้เวลามากขึ้นกว่าที่เคยทำอยู่
อนึ่ง สาระส่วนใดสาระหนึ่ง ๆ ที่ไม่ค่อยเข้าใจก็ยิ่งต้องเพิ่มความพยายามเป็นพิเศษ
3. ต้องพึ่งทั้งอาจารย์ เพื่อน ๆ ที่รู้จริง และตำราที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น
โดยที่ต้องไม่ดูหมื่นความสามารถของตนเอง
ทั้งนี้เมื่อคนอื่นทำได้ก็ต้องบอกกับตัวเองว่า “เราต้องทำได้และทำได้ดีกว่า”
4. เมื่อทำได้ดังกล่าวนี้ก็อาจจะเริ่มชอบบ้าง
นั่นสื่อถึงข้อดีที่จะทำให้มีความพยายามต่อไปและเข้าใจสาระฟิสิกส์สาระหนึ่ง ๆ อย่างถูกต้อง
5. ตอนนี้ก็จะสอบได้คะแนนที่ดีไม่เพียงแต่สอบผ่านเท่านั้น
6. ในที่สุด ก็จบการศึกษาตามหลักสูตรพยาบาลปริญญาตรีอย่างยอดเยี่ยม
7. ความคิดจะเกิดขึ้นทันทีดังนี้
“เราจะหยุดยั้งความสามารถของเราเพียงเท่านี้หรือ”
8. โอกาสจะเปิดให้แก่ผู้ที่สำเร็จปริญญาตรีพยาบาลอย่างยอดเยี่ยมเพื่อศึกษาต่อ
9. ดังนั้น จุดมุ่งหมายต่อไป คือ ปริญญาโทและปริญญาเอกในที่สุด
ดังนั้น ผู้เขียนจึงไม่มีความจำเป็นต้องกล่าวย้ำอีกดังนี้
กล่าวคือ ทุกวิชามีความสำคัญและวิชาฟิสิกส์เป็นวิชาหลักวิชาหนึ่งที่จะช่วยให้พยาบาลผู้ซึ่งหวังความก้าวหน้าในชีวิตได้บรรลุสู่สิ่งดีเลิศโดยที่ไม่คาดหวังอยู่ ณ ขณะนี้ก็เป็นได้
ขอให้ประสบความสำเร็จ

สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
12 มกราคม 2554

อนุมาน

Jan 11, 2011 by     Comments Off on อนุมาน    Posted under: Physics, Poems, Uncategorized

อนุมาน
อนุมานการกิจนี้ที่คู่ครอง
ชายหญิงสองครองคู่อยู่สู่สม
อย่างถูกต้องทำนองครองนิยม
อย่างเหมาะสมประเพณีที่มีมา
ชายหนึ่งนั้นนั่นหรือคือผู้ใหญ่
สักเท่าไรมากกว่าหญิงสิ่งต้องหา
พอแก่ลงคงเส้นแลคงวา
ยามถึงคราชราชายยังใฝ่ปอง

ผลของการอนุมานดังที่ผู้เขียนจะกล่าวถึง ณ ที่นี้ผู้เขียนเองก็ไม่แน่ใจว่าได้รับรู้มาจากแหล่งใดหรือว่าผู้เขียนอนุมานขึ้นมาเอง
ทั้งนี้เพราะว่า ผู้เขียนเองก็ได้รับรู้และกล่าวถึงมาอย่างยาวนานแล้ว
โดยที่ไม่ได้หวังผลว่า จะมีผู้ใดมีความคิดที่คล้อยตามและปฏิบัติตามหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ผลของการอนุมานนี้น่าจะมีประโยชน์บ้าง
ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์สถานเดียว

ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงขอนำมากล่าวไว้ ณ ที่นี้อีกสักครั้งดังนี้
การอนุมานอยู่ภายใต้ข้อกำหนดที่ผู้เขียนตั้งขึ้นดังนี้
1. เป็นตัวเลขหรือความสัมพันธ์อันหนึ่งที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้
2. ใช้เฉพาะกับคู่หมายปองที่เป็นชายจริงและหญิงแท้เท่านั้น
3. อายุของชายจะต้องไม่น้อยกว่าของหญิง
4. อยู่ภายใต้ประเพณีนิยมและภายใต้ของกฎหมายในระดับที่เหมาะสม
5. เกี่ยวข้องกับเพศศึกษาโดยประมาณ
6. ทั้งนี้เราจะต้องคำนึงถึงสภาพร่างกายโดยรวมของทั้งชายและหญิงที่สัมพันธ์กันและรวมทั้งความสัมพันธ์กับกาลเวลาด้วย

ผู้เขียนขอสมมติอายุของชายและหญิงคู่หนึ่ง ๆ ณ วันที่แต่งงานกันดังนี้
1. คู่ที่ 1 ชายอายุ 16 ปี ส่วนหญิงอายุ 15 ปี
2. คู่ที่ 2 ชายอายุ 18 ปี ส่วนหญิงอายุ 16 ปี
3. คู่ที่ 3 ชายอายุ 20 ปี ส่วนหญิงอายุ 17 ปี
4. คู่ที่ 4 ชายอายุ 22 ปี ส่วนหญิงอายุ 18 ปี
5. คู่ที่ 5 ชายอายุ 24 ปี ส่วนหญิงอายุ 19 ปี
6. คู่ที่ 6 ชายอายุ 26 ปี ส่วนหญิงอายุ 20 ปี
7. คู่ที่ 7 ชายอายุ 28 ปี ส่วนหญิงอายุ 21 ปี
8. คู่ที่ 8 ชายอายุ 30 ปี ส่วนหญิงอายุ 22 ปี
9. คู่ที่ 9 ชายอายุ 36 ปี ส่วนหญิงอายุ 25 ปี
10. คู่ที่ 10 ชายอายุ 40 ปี ส่วนหญิงอายุ 27 ปี
11. คู่ที่ 11 ชายอายุ 50 ปี ส่วนหญิงอายุ 32 ปี
12. คู่ที่ 12 ชายอายุ 60 ปีส่วนหญิงอายุ 37 ปี
13. คู่ที่ 13 ชายอายุ 70 ปี ส่วนหญิงอายุ 42 ปี
ผู้อ่านได้สังเกตอายุของชายและหญิงแต่ละคู่และอายุของชายมากกว่าของหญิงในแต่ละคู่ดังที่ผู้เขียนยกมาเป็นตัวอย่างนี้ผู้อ่านมีความคิดเห็นอย่างไร
อย่างไรก็ตาม การอนุมานนี้เป็นเพียงผลที่ได้จากข้อกำหนดต่าง ๆ ตามที่ผู้เขียนได้กำหนดไว้ก่อนแล้วหาได้เป็นผลเชิงบังคับแต่ประการใดไม่
นอกจากนี้ ข้อตกลงต่าง ๆ จะมีข้อยกเว้นหากว่ามีภาวะอื่น ๆ ที่เหมาะสมร่วมด้วย ผู้อ่านจึงไม่ควรจริงจังกับผลที่ได้รับนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ไม่อยู่ภายใต้ผลของการอนุมานนี้
ผู้เขียนอยากให้คำนึงถึงส่วนดีที่ควรศึกษาและปฏิบัติตามเท่าที่จะเป็นไปได้เป็นประการสำคัญ
ผู้เขียนจึงขอชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อประกอบกับข้อสังเกตของผู้อ่านดังนี้
1. ผู้เขียนกำหนดอายุของหญิงไว้ต่ำสุดที่ 15 ปี โดยพิจารณาจากข้อมูลในสมัยโบราณของไทย ทั้งนี้ย่อมจะต้องคำนึงถึงข้อกำหนดทางกฎหมายในยุคสมัยหนึ่งด้วย
2. ตั้งแต่คู่ที่ 1 ถึงคู่ที่ 8 นั้นอายุของหญิงจะเพิ่มจากคู่หนึ่งไปยังอีกคู่หนึ่งถัดไปครั้งละ 1 ปีส่วนของชายจะเพิ่มขึ้นครั้งละ 2 ปี
ทั้งนี้คู่ที่ 8 ฝ่ายชายก็ควรจะจบการศึกษาระดับปริญญาเอกหรือปริญญาโทแล้ว แต่ถ้าจบการศึกษาระดับปริญญาตรีก็ควรจะทำงานจนมีฐานะในระดับหนึ่งแต่ก็อาจจะยังไม่มั่นคงนัก ส่วนฝ่ายหญิงอีกฝ่ายหนึ่งน่าจะจบปริญญาตรีพอดี
3. คู่ที่ 2 คู่หนึ่งและคู่ที่ 3 อีกคู่หนึ่งนั้นฝ่ายชายยังอยู่ในช่วงก่อนการรับใช้ชาติทางทหารเกณฑ์ ทั้งนี้ไม่ได้รวมถึงคู่ที่ 1 ซึ่งฝ่ายชายน่าจะมีอายุยังน้อย
4. คู่ที่ 4 คู่หนึ่งและคู่ที่ 5 อีกคู่หนึ่งฝ่ายชายมีอายุอยู่ในช่วงที่พ้นขากการรับใช้ชาติทางการทหาร
5. คู่ที่ 6 คู่นี้นับว่ามีความสำคัญสำหรับฝ่ายชาย
เพราะเพิ่งจะพ้นวัยเบญจเพทซึ่งคนไทยถือว่า “เป็นวัยที่จะมีการเปลี่ยนแปลง” ทั้งนี้จะดีหรือไม่นั้นก็ย่อมจะเกิดขึ้นได้
6. คู่ที่ 9 คู่นี้เป็นคู่หนึ่งซึ่งฝ่ายชายที่มีอายุ 36 ปีซึ่งมากกว่าฝ่ายหญิงที่มีอายุ 25 ปี ถึง 11 ปี ถ้าเป็นสมัยโบราญจะถือว่ามีอายุที่แตกต่างกันมาก
อย่างไรก็ตาม ในสมัยปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่า ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงต่างน่าจะมีความพร้อมในระดับหนึ่ง
ถึงกระนั้นก็ตาม เดี๋ยวนี้แนวโน้มที่จะเข้าทำนองคู่ที่ 10 ที่ฝ่ายชายมีอายุที่มากถึง 40 ปียิ่ง ๆ ขึ้น โดยเฉพาะคู่ที่ต้องทำงานนอกบ้านกันทั้ง 2 คน
7. คู่ที่ 13 ซึ่งเป็นคู่ตัวอย่างคู่สุดท้ายนี้ ผู้เขียนได้คำนึงถึงอายุของฝ่ายหญิงที่ไม่อยากให้สูงมากนัก เพราะว่าจะมีผลทางสรีระของผู้หญิงเองเป็นสำคัญในขณะเดียวกันคู่นี้ฝ่ายชายก็มีอายุที่มากถึง 70 ปีแล้วด้วย

หลังจากที่ผู้อ่านแต่ละคนได้อ่านข้อชี้แจงของผู้เขียนนี้แล้วจะคิดกันอย่างไรนั้น ไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่พึงกระทำได้

เพื่อให้ผู้อ่านมีความเข้าใจที่ตรงกันผู้เขียนจึงจะขอกล่าวถึงหลักการอนุมานนี้ดังที่ผู้เขียนใช้คำนวณหาตัวเลขอายุของชายและหญิงคู่ต่าง ๆ ประกอบไว้ด้วยดังนี้
1. ใช้อายุของฝ่ายชายที่มีหน่วย คือ ปีเป็นหลัก
2. เอา 2 หารอายุของฝ่ายชายซึ่งกำหนดเป็นหลักตามข้อ 1.
หรือเรากล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ครึ่งหนึ่งของอายุของฝ่ายชาย
3. เอา 7 บวกค่าที่ได้ตามข้อ 2. นั้นก็จะเป็นอายุของฝ่ายหญิงที่มีหน่วยเป็นปี
อนึ่ง เราสามารถกล่าวอย่างกะทัดรัดได้ดังนี้
อายุเป็นปีของฝ่ายหญิงเท่ากับกึ่งหนึ่งของอายุเป็นปีของฝ่ายชายที่บวกด้วย 7
ผู้อ่านจึงควรคำนวณทดสอบอายุของคู่ต่าง ๆ ที่ผู้เขียนยกตัวอย่างไว้แล้วนั้น
นอกจากนี้ สำหรับผู้อ่านซึ่งชอบรับรู้ในลักษณะของความสัมพันธ์อันหนึ่งก็จะสามารถพิจารณาจากความสัมพันธ์อันหนึ่งดังนี้
สมมติ ชายคนหนึ่งมีอายุ M ปีหญิงคนหนึ่งซึ่งจะแต่งงานด้วยภายใต้ภาวะของการอนุมานอันนี้จะเป็น F ปีดังนี้
กล่าวคือ F = [1/2] M + [7] ปี
ถ้าชายคนหนึ่งมีอายุ 30 ปีอายุของหญิงคนหนึ่งที่จะแต่งงานด้วย คือ 22 ปี
ดังนั้น นัยว่าผู้ชายเป็นผู้ที่คิดหลักของการอนุมานอันนี้
จึงดูเหมือนว่า จะเอื้อต่อฝ่ายชายฉะนี้
อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ผู้เขียนขอไม่ออกความเห็น

สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
11 มกราคม 2554