Archive from February, 2011

สะพานเชื่อมโยง

Feb 17, 2011 by     Comments Off on สะพานเชื่อมโยง    Posted under: Astronomy, Physics, Uncategorized

สะพานเชื่อมโยง
การปฏิบัติการตามโครงการเมอร์คิวรีที่สำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดีเป็นดังนี้
1. ในการขึ้นสู่อวกาศครั้งหนึ่ง ๆ นั้นมีนักบินอวกาศเพียงคนเดียว
2. การบินแบบโพรเจกไทล์ 2 ครั้งโดยไม่เข้าสู่วงโคจรวงใดวงหนึ่ง
3. การโคจรรอบโลก 4 ครั้ง
ทั้งนี้ครั้งสุดท้ายนักบินอวกาศอยู่ในวงโคจรวงหนึ่ง ๆ ที่มากสุดถึง 22 รอบ
4. จากสถิติตามโครงการเมอร์คิวรีดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์ดังนี้
มนุษย์อวกาศมีความอดทนต่อสภาวะของการออกสู่อวกาศและกลับคืนสู่โลกอย่างปลอดภัย
มนุษย์อวกาศสามารถดำรงชีวิตภายใต้สภาวะไร้น้ำหนักได้เป็นเวลานาน
โดยที่สมรรถภาพในการทำงานไม่ลดลงแต่ประการใด
ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลอื่นใดที่จะยับยั้งโครงการขึ้นสู่อวกาศขอสหรัฐฯ ตามโครงการอื่น ๆ ลำดับต่อไป
ทั้งนี้โครงการต่อไปดังกล่าวนี้ คือ โครงการเจมินีโครงการหนึ่ง
โครงการเจมินีหรือโครงการคนคู่โครงการหนึ่งนี้องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2504
ทั้งนี้โครงการเจมินีโครงการนี้มีนักบินอวกาศ 2 คน
อนึ่ง เจมินีเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นตามชื่อของกลุ่มดาวฤกษ์คนคู่กลุ่มหนึ่ง
โดยที่กลุ่มดาวฤกษ์กลุ่มนี้มีดาวฤกษ์สว่าง 2 ดวงเป็นจุดเด่นดังนี้
กล่าวคือ คาสเตอร์ดวงหนึ่งและพาลลักซ์อีกดวงหนึ่ง
โครงการเจมินีโครงการนี้องค์การนาสามีจุดประสงค์ที่จะขยายประสบการณ์จากโครงการเมอร์คิวรีโครงการนั้นให้ก้าวหน้าและกว้างขวางยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ต้องการฝึกฝนนักบินอวกาศของสหรัฐฯ ให้มีสมรรถนะที่เพียงพอแก่การเดินทางไปยังเทห์ฟ้าอื่น ๆ ในเอกภพตามโครงการขั้นต่อไปดังนี้
กล่าวคือ โครงการอะพอลโลโครงการหนึ่งที่มีจุดหมายปลายทางที่ดวงจันทร์ซึ่งเป็นดาวบริวารดวงเดียวของโลกและเดินทางกลับมายังโลกอย่างปลอดภัย
ทั้งนี้จุดมุ่งหมายดังกล่าวนี้นับว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่ง
โดยเป็นสิ่งที่เกินความคาดฝันของคนทั่วไป
ทั้งนี้น้อยคนนักที่จะคิดว่ามนุษย์โลกจะสามารถทำเป็นผลสำเร็จได้ตามความปรารถนานี้ โดยอาจเป็นเพียงจินตนาการเชิงนิยายอวกาศเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ โครงการเจมินีโครงการนี้จึงเป็นก้าวที่ 2 ที่สำคัญยิ่งอีกก้าวหนึ่งของการบินอวกาศของสหรัฐฯ ที่เปรียบประหนึ่งเป็นสะพานเชื่อมโยงโครงการแรกโครงการหนึ่ง คือ โครงการเมอร์คิวรีโครงการนั้นกับโครงการอะพอลโลอีกโครงการหนึ่งที่อาจเรียกได้ดังนี้
“โครงการพิชิตดวงจันทร์โครงการหนึ่งที่เป็นก้าวที่ 3 อันสำคัญสุดยอดในขณะนั้น”
ในระยะเริ่มแรกของการเดินทางขึ้นสู่อวกาศของมนุษย์โลกวงการแพทย์ต่างวิตกต่อผลกระทบที่มีต่อนักบินอวกาศดังนี้
เมื่อนักบินอวกาศต้องอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักซึ่งแตกต่างจากสภาวะปกติบนโลกของทุกคนอย่างมากเป็นเวลานานจึงเกรงว่าจะมีผลกระทบในทางที่ไม่ดีดังนี้
การหมุนเวียนของโลหิต
การทำงานของระบบอวัยวะภายในร่างกายระบบหนึ่ง ๆ
การทำงานของระบบประสาทที่เปรียบประหนึ่งได้กับกองบัญชาการของร่างกายระบบหนึ่ง
การเปลี่ยนแปลงต่อโครงสร้างของร่างกายของแต่ละคน
และผลกระทบต่อกรรมพันธุ์ของมนุษย์อวกาศในที่สุด
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลเชิงสถิติของกรณีต่าง ๆ ดังกล่าวนั้นที่ได้จากการตรวจสมรรถนะของนักบินอวกาศทั้งโครงการเมอร์คิวรีโครงการหนึ่งและโครงการเจมินีอีกโครงการหนึ่งดังที่กล่าวถึงในตอนนี้ความวิตกของวงการแพทย์ตามที่กล่าวนั้นก็ลดลงและปราศจากข้อสงสัยในที่สุด
23 มีนาคม 2508
มนุษย์อวกาศ 2 คนชุดแรกของโครงการเจมินีโครงการนี้ได้ทะยานขึ้นจากแหลมเคนเนดีสู่ห้วงเวหาภายใต้แรงขับดันของจรวดไทแทน 2 ลำหนึ่ง
ทั้งนี้มนุษย์อวกาศ 2 คนดังกล่าวมีดังนี้
เวอร์จิล กริสสอมที่ทำหน้าที่เป็นนักบินบังคับการคนหนึ่ง
และจอห์น ยังที่เป็นนักบินผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง
อนึ่ง จรวดไทแทน 2 ลำนี้มี 2 ท่อนดังนี้
โดยที่ท่อนแรกนั้นมีแรงขับดันที่เทียบเท่าแรงฉุดของม้ามากถึง 7 ล้านตัว
ส่วนท่อนที่ 2 นั้นเป็นยานอวกาศลำหนึ่ง คือ เจมินี 3 ลำหนึ่งที่มีชื่อเล่นดังนี้กล่าวคือ “มาลลี บราวน์”
ทั้งนี้ยานอวกาศลำนี้ทำหน้าที่ดังนี้
เป็นยานพาหนะในการเดินทาง
เป็นที่ปฏิบัติภารกิจ
และเป็นที่พักอาศัยรวมทั้งเป็นที่หลับนอนของนักบินอวกาศทั้ง 2 คน
อนึ่ง มาลลี บราวน์มีสมบัติดังนี้
สูง 11.5 ฟุตหรือประมาณ 2 เท่าของความสูงของคนไทย 1 คน
กว้าง 7.5 ฟุตที่มีขนาดประมาณได้กับห้องนอนห้องหนึ่งโดยทั่วไป
มวล 7 พันปอนด์หรือเทียบเท่ากับข้าวสารประมาณ 25 กระสอบ
ทั้งนี้ความสำเร็จของนักบินอวกาศทั้ง 2 คนและยานมาลลี บราวน์ลำนี้ในวงโคจรรอบโลกวงหนึ่ง ๆ นับว่าเป็นการประเดิมชัยที่สำคัญของการส่งยานคนคู่ลำหนึ่งขึ้นสู่วงโคจรรอบ ๆ โลกอย่างสวยหรู
อนึ่ง ระหว่างการโคจรรอบโลก 3 รอบนักบินอวกาศ 2 คนดังกล่าวนี้ได้ฝึกบังคับยานมาลลี บราวน์ลำนั้นดังนี้
เปลี่ยนวิถีวงโคจรวงหนึ่ง ๆ
พัฒนาเทคนิกการนัดพบกับยานอวกาศลำอื่น ๆ
และศึกษากรรมวิธีต่อติดกับยานอวกาศลำอื่น ๆ ด้วย
ทั้งนี้การปฏิบัติภารกิจดังกล่าวนี้ต้องใช้จรวดเล็ก ๆ 32 ลูกด้วยกัน
มิถุนายน 2508
นักบินอวกาศ 2 คน คือ เจมส์ แมกดิวิตและเอ็ดเวิร์ด ไวท์ขึ้นสู่วงโคจรรอบโลกวงหนึ่ง ๆ ในยานอวกาศเจมินี 4 ลำหนึ่งเป็นเวลานานถึง 4 วัน
โดยที่นักบินอวกาศไวท์คนนั้นได้ออกปฏิบัติภารกิจนอกยานอวกาศลำดังกล่าวนาน 20 นาที
ทั้งนี้ ณ ตอนนั้นนักบินอวกาศไวท์คนนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นดาวเทียมดวงหนึ่งที่โคจรรอบโลกพร้อม ๆ กันกับยานอวกาศเจมินี 4 ลำนั้นด้วย
สิงหาคม 2508
กอร์ดอน คูแปอร์และชาร์ลส์ คอนราดได้อยู่ในวงโคจรกับยานอวกาศเจมินี 5 ลำหนึ่งนานถึง 8 วันและวนรอบโลกถึง 120 รอบ
ทั้งนี้เป็นสถิติของการบินในอวกาศที่ยาวนานสุด
อนึ่ง พฤติกรรมดังกล่าวสื่อความหมายดังนี้
กล่าวคือ มนุษย์มีความทนทานต่อสภาวะนอกโลกเป็นเวลาที่ยาวนานมากพอต่อการเดินทางไปดวงจันทร์และกลับคืนสู่โลกอย่างปลอดภัย
ด้วยเหตุนี้ จึงต่างมีความเชื่อมั่นกันดังนี้
“มนุษย์จะสามารถเดินทางไปพิชิตดวงจันทร์ได้ในเร็ววัน”
ธันวาคม 2508
แฟรงค์ บอร์แมนและเจมส์ โลเวลล์ขึ้นสู่อวกาศในยานอวกาศเจมินี 7 ลำหนึ่ง
ทั้งนี้นักบินอวกาศ 2 คนนี้อยู่ในอวกาศนาน 14 วัน
โดยเป็นช่วงเวลาที่นานสุดของการอยู่ในอวกาศสำหรับโครงการเจมินีโครงการนี้
อย่างไรก็ตาม นักบินอวกาศคู่นี้ตกอยู่ในเวลาวิกฤติอย่างตื่นเต้น ณ ตอนหนึ่งดังนี้
กล่าวคือ ณ ขณะที่ยานอวกาศเจมินี 7 ของเขานั้นมียานอวกาศเจมินี 6 อีกลำหนึ่งที่มีนักบินอวกาศ 2 คน คือ วอลเตอร์ เชียร์ราและทอมมัส สแทฟฟอร์ดเป็นผู้บังคับกำลังไล่กวดอยู่
ในที่สุด ยานอวกาศ 2 ลำนี้ก็อยู่ห่างกันแค่เอื้อม ณ ระยะห่างประมาณ 1 ฟุต
มีนาคม 2509
เนียล อาร์มสตรองและเดวิด สก็อตเป็นนักบินอวกาศ 2 คนแรกที่สร้างประวัติของการต่อติดยานอวกาศเจมินี 8 ลำหนึ่งเข้ากับจรวดอะเจนาลำหนึ่งซึ่งเป็นเป้าหมายของการต่อติดในลักษณะของดาวเทียมดวงหนึ่งเป้าหมายหนึ่ง ณ ตอนนั้น
มิถุนายน 2509
ทอมมัส สแทฟฟอร์ดและยูกีน เชอร์แนนขึ้นโคจรสู่อวกาศกับยานอวกาศเจมินี 9- เอแล้วกลับลงมาได้อย่างแม่นยำ
กรกฎาคม 2509
จอห์น ยังและไมเคิล คอลลินส์ได้ควบคุมยานอวกาศเจมินี 10 ลำหนึ่งเข้าหาจุดนัดพบที่เป็นเป้าหมายอีกเป้าหมายหนึ่งเป็นผลสำเร็จได้อย่างดียิ่ง
กันยายน 2509
ยานอวกาศเจมินี 11 ลำหนึ่งขึ้นสู่วงโคจรรอบโลกวงหนึ่ง ๆ โดยมีนักบินอวกาศ 2 คน คือ ชาร์ลส์ คอนราดและริชาร์ด กอร์ดอนเป็นผู้บังคับยานอวกาศลำนี้ไปยังจุดนัดพบจุดหนึ่งเพื่อเข้าต่อติดกับจรวดอะเจนาลำหนึ่งที่ประพฤติตนเป็นเป็นดาวเทียมดวงหนึ่ง ณ ตอนนั้น
พฤศจิกายน 2509
การขึ้นสู่อวกาศครั้งนี้เป็นปฏิบัติการครั้งสุดท้ายของโครงการเจมินีโครงการนี้
โดยมีจุดประสงค์สำคัญหลักเพิ่มขึ้นจากของทุกครั้งที่ผ่านมาของโครงการเจมินีโครงการดังกล่าวดังนี้
กล่าวคือ ต้องปฏิบัติการทั้งการนัดพบเพื่อต่อติดเหมือนครั้งก่อน ๆ ประการหนึ่ง
แต่ที่สำคัญสุดในครั้งนี้ คือ ต้องทำภารกิจของการปลดออกด้วยอีกประการหนึ่ง
นักบินอวกาศ 2 คนซึ่งขึ้นไปกับยานอวกาศเจมินี 12 ลำหนึ่งในครั้งนั้น คือ เจมส์ โลเวลล์และเอ็ดวิน แอลดริน
ทั้งนี้นักบินอวกาศ 2 คนดังกล่าวต้องต่อติดกับจรวดอะเจนา-ดีลำหนึ่ง
ต่อจากนั้น ก็ต้องสามารถปลดออกได้ด้วยดังกล่าวแล้วนั้น
อนึ่ง เพื่อความมั่นใจที่จะดำเนินการปฏิบัติการตามโครงการส่งนักบินอวกาศขึ้นพร้อมกันโครงการหนึ่ง ๆ แอลดรินยังได้ออกปฏิบัติภารกิจนอกยานอวกาศเจมินี 12 ลำนี้เป็นเวลาที่นานถึง 2 ชั่วโมง 9 นาที
ณ ขั้นนี้เป็นที่ยอมรับกันดังนี้
“ปฏิบัติการส่งท้ายโครงการเจมินีโครงการนี้สำเร็จอย่างดียิ่ง”
ทั้งนี้โครงการเจมินีโครงการนี้ใช้เวลาทั้งสิ้น 20 เดือน
ใช้งบประมาณที่มากถึง 2 หมื่น 8 พันล้านบาท ณ ขณะนั้น
ผู้อ่านลองคิดว่า “เฉพาะโครงการเจมินีโครงการเดียวก็ใช้เงินมากฉะนี้”
นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมว่า ณ ตอนนั้นเกิดขึ้นเมื่อประมาณมากกว่า 45 ปีมาแล้ว
อนึ่ง ผู้เขียนมีข้อคิดประการหนึ่ง ๆ ดังนี้
“ประเทศเล็ก ๆ อย่างประเทศไทยของเรานั้นจะมีเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวยเพื่อทำโครงการใหญ่ ๆ สักโครงการหนึ่งเช่นนั้นหรือ”
นี่คือ คำตอบประการหนึ่งที่คนไทยจำนวนไม่น้อยที่มีความรู้ความสามารถและได้ไปศึกษาในประเทศที่ก้าวหน้า ณ ประเทศต่าง ๆ แต่เมื่อกลับมายังประเทศไทยแล้วเราก็ไม่สามารถทำอะไรที่ก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศใหญ่ ๆ เหล่านั้นได้
ดังนั้น วิชาที่เกี่ยวกันนี้ เช่น ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์อวกาศ และวิชาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านอวกาศก็เป็นเพียงการศึกษาเพื่อประดับความรู้ของเราเท่านั้น
หาได้อำนวยประโยชน์ในด้านการค้นคว้าแต่ประการใด
ทั้งนี้ผู้เขียนเป็นผู้หนึ่งที่เคยศึกษาดาราศาสตร์ก็มีความเห็นดังนี้
ประเทศไทยมีแต่นักดาราศาสตร์สมัครเล่นเท่านั้น
หาได้มีนักดาราศาสตร์ที่แท้จริงไม่
โดยที่กิจกรรมทางดาราศาสตร์ของเราในปัจจุบันนี้ไม่แตกต่างไปจากสิ่งที่เราเคยทำกันมาเมื่อมากกว่า 50 ปีมาแล้ว
อย่างไรก็ตาม ถ้าทำใจได้และคิดดังนี้
“เราทำเท่าที่เราทำได้ดีกว่าที่เราจะไม่ทำอะไรเลย”

รศ.สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
http://www.vcharkarn.com/sompongse
17 กุมภาพันธ์ 2554

เรื่องของบัวตูมตอนที่ 3

Feb 14, 2011 by     Comments Off on เรื่องของบัวตูมตอนที่ 3    Posted under: Uncategorized

เรื่องของบัวตูมตอนที่ 3
นิยายเรื่องของบัวตูมเรื่องนี้เป็นนิยายที่อิงชีวิตจริงของหญิงสาวชนบทคนหนึ่งที่ศึกษาปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยของรัฐฯ ในชนบทแห่งหนึ่งเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ชื่อของบุคคลคนหนึ่ง ๆ และของสถานที่แห่งหนึ่งเป็นชื่อสมมุติทั้งสิ้น
ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ทั้ง ๆ ที่ผู้เขียนมีเจตนาสะท้อนในทางที่ดี
อีกทั้งคาดหวังว่า “นิยายอิงชีวิตจริงเรื่องนี้จะช่วยให้นักศึกษาวิทยาศาสตร์คนใดคนหนึ่งในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดแห่งใดแห่งหนึ่งที่มีความรู้สึกท้อแท้ต่อการศึกษาจะได้มีพลังและอาจจะใช้เป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจ”
อนึ่ง การศึกษาให้ผลที่งดงามเสมอ
โดยบางทีเราอาจจะต้องรอเวลาบ้าง
จากตอนที่ 2 นั้นบัวตูมเริ่มงานแรกในฐานะพนักงานขายเครื่องมือวิทยาศาสตร์
ทั้งนี้ประเด็นที่บัวตูมได้งานชิ้นแรกโดยง่ายนั้นเป็นดังนี้
บัวตูมมีแววตาและจิตใจของความเชื่อมั่นในการทำงานอย่างเต็มเปี่ยม
หรืออาจจะกล่าวว่า “บัวตูมเป็นนักสู้คนหนึ่งก็ย่อมได้”
ดังนั้น จึงสะท้อนเป็นที่ประจักษ์ดังนี้
ตราบใดที่เรามีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงโอกาสย่อมเป็นของเราเสมอ
อนึ่ง เราต้องก้าวสู่โอกาสโดยไม่รอให้โอกาสก้าวมาหาเรา
ทั้งนี้ผู้ที่มีพื้นฐานการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ย่อมมีพื้นฐานที่ดีในการเผชิญชีวิตในทุกกรณีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
จงใช้ทุนเดิมที่เป็นผลจากการศึกษาวิทยาศาสตร์ให้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง
เปรียบประหนึ่งเป็นบัวตูมคนต่อ ๆ ไปฉะนี้
หน้าที่สำคัญประการแรกของพนักงานขายทุก ๆ คนเป็นดังนี้
“ต้องทำยอดขายให้บรรลุเกินเป้าหมายที่ทางบริษัทกำหนด”
หาไม่แล้วก็จะไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งหน้าที่นี้ต่อไปได้
ดังนั้น ในช่วงที่บัวตูมทำหน้าที่ดังกล่าวจึงต้องทำทุกทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น โดยที่จำเป็นต้องสรรหาสินค้าอื่น ๆ เพื่อตอบสนองต่อลูกค้าคนใดคนหนึ่ง
ถึงแม้มีความขลุกขลักบ้าง แต่บัวตูมก็สามารถแก้ปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้
ในที่สุด จุดแปรผันของชีวิตของบัวตูมก็เกิดขึ้น
ทั้งนี้บัวตูมได้รับแจ้งดังนี้
บัวตูมผ่านการสอบเข้ารับราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ทางห้องปฏิบัติการของหน่วยงานในกระทรวงของรัฐฯ กระทรวงหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งดังกล่าวก็มีขอบเขตของความก้าวหน้าอันจำกัด
บัวตูมจึงต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรดี
ในที่สุด บัวตูมก็ตัดสินใจเข้ารับราชการ ณ ที่นั้นเพื่อว่าตนเองจะได้ใช้ความรู้และความสามารถตามที่ได้ศึกษามา
โดยที่คาดว่าน่าจะมีความมั่นคงในหน้าที่การงานระดับหนึ่ง
จากความตั้งใจในหน้าที่การงานและประกอบกับพื้นฐานของการศึกษาในระดับปริญญาตรีบัวตูมได้มีโอกาสศึกษาในระดับสูงขึ้น ๆ สู่ปริญญาโทอย่างเหนื่อยล้าและท้อใจแต่บัวตูมก็ไม่ท้อถอย
ในที่สุด บัวตูมก็สำเร็จปริญญาโททางวิทยาศาสตร์
อย่างไรก็ตาม บัวตูมมีความหวังที่สูงกว่านั้น
ทั้งนี้บัวตูมปรารถนาต้องการศึกษาให้สูงสุด
ทั้ง ๆ ที่ตามศักยภาพแล้วคงมีน้อยคนนักที่คิดว่าบัวตูมจะสามารถทำได้
ถึงจะแกร่งสักเพียงใดบัวตูมก็เป็นเพียงหญิงสาวคนหนึ่ง
ดังนั้น บัวตูมต้องร้องไห้ครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่เมื่อคราบน้ำตาจางหายไป
พลังก็ยิ่งบังเกิดแก่บัวตูมเป็นทวีคูณ
ณ วันหนึ่งบัวตูมก็ยิ้มได้อย่างภาคภูมิ
วันนั้น คือวันที่บัวตูมเข้ารับพระราชทานปริญญาเอกทางวิทยาศาสตร์สมดังความปรารถนา
ตอนนั้นนางสาวบัวตูม คือ
ดร.บัวตูมที่ไม่ใช่บัณฑิตวิทยาศาสตร์ที่ต่ำต้อยอีกต่อไป
ดร. บัวตูมปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพสมกับเป็นหญิงแกร่งคนหนึ่งทีเดียว
ไม่เพียงเท่านี้บัวตูมยังเป็นข้าราชการดีเด่นคนหนึ่งของประเทศไทย
โดยที่มีข้าราชการจำนวนน้อยที่ได้รับเกียรติดังกล่าวนี้
นิยายอิงชีวิตจริงของบัวตูมซึ่งเป็นหญิงสาวแกร่งจากชนบทคนหนึ่งก็จบลงฉะนี้
อนึ่ง ผู้เขียนปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่ต้องการให้เรื่องของบัวตูมที่ผู้เขียนเรียบเรียงขึ้นโดยอิงชีวิตจริงของหญิงสาวชนบทคนหนึ่งซึ่งเข้ามาเผชิญชีวิตเพียงลำพังในกรุงเทพฯ เป็นตัวอย่างและเป็นพลังแก่บัณฑิตคนใดคนหนึ่งไม่ว่าสถาบันใดก็ตาม
ทั้งนี้ทุกคนมีโอกาสที่ดีด้วยกันทั้งสิ้น
ตราบเท่าที่ทุกคนมีพลังและจิตใจที่เข้มแข็ง
ชีวิตนี้เป็นของตัวของเราเอง
เราเท่านั้นจะเป็นผู้ที่กำหนดชะตาชีวิตของตนเอง
ขอให้มีความมุ่งมั่น อดทน เข็มแข็ง และตั้งใจจริงเหมือนกับ ดร. บัวตูมคนนี้
แล้วทุกคนจะประสบความสำเร็จในชีวิตและมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานดังที่ทุกคนปรารถนาทุกประการ
ด้วยความปรารถนาดีจากใจจริง
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
http://www.vcharkarn.com/sompongse
14 กุมภาพันธ์ 2554

เรื่องของบัวตูมตอนที่ 2

Feb 13, 2011 by     Comments Off on เรื่องของบัวตูมตอนที่ 2    Posted under: Uncategorized

เรื่องของบัวตูมตอนที่ 2
นิยายเรื่องของบัวตูมเรื่องนี้เป็นนิยายที่อิงชีวิตจริงของหญิงสาวชนบทคนหนึ่งที่ศึกษาปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยของรัฐฯ ในชนบทแห่งหนึ่งเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ชื่อของบุคคลคนหนึ่ง ๆ และของสถานที่แห่งหนึ่งเป็นชื่อสมมุติทั้งสิ้น
ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ทั้ง ๆ ที่ผู้เขียนมีเจตนาสะท้อนในทางที่ดี
อีกทั้งคาดหวังว่า “นิยายอิงชีวิตจริงเรื่องนี้จะช่วยให้นักศึกษาวิทยาศาสตร์คนใดคนหนึ่งในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดแห่งใดแห่งหนึ่งที่มีความรู้สึกท้อแท้ต่อการศึกษาจะได้มีพลังและอาจจะใช้เป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจ”
อนึ่ง การศึกษาให้ผลที่งดงามเสมอ
โดยบางทีเราอาจจะต้องรอเวลาบ้าง
จากตอนแรกนั้นบัวตูมเดินทางไปสมัครเป็นพนักงานขายเครื่องมือวิทยาศาสตร์กับบริษัทแห่งหนึ่งที่อยู่แถวถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ ตามที่ลงประกาศในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง
ด้วยแววตา วาจา และท่าทางที่แสดงออกถึงความเชื่อมั่นอันเป็นผลจากสมบัติประจำของชาวชนบทคนใดคนหนึ่งและผลจากการศึกษาตามกระบวนการเรียนการสอนทางวิทยาศาสตร์
บริษัทแห่งนี้จึงตัดสินใจรับนางสาวบัวตูมเป็นพนักงานขายของบริษัททันที
ทั้งนี้ทางบริษัทได้มอบหมายให้บัวตองเริ่มทำงานในวันรุ่งขึ้น
โดยที่ทางบริษัทได้กำหนดพนักงานขายพี่เลี้ยงคนหนึ่งแก่บัวตูม
ทั้งนี้พนักงานขายพี่เลี้ยงของบัวตูมคนนี้ได้เริ่มการแนะนำแก่บัวตูมในวันนั้น
อีกทั้งได้นัดหมายบัวตูมที่บริษัทในตอนเช้าของวันเริ่มงานดังกล่าวด้วย
วันนั้นบัวตูมเดินทางกลับหอพักด้วยหัวใจที่พองโต
โดยที่บัวตูมได้งานทำแล้วนั่นเอง
ถึงแม้ว่างานที่ได้นี้อาจจะไม่ตรงตามการศึกษาได้เรียนมาโดยตรง
อีกทั้งบางคนยังคิดว่าเป็นงานที่ต่ำต้อย
แต่นั่นไม่อยู่ในความคิดของบัวตูมเลย
ตรงกันข้าม บัวตูมกลับคิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
อย่างน้อยตัวเองจะได้รู้จักวิธีการทำงานที่ต้องต่างไปจากการเป็นเพียงนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ตัวเองเคยมีประสบการณ์มา
อีกทั้งงานที่ได้ทำนี้จะเป็นโอกาสอันดียิ่งที่บัวตูมจะได้พบปะกับบุคคลในแวดวงมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ๆ หน่วยงานราชการ และบริษัทใหญ่อื่น ๆ อย่างกว้างขวางด้วย
คืนนั้นบัวตูมนอนหลับไม่สนิทนัก
ทั้งนี้คงเป็นเพราะความกังวลและตื่นเต้นต่อการเริ่มงานในวันรุ่งขึ้นนั่นเอง
บัวตูมตื่นขึ้นแต่เช้าและพร้อมที่จะออกเดินทางไปยังบริษัทแห่งนั้นตามที่ได้นัดหมายกับพนักงานขายพี่เลี้ยงไว้เมื่อวานนี้
อนึ่ง บัวตูมตระหนักดีว่า “การตรงต่อเวลานัดหมายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งแก่ผู้ที่จะปฏิบัติหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในฐานะพนักงานขายใหม่อย่างบัวตูมนี้จะไม่มีข้ออ้างแม้เพียงน้อยนิด”
ทั้งนี้บัวตูมยังรู้เป็นอย่างดีว่าการจราจรในเมืองกรุงนั้นค่อนข้างติดขัด
โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนอย่างตอนเช้า ๆ นั้น
อ้อ เหมือนเช่นเคย คือ บัวตูมไม่ได้สนใจอาหารมื้อเช้าเลย
วันแรกของการทำงานทางบริษัทไม่ได้กำหนดให้บัวตูมแนะนำเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์โดยตรงแก่สถานที่ที่จะไปติดต่อแห่งหนึ่ง ๆ
ทั้งนี้บริษัทตระหนักดีว่า “เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่มีราคาแพงนั้นจะต้องตรงตามจุดประสงค์ของผู้ใช้ อีกทั้งโดยปกติหน่วยราชการหน่วยหนึ่ง ๆ ต้องตั้งงบประมาณและกำหนดสมบัติของเครื่องมือเครื่องต่าง ๆ ไว้ก่อนแล้วด้วย ดังนั้น จึงไม่ใช่ของง่ายที่จะให้พนักงานขายใหม่ไปเจรจากับผู้ใดผู้หนึ่งอย่างหวังผล โดยมักต้องได้รับการปฏิเสธและย่อมต้องเกิดความท้อแท้อย่างแน่นอน”
ดังนั้น สินค้าชิ้นแรกที่บัวตูมได้รับการมอบหมายจากบริษัทเป็นการเริ่มต้น คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าชิ้นหนึ่งที่รู้จีกกันในนามว่า “แผ่นร้อนไฟฟ้า”
ทั้งนี้นอกจากจะใช้ได้ทั่วไปแล้ว
อุปกรณ์ไฟฟ้าชิ้นนี้ก็ยังมีราคาที่อยู่ในวิสัยที่คนทั่วไปพอรับได้ คือ ประมาณ 500 บาทในตอนนั้น
สถานที่แห่งแรก ๆ ที่บริษัทแนะนำแก่บัวตูม คือ สถานที่ราชการแห่งใดแห่งหนึ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยแห่งใดแห่งหนึ่ง
บัวตูมจึงเลือกเดินทางไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดยที่อยู่ไม่ไกลจากบริษัทนัก
อีกทั้งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศ
แน่นอนที่สุด คือ บัวตูมมีจุดมุ่งหมายที่คณะวิทยาศาสตร์
ทั้งนี้เนื่องจากบัวตูมเป็นบัณฑิตวิทยาศาสตร์คนหนึ่งจึงมีความเชื่อเป็นพื้นฐานว่าตัวเองนั้นน่าจะติดต่อกับบุคลากรในแวดวงวิทยาศาสตร์ได้อย่างเหมาะสม
บัวตูมพบกับนักงานวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง
แต่พนักงานวิทยาศาสตร์คนนั้นไม่สนใจแผ่นร้อนไฟฟ้าที่บัวตูมแนะนำนั้น
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าบัวตูมเริ่มใจเสียบ้างเล็กน้อย
แต่ก็ได้แสดงความขอบคุณต่อพนักงานวิทยาศาสตร์คนนั้น
ในขณะเดียวกัน ได้ขอคำแนะนำอาจารย์คนใดคนหนึ่งที่บัวตูมจะสามารถติดต่อได้โดยที่อาจารย์ผู้นั้นจะเป็นผู้ที่มีเจตนาอันดี
บัวตูมรีบไปขอพบอาจารย์ผู้นั้นตามคำแนะนำของพนักงานวิทยาศาสตร์คนนี้ในทันทีด้วยความหวังว่า “น่าจะประสบความสำเร็จ”
นับว่าเป็นจังหวะที่ดีของบัวตูม ณ ตอนนั้น
ทั้งนี้อาจารย์คนดังกล่าวอยู่ในห้องทำงาน ณ ขณะนั้น
คงเป็นเพราะสื่งต่าง ๆ ที่ประจวบกันดังนี้
กล่าวคือ บุคลิก กิริยา ท่าทาง และความตั้งใจจริงของบัวตูม โดยประกอบกับเจตนาที่ดีและอุปนิสัยที่นิยมช่วยเหลือแก่ผู้อื่นเท่าที่สามารถกระทำได้ของอาจารย์คนนั้น
ดังนั้น อาจารย์คนนั้นจึงซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าชิ้นนั้นด้วยความเต็มใจ
ถึงแม้ว่าบัวตูมยังไม่ได้เริ่มต้นแนะนำและขายสินค้าวิทยาศาสตร์ที่ตรงตามเจตนาที่แท้จริงของบริษัท แต่การเริ่มต้นที่บัวตูมได้รับการตอบสนองเช่นนั้นย่อมก่อให้เกิดพลังอย่างยิ่ง
ณ ตอนนั้นบัวตูมเริ่มมีความเชื่อมั่นยิ่ง ๆ ขึ้น
ทั้งนี้น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีต่อบัวตูมในการเผชิญชีวิตในเมืองหลวงตามลำพัง
อีกทั้งเป็นการเติมพลังเพื่อให้ก้าวหน้าต่อไปในชีวิตการงานของบัวตูม
ถ้าผู้อ่านคนใดสนใจชีวิตของบัวตูมตามที่ผู้เขียนนำเสนอเชิงชี้แนะแก่ผู้หนึ่งผู้ใดที่กำลังจะสำเร็จการศึกษาไม่ว่าจากสถานศึกษาแห่งใดแห่งหนึ่งนี้และปรารถนาอยากจะรู้ถึงอนาคตการดำเนินชีวิตของบัวตูมคนนี้
ได้โปรดแสดงความคิดเห็น
ทั้งนี้ผู้เขียนจะได้ใช้เป็นข้อมูลเสริมบางประการในการนำเสนอเรื่องต่าง ๆ ตามที่ผู้อ่านโดยรวมสนใจติดตามเป็นพิเศษ
ผู้เขียนขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
13 กุมภาพันธ์ 2554

บันไดขั้นแรกของสหรัฐฯ

Feb 12, 2011 by     Comments Off on บันไดขั้นแรกของสหรัฐฯ    Posted under: Astronomy, Physics, Uncategorized

บันไดขั้นแรกของสหรัฐฯ
ถ้าบันไดขั้นแรกไม่เกิดก็ไม่ต้องหวังที่จะมีบันไดขั้นต่อ ๆ ไป
นอกจากนั้น ภารกิจที่บันไดขั้นแรกนี้ต้องสำเร็จอย่างงดงามด้วย
หาไม่แล้วความท้อแท้ย่องบังเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นักบินอวกาศของสหรัฐอเมริกา 6 คนแรกผู้อาจเอื้อมพิชิตอวกาศโดยการเดิมพันด้วยชีวิตตามโครงการเมอร์คิวรีโครงการหนึ่งมีดังนี้
1. อะแลน บี เชปปาร์ด
2. เวอร์จิล ไอ กริสสอม
3. จอห์น เอช เกลนน์
4. เอ็ม สก็อต คาร์เพนเทอร์
5. วอลเตอร์ เอ็ม เชียร์รา
6. แอล กอร์ดอน คูเปอร์
21 กุมภาพันธ์ 2504 องค์การนาสาได้ประกาศดังนี้
จำนวน 3 ใน 7 คนของมนุษย์อวกาศฝึกหัดของสหรัฐฯ ตามโครงการเมอร์คิวรีโครงการนี้ได้สิ้นสุดการฝึกอบรมรอบสุดท้ายแล้วดังนี้
1. จอห์น เอช เกลนน์ซึ่งเป็นนักบินอวกาศวัย 39 ปีของสหรัฐฯ ชุดแรกนี้
2. เวอร์จิล ไอ กริสสอมวัย 35 ปีและสูง 5 ฟุต 7 นิ้ว
ทั้งนี้เป็นนักบินอวกาศที่เตี้ยสุด
3. อะแลน บี เชปปาร์ดวัย 37 ปี
5 พฤษภาคม 2504
23 วันหลังจากที่กาการินซึ่งเป็นมนุษย์อวกาศคนแรกของสหภาพโซเวียตขึ้นโคจรรอบโลกเป็นผลสำเร็จ
วันที่ 5 พฤษภาคม 2504 นี้เป็นวันแห่งการรอคอยของชาวโลกทั่วไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวโลกแห่งค่ายเสรีที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ
วันนั้นเป็นวันที่จรวดเรดสโตนลำหนึ่งได้ส่งแรงขับดันต่อแคปซูลอิสรภาพ 7 ลำหนึ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าท่ามกลางความระทึกใจของชาวโลกทั้งหลายที่ติดตามเหตุการณ์ครั้งนี้
แคปซูลอิสรภาพ 7 ลำนี้มีมนุษย์อวกาศคนหนึ่ง คือ เชปปาร์ดอยู่ภายในด้วย
ทั้งนี้เชปปาร์ดอยู่ในท่าครึ่งนั่งและครึ่งนอน
เราเชื่อได้เลยว่า ณ ตอนนั้นหัวใจของเชปปาร์ดต้องเต้นรัวระทึกราวกับกลองศึกอย่างแน่นอน
วันที่ 5 พฤษภาคม 2504 วันนี้เป็นวันที่สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จ
เชปปาร์ดประสบความสำเร็จในการพิชิตอวกาศดังที่คาดหวังไว้
ทั้งนี้เชปปาร์ดอยู่ในสภาพไร้น้ำหนัก 5 นาที
โดยที่เวลาของการเดินทางทั้งสิ้น 15 นาที
จริงอยู่ช่วงเวลาเพียง 15 นาทีอาจจะเป็นชั่วเวลาเพียงน้อยนิดประหนึ่งความรู้สึกเพียงชั่วการกระพริบตาของคนทั่ว ๆ ไป
อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลา 15 นาทีดังกล่าวนี้เป็นช่วงเวลาอันแสนตื่นเต้นสุด ๆ ของคนทุกคนเช่นกัน
ทั้งนี้เป็นช่วงเวลาของการรอคอยที่นานแสนนานปานประหนึ่งช่วงเวลาของอายุของเอกภพของเราสำหรับคนบนพื้นโลกทุกคนที่เฝ้าติดตามเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วยความรู้สึกที่สับสนระคนกับความกังวลอย่างที่สุด
อดีตประธานาธิบดีเคนเนดีของสหรัฐฯ ได้ติดตามเฝ้าดูการส่งมนุษย์อวกาศคนแรกของสหรัฐฯ ครั้งนี้ทางโทรทัศน์ ณ กรุงวอชิงตันด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้อดีตประธานาธิบดีเคนเนดีของสหรัฐฯ ได้ติดต่อแสดงความชื่นชมยินดีกับเชปปาร์ดในนาทีแรกที่มีโอกาส
ณ เวลาที่เชปปาร์ดกลับคืนสู่โลกอย่างปลอดภัย ณ แห่งหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก
อนึ่ง ครุสชอว์บซึ่งเป็นผู้นำแห่งสหภาพโซเวียตได้โทรเลขถึงเคนเนดีมีใจความดังนี้
“ชัยชนะของมนุษย์ที่มีต่ออวกาศครั้งล่าสุดครั้งนี้ย่อมเป็นแนวทางอันดียิ่งที่นำไปสู่ความก้าวหน้าทางด้านอวกาศโดยปราศจากขีดจำกัด”
21 กรกฎาคม 2504
77 วันหลังจากที่เชปปาร์ดประสบความสำเร็จขึ้นสู่อวกาศ
เวอร์จิล ไอ กริสสอมเป็นมนุษย์อวกาศคาที่ 2 ของสหรัฐฯ ที่พิชิตอวกาศเป็นผลสำเร็จ
ทั้งนี้กริสสอมขี้นไปกับแคปซูลเมอร์คิวรีลำหนึ่งที่มีสมญานามดังนี้
“ระฆังเสรีภาพ 7”
กริสสอมเดินทางเป็นเวลานาน 16 นาที
อยู่ในภาวะไร้น้ำหนัก 5 นาที
เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วมากกว่า 5 พันไมล์ต่อชั่วโมง
โดยที่เร็วกว่าอัตราเร็วของเชปปาร์ดประมาณ 180 ไมล์ต่อชั่วโมง
อนึ่ง เมื่อกริสสอมสิ้นสุดการเดินทางอย่างปลอดภัยก็ได้รับโทรศัพท์แสดงความชื่นชมยินดีจากอดีตประธานาธิบดีเคนเนดีเช่นเดียวกัน
โดยถือเป็นเกียรติอันสูงสุดที่ได้รับ
ทั้งนี้ทั้งเชปปาร์ดและกริสสอมต่างขึ้นสู่ห้วงอวกาศในช่วงเวลาที่เกือบเท่า ๆ กัน
โดยประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน
จึงเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นเป็นทวีคูณ
อย่างไรก็ตาม มนุษย์อวกาศทั้ง 2 คนยังไม่ได้เข้าสู่วงโคจรรอบโลกวงหนึ่งแต่ประการใด
ดังนั้น จึงเป็นความสำเร็จเบื้องต้นเท่านั้น
ขั้นต่อไปจึงเป็นภารกิจในการนำมนุษย์อวกาศเข้าสู่วงโคจรรอบโลกวงหนึ่ง ๆ ให้เป็นผลสำเร็จ
ถ้าสามารถกระทำได้จึงจะนับได้ว่า “เป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง”
ทั้งนี้โครงการ ณ ขั้นนี้จึงเป็นการส่งมนุษย์อวกาศ 3 คนขึ้นโคจรรอบโลกอย่างปลอดภัย
โดยที่มนุษย์อวกาศ 3 คนที่ได้รับเกียรติในโครงการดังกล่าวมีดังนี้
1. จอห์น เอช เกลนน์
2. เอ็ม สก็อต คาร์เพนเทอร์
3. วอลเตอร์ เอ็ม เชียร์รา
เช้าตรู่ของวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2505
จรวดแอตลาสลำหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ที่แหลมคานาเวอรัล
โดยมีแคปซูลมิตรภาพ 7 ลำหนึ่งต่อไว้ ณ ส่วนยอดด้วย
ณ เวลาที่กำหนดจอห์น เอช เกลนน์ที่อยู่ในชุดนักบินอวกาศอย่างครบครันก็เข้าไปอยู่ในแคปซูลมิตรภาพ 7 ลำนั้น
โดยพร้อมที่จะทะยานขึ้นสู่อวกาศและเข้าสู่วงโคจรรอบโลกวงหนึ่ง ๆ
ในที่สุด แคปซูลมิตรภาพ 7 รูประฆังลำนี้ก็นำจอห์น เกลนน์เข้าสู่วงโครจรรอบโลกวงหนึ่งเป็นผลสำเร็จ
ระหว่างที่เกลนน์โคจรตามวงโคจรวงหนึ่ง ๆ รอบโลก 3 รอบเกลนน์ได้ติดต่อกับสถานีติดตามภาคพื้นดินสถานีหนึ่ง ๆ ดังนี้
1. ได้มองเห็นอนุภาคเล็ก ๆ เรืองแสงสีเขียวและสีเหลืองที่มีขนาดเท่าหัวเข็มหมุดเคลื่อนที่ผ่านแคปซูลมิตรภาพ 7 ลำนี้ ณ ระยะห่างประมาณ 6 ฟุตถึง 7 ฟุตด้วยอัตราเร็วประมาณ 3 ถึง 5 ไมล์ต่อชั่วโมง
2. ณ ขณะที่ผ่านเหนือประเทศออสเตรเลียเกลนน์กล่าวด้วยอารมณ์ดีดังนี้
“แสงไฟฟ้าจากเมืองเพิร์ตที่เขามองนั้นเปรียบเสมือนประหนึ่งเป็นสัญญาณแห่งมิตรภาพอันสวยงามจากโลกมนุษย์”
อนึ่ง ในระหว่างที่เกลนน์กำลังโคจรรอบโลกรอบหนึ่ง ๆ ตามภารกิจของเขานั้น ณ ตอนหนึ่งอดีตประธานาธิบดีเคนเนดีได้ติดต่อแสดงความชื่นชมยินดี
ทั้งนี้ข้อความตอนหนึ่งมีใจความดังนี้
“เมื่อเราเริ่มต้นการค้นคว้าทางด้านอวกาศช้ากว่าประเทศอื่นเราตระหนักดีว่าเราต้องเดินทางอีกไกลเพื่อที่จะแข่งขันทางด้านอวกาศนี้ แต่เดี๋ยวนี้เราเองกำลังท่องอยู่ในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งใหม่ อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า สหรัฐอเมริกานั้นต้องสามารถแล่นเรือไปอยู่ในตำแหน่งที่ 2 จนกระทั่งบรรลุสู่ ณ ตำแหน่งแนวหน้าตำแหน่งหนึ่งได้ในที่สุด…”
24 พฤษภาคม 2505
เอ็ม สก็อต คาร์เพนเทอร์เป็นมนุษย์อวกาศสหรัฐฯ คนที่ 2 ที่โคจรรอบโลกรอบหนึ่ง ๆ โดยแคปซูลออโรรา 7 ลำหนึ่ง
คาร์เพนเทอร์โคจรตามวงโคจรวงหนึ่ง ๆ ครบรอบในช่วงเวลา 88.3 นาที
ทั้งนี้คาร์เพนเทอร์โคจรรอบ ๆ โลกเป็นเวลานานกว่า 4 ชั่วโมง
อนึ่ง ระหว่างที่คาร์เพนเทอร์กำลังโคจรในรอบที่ 2 นั้นได้กล่าวสนับสนุนถึงอนุภาคเล็ก ๆ คล้าย ๆ กับที่เกลนน์ได้รายงานมาก่อนหน้านั้น
อีกทั้งคาร์เพนเทอร์ก็ได้ถ่ายภาพอนุภาคเล็ก ๆ ดังกล่าวไว้ด้วย
นอกจากนี้ คาร์เพนเทอร์ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมดังนี้
“อนุภาคเล็ก ๆ นั้นน่าจะเป็นอนุภาคของน้ำค้างแข็งที่อยู่นอกแคปซูลออโรรา 7 ลำนี้ก็เป็นได้”
อนึ่ง เพื่อทดลองประสิทธิภาพในการมองเห็นสีต่าง ๆ ในอวกาศคาร์เพนเทอร์ได้ปล่อยบัลลูนลูกหนึ่ง ๆ ที่มีมีสีต่าง ๆ กันออกสู่ข้างนอกของแคปซูลออโรรา 7 ลำนี้
ทั้งนี้คาร์เพนเทอร์รายงานดังนี้
“สีที่มองเห็นได้ดีสุด คือ สีแสด”
คาร์เพนเทอร์เสร็จสิ้นภารกิจและกลับคืนสู่โลกอย่างปลอดภัยเช่นเดียวกับนักบินอวกาศของสหรัฐฯ ทุกคนก่อนหน้านั้น
3 ตุลาคม 2505
คือ วันขึ้นสู่อวกาศของนักบินอวกาศสหรัฐฯ ด้วยความเชื่อมั่นอีกครั้งหนึ่ง
ทั้งนี้วันนี้เป็นเพียงอีกวันหนึ่งของปี พ.ศ. 2505 ที่สหรัฐฯ ต้องการปิดโครงการของปีนี้อย่างสมบูรณ์เพื่อไม่ให้มีข้อกังขาอีกต่อไปสำหรับก้าวต่อ ๆ ไปของโครงการอวกาศโครงการใหม่ ๆ ที่จะตามมา
วอลเตอร์ เอ็ม เชียร์ราเป็นนักบินอวกาศของสหรัฐฯ คนสุดท้ายที่ขึ้นสู่วงโคจรรอบ ๆ โลกใน พ.ศ. 2505 นี้ด้วยแคปซูลซิกมา 7 ลำหนึ่ง
ทั้งนี้เชียร์ราโคจรตามวงโคจรรอบโลกด้วยอัตราเร็วถึง 17,550 ไมล์ต่อชั่วโมง
โคจรอยู่นานถึง 8 ชั่วโมง 45 นาที
โดยโคจรครบ 1 รอบทุก ๆ ช่วงเวลา 88.5 นาที
และโคจรรอบโลกถึง 6 รอบด้วยกัน
เนื่องจากความสำเร็จของการโคจรตามวงโคจรรอบโลกของนักบินอวกาศของสหรัฐฯ 2 ครั้งที่ผ่านมา
ดังนั้น การขึ้นสู่วงโคจรรอบโลกของเชียร์รานี้จึงเป็นเพียงการปิดประตูบานหนึ่งให้สนิทอย่างสมบูรณ์เท่านั้น
ทุกคนจึงเชื่อมั่นถึงความสำเร็จโดยไร้ข้อกังขาแต่ประการใด
ด้วยเหตุนี้ ผลที่ออกมาก็เป็นไปตามที่คาดหวังดังกล่าวฉะนี้
อนึ่ง ความสำเร็จของการโคจรรอบโลกของนักบินอวกาศของสหรัฐฯ ทั้ง 3 ครั้งในช่วงเวลาเพียง 1 ปีนี้ย่อมก่อให้เกิดความเชื่อมั่นอย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่อยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักของนักบินอวกาศคนหนึ่ง ๆ ที่ผ่านมาอย่างปลอดภัยก็มากขึ้น ๆ เป็นลำดับ
อย่างไรก็ตาม เพื่อหวังผลต่อไปในอนาคตจึงมีจุดประสงค์ที่จะให้นักบินอวกาศอยู่ในอวกาศนานกว่าที่ผ่านมาเป็นทวีคูณ
สิ่งนี้ คือ จุดมุ่งหมายเด่นจุดหนึ่งในปี พ.ศ. 2506
พ.ศ. 2506
แอล กอร์ดอน คูเปอร์หนุมใหญ่วัย 36 ปีเป็นคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับคัดเลือกให้ปฏิบัติภารกิจในการดำรงชีวิตที่ยาวนานอย่างปลอดภัยในปีนี้
กอร์ดอน คูเปอร์ซึ่งอยู่ในแคปซูลความสัตย์ 7 ลำหนึ่งได้โคจรตามวงโคจรรอบโลกถึง 22 รอบระหว่างวันที่ 15 และ 16 พฤษภาคม 2506
โดยมีระยะทางที่ไกลกว่า 5 แสนไมล์
ทั้งนี้ระหว่างการโคจรรอบ ๆ โลกดังกล่าวคูเปอร์ได้ปฏิบัติภารกิจหลายชนิดอย่างมีประสิทธิภาพดังนี้
บังคับแคปซูลความสัตย์ 7 ลำนี้ด้วยตัวเอง
ถ่ายภาพนิ่งภาพหนึ่ง ๆ
ถ่ายภาพยนตร์
สังเกตดาวฤกษ์ต่าง ๆ
และส่งรายงานภารกิจมายังสถานีติดตามภาคพื้นดินสถานีหนึ่ง ๆ เป็นระยะ ๆ
เมื่อครบกำหนดเวลาการเดินทางในอวกาศที่ยาวนานคูเปอร์ก็กลับคืนสู่โลกอย่างปลอดภัยท่ามกลางความยินดีของคนที่ติดตามโดยทั่วกัน
อนึ่ง ขณะที่คูเปอร์อยู่บนเรือลำที่รอรับลำหนึ่งนั้นอดีตประธานาธิบดีเคนเนดีก็ได้ติดต่อเพื่อแสดงความชื่นชมยินดีต่อความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในการปฏิบัติภารกิจเชิงก้าวกระโดดของช่วงเวลาที่คูเปอร์สามารถดำรงชีวิตอยู่ในอวกาศได้อย่างปลอดภัย
ทั้งนี้เคนเนดีได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับการออกสู่อวกาศของนักบินอวกาศของสหรัฐฯ คนหนึ่ง ๆ ดังนี้
“การออกสู่อวกาศของนักบินอวกาศของสหรัฐฯ เป็นภารกิจยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งของชัยชนะทั้งมวลที่แสดงถึงความกล้าหาญอย่างสุด ๆ ของมนุษย์โลกในยุคนี้”
12 มิถุนายน 2506
องค์การนาสาองค์การนี้ได้ประกาศเป็นทางการดังนี้
การท่องอวกาศของคูเปอร์ครั้งนี้เป็นการสิ้นสุดภารกิจของการออกสู่อวกาศตามโครงการเมอร์คิวรีโครงการหนึ่งของสหรัฐฯ
ทั้งนี้โครงการดังกล่าวโครงการนี้เป็นขั้นต้นของการบุกเบิกเพื่อการเดินทางไปสู่เทห์ท้องฟ้าอวกาศแห่งหนึ่ง ๆ ที่เป็นภพอื่น ๆ ต่อไป…
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
12 กุมภาพันธ์ 2554

เรื่องของบัวตูม

Feb 9, 2011 by     Comments Off on เรื่องของบัวตูม    Posted under: Uncategorized

เรื่องของบัวตูม
นิยายเรื่องของบัวตูมเรื่องนี้เป็นนิยายที่อิงชีวิตจริงของหญิงสาวชนบทคนหนึ่งที่ศึกษาปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยของรัฐฯ ในชนบทแห่งหนึ่งเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ชื่อของบุคคลคนหนึ่ง ๆ และของสถานที่แห่งหนึ่งเป็นชื่อสมมุติทั้งสิ้น
ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ทั้ง ๆ ที่ผู้เขียนมีเจตนาสะท้อนในทางที่ดี
อีกทั้งคาดหวังว่า “นิยายอิงชีวิตจริงเรื่องนี้จะช่วยให้นักศึกษาวิทยาศาสตร์คนใดคนหนึ่งในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดแห่งใดแห่งหนึ่งที่มีความรู้สึกท้อแท้ต่อการศึกษาจะได้มีพลังและอาจจะใช้เป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจ”
อนึ่ง การศึกษาให้ผลที่งดงามเสมอ
โดยบางทีเราอาจจะต้องรอเวลาบ้าง
ทันทีที่นางสาวบัวตูมจบปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์ก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพียงลำพังเพื่อหางานทำทั้ง ๆ ที่บัวตูมก็ไม่มีญาติอยู่ในกรุงเทพฯ เลย
ระหว่างที่บัวตูมกำลังเดินทางสู่จุดหมายปลายทาง คือ กรุงเทพฯ นั้นบัวตูมยังไม่รู้เลยว่าตัวเองนั้นจะพักนอน ณ ที่แห่งใด
จึงนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ค่อนข้างเสียงสำหรับหญิงสาวต่างจังหวัดที่จัดอยู่ในขั้นหน้าตาดีคนหนึ่ง
โดยเปรียบเสมือนการเดินทางไปตายเอาภายหน้าอย่างไร้จุดหมาย
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่บัวตูมได้รับในเบื้องต้นนั้นก็ยังเป็นนิมิตหมายที่ดีในระดับหนึ่ง
หลังจากที่บัวตูมลงจากรถยนต์ประจำทางปรับอากาศที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 บัวตูมยืนนิ่งเพื่อตัดสินใจอยู่พักหนึ่ง
โดยที่ก็เดินไปเรื่อย ๆ ระหว่างที่คิดนั้น
บัวตูมเดินมานานโขอยู่โดยที่ไม่ได้เรียกรถรับจ้างแม้แต่คันเดียว
เหตุผล คือ บัวตูมยังไม่มีจุดหมายปลายทางนั่นเอง
อีกทั้งบัวตูมก็มีเงินติดตัวมาไม่มาก
ดังนั้น บัวตูมจะต้องใช้จ่ายในทางที่จำเป็นเท่านั้น
บัวตูมเดินมาไกลกว่า 2 กิโลเมตร
บัวตูมยิ้มอย่างมีความหวังเล็ก ๆ เมื่อเหลือบเห็นป้ายป้ายหนึ่งมีข้อความดังนี้
หอพักสตรีแห่งนี้ยังมีห้องว่าง
บัวตูมไม่รีรอโดยรีบเข้าไปติดต่อทันที
หอพักสตรี ณ แห่งนี้มีทั้งห้องที่พักเดี่ยวและห้องที่พัก 2 คน
บัวตูมเลือกพักในห้องพัก 2 คนทั้ง ๆ ยังไม่รู้เลยว่าเพื่อนร่วมห้องเดียวกันนั้นเป็นใคร
เหตุผลเดียวที่บัวตูมตัดสินใจทันที ณ ตอนนั้น คือ ต้องประหยัดให้มากสุดเท่าที่ทำได้
อนึ่ง ต่อมาได้รับรู้ว่าเพื่อนร่มห้องของบัวตูมนั้นเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยของรัฐฯ แห่งหนึ่งโดยมีชื่อว่า “นางสาวแนบเนียน”
คืนนั้นบัวตูมนอนไม่ค่อยหลับสนิทนัก
ทั้งนี้ไม่คุ้นกับสถานที่และไม่ค่อยแน่ใจเพื่อนร่วมห้องคนนี้นัก
ที่สำคัญสุด คือ บัวตูมนึกถึงว่า “วันรุ่งขึ้นตัวเองนั้นจะไปติดต่องาน ณ ที่ใด ประเภทไหน และอย่างไร”
โดยที่ตอนนั้นบัวตูมเองยังไม่ได้คิดเกี่ยวกับงานราชการเลย
ทั้ง ๆ ที่ผลการศึกษาของบัวตูมก็อยู่ในขั้นดี
ทั้งนี้บัวตูมต้องการให้ได้งานเพื่อมีรายได้พอประทังชีวิตไปก่อน
ถ้าบัวตูมยังไม่ได้งานทำในช่วงเวลา 1 สัปดาห์บัวตูมก็จะตกอยู่ในสภาวะที่ลำบาก
บัวตูมตื่นแต่เช้าอย่างงัวเงีย (เพราะว่านอนไม่หลับสนิทเมื่อคืนนี้นั่นเอง)
เช้านี้บัวตูมงดอาหารมื้อเช้าไว้ก่อนเพื่อความประหยัด
โดยหวังว่าจะกินอาหารมื้อเช้าตอนกลางวันเลย
แล้วจึงกินอาหารมื้อเย็นอีกครั้งหนึ่ง
บัวตูมออกจากหอพักและรีบไปซื้อหนังสือพิมพ์ 1 ฉบับ
โดยเลือกฉบับที่มีห้างร้านต่าง ๆ ประกาศรับพนักงานเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม เท่าที่บัวตูมเห็นข้อความรับสมัครก็ล้วนแต่ตำแหน่งพนักงานขายสินค้าต่าง ๆ ทั้งสิ้น
ในที่สุด บัวตูมเห็นประกาศของบริษัทแห่งหนึ่งดังนี้
ต้องการพนักงานขายเครื่องมือวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งที่มีสมบัติดังนี้
1. สุภาพสตรีที่ยังโสด
2. อายุไม่เกิน 30 ปี
3. จบปริญญาตรีวิทยาศาสตร์สาขาใดก็ได้
4. สามารถทำงานได้ทันที
5. มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานนี้
6. ผู้ที่มีประสบการณ์ทางการตลาดจะได้รับพิจารณาเป็นพิเศษ
บัวตูมยิ้มออกอย่างมีความหวัง
อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีปัญหาอยู่บ้างเพราะว่าบัวตูมไม่รู้ว่าจะไปบริษัทนั้นอย่างไร
ดังนั้น บัวตูมจึงต้องหาซื้อแผนที่กรุงเทพฯ สัก 1 แผ่นในทันที
อ้อ บัวตูมก็ไม่ลืมที่จะย้อนกับไปยังห้องพัก
และถามข้อมูลเพิ่มเติมจากเพื่อนร่วมห้องด้วย
ประมาณ 9 น. บัวตูมออกเดินทางมุ่งไปสู่บริษัทดังกล่าวนั้น
อย่างไรก็ตาม ช่วงใดที่สามารถเดินได้บัวตูมก็จะเลือกเดินมากกว่าขึ้นรถเมล์ประจำทาง
ทั้งนี้นอกจากความประหยัดแล้วบัวตูมยังสามารถคุ้นเคยกับสถานที่แห่งหนึ่ง ๆ ได้โดยง่าย
ชีวิตของบัวตูมเริ่มต้นขึ้น ณ กรุงเทพฯ เมืองแห่งความศิวิไลซ์แล้ว
ชีวิตของบัวตูมจะเป็นอย่างไรอีกต่อไป
ผู้เขียนจะหาโอกาสนำเสนอต่อถ้าผู้อ่านสนใจและผู้เขียนมีจังหวะที่เหมาะสม
กรุณาแสดงความคิดเห็นมาบ้างจะเป็นพระคุณยิ่ง
โปรดติดตาม
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
9 กุมภาพันธ์ 2554

มนุษย์อวกาศฝึกหัด 30 คนแรกของอเมริกา

Feb 6, 2011 by     Comments Off on มนุษย์อวกาศฝึกหัด 30 คนแรกของอเมริกา    Posted under: Astronomy, Physics, Uncategorized

มนุษย์อวกาศฝึกหัด 30 คนแรกของอเมริกา
มนุษย์อวกาศฝึกหัด 30 คนแรกของอเมริกามีพลเรือนเพียง 4 คน
ทั้งนี้ที่เหลือนั้นเป็นหทารอากาศและทหารเรือ
9 เมษายน 2502 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (นาสา) ได้แนะนำนักบินทดลอง 7 คนแรกที่ได้รับคัดเลือกจากผู้สมัครถึง 110 คน
ทั้งนี้ทั้ง 7 คนที่คัดเลือกไว้นี้จะต้องได้รับการฝึกอย่างหนัก
อนึ่ง เพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะได้รับเลือกเป็นนักบินอวกาศที่ขึ้นโคจรรอบโลกตามโครงการเมอร์คิวรีใน พ.ศ. 2504
อย่างไรก็ตาม ยังคาดหวังดังนี้
ทั้ง 7 คนดังกล่าวจะเป็นมนุษย์อวกาศในโครงการเมอร์คิวรีและโครงการอื่น ๆ อีก
มนุษย์อวกาศฝึกหัด 7 คนที่คัดเลือกไว้นี้มีสมบัติดังนี้
1. เป็นวิศวกรทหาร
2. มีความชำนาญเกี่ยวกับเครื่องบินเจ็ตเป็นพิเศษ
3. อายุโดยเฉลี่ย คือ 34.5 ปี
4. สูง 5 ฟุตและ 9.5 นิ้วโดยประมาณ
6. มวลโดยเฉลี่ย คือ 164 ปอนด์
7. สมรสแล้วทุกคน
8. มีสติปัญญาเลิศที่ผ่านการทดสอบอย่างน่าพอใจ

17 กันยายน 2505 องค์การนาสาได้ประกาศรายชื่อนักบินอวกาศฝึกหัดรุ่นที่ 2 อีก 9 คนจากผู้สมัครมากถึง 200 คนที่มีสมบัติดังนี้
1. มีความชำนาญเป็นนักบินทดสอบเครื่องบินเจ็ต
2. สำเร็จจากโรงเรียนทดสอบการบินทหาร
หรือเป็นผู้ที่มีความชำนาญในการบินเป็นพิเศษ
ทั้งนี้ต้องรับราชการทหารมาแล้วด้วย
3. ได้รับปริญญาวิทยาศาสตร์ทางฟิสิกส์หรือชีววิทยา
หรือปริญญาทางวิศวกรรมศาสตร์
4. อายุไม่เกิน 35 ปีและสูงไม่เกิน 6 ฟุต
ทั้งนี้นักบินอวกาศฝึกหัด 9 คนที่องค์การนาสาเลือกไว้ในรุ่นนึ้เป็นทหารอากาศ 4 คน ทหารเรือ 3 คน และเป็นพลเรือน 2 คน
โดยที่มีอายุ 32.5 ปีโดยเฉลี่ย
อนึ่ง พลเรือนคนหนึ่ง คือ เนียล เอ อาร์มสตรองที่ต่อมากลายเป็นนักบินอวกาศซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

18 ตุลาคม 2506 องค์การนาสาได้คัดเลือกนักบินขับไล่เจ็ตรุ่นที่ 3 อีก 14 คน
โดยที่รุ่นนี้มีพลเรือน 2 คน
มีอายุโดยเฉลี่ยน้อยกว่า 31 ปี
จากผู้สมัคร 271 คนโดยมีผู้หญิง 2 คนด้วย
นักบินอวกาศฝึกหัด 2 คนที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกพร้อมกับเนียล เอ อาร์มสตรอง คือ เอ็ดวิน อี แอลดรินและไมเคิล คอลลินส์
โดยที่ทั้ง 2 คนนี้ต่างก็เป็นทหารอากาศ
ส่วนเอ็ดวิน อี แอลดรินนั้นสำเร็จปริญญาเอกทางวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์การบิน
ทั้งนี้เป็นนักบินอวกาศฝึกหัดคนแรกที่จบปริญญาเอก

นักบินอวกาศฝึกหัดทุกคนต้องรับการฝึกฝนและอบรมเป็นเวลาแรมปี
ทั้งนี้ช่างเวลาที่จะออกปฏิบัติภารกิจในอวกาศนั้นอย่างมากก็ใช้เวลาไม่กี่วัน
ดังนั้น การเตรียมตัวดังกล่าวภารกิจหลัก คือ การฝึกอบรม
โดยที่นักบินอวกาศคนใดที่ออกสู่อวกาศจริงย่อมจะไม่เกิดความผิดพลาด
อนึ่ง นักบินอวกาศฝึกหัดชุดแรกล้วนเป็นนักบินขับไล่เจ็ตที่มีสมรรถนะสูงมาก่อนทั้งสิ้น
ส่วนนักบินอวกาศฝึกหัดชุดที่ 2 นั้นมีนักบินพลเรือนที่ได้ทดสอบเครื่องบินเจ็ตมาก่อนละนักวิทยาศาสตร์รวมอยู่ด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นักบินอวกาศฝึกหัดทุกคนต้องเรียนวิชาการบินในช่วงเวลาของการฝึกอบรมด้วยกันทั้งนั้น
ภารกิจหลักของนักบินอวกาศฝึกหัดเป็นดังนี้
1. ศึกษาระบบอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ของยานอวกาศลำหนึ่ง ๆ
2. เรียนรู้ทั้งวิธีการใช้งานและการแก้ไขข้อบกพร่องเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น
3. ศึกษาเครื่องมือและการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องนำไปกับยานอวกาศลำหนึ่ง ๆ อีกด้วย
4. ศึกษาการดำรงชีวิตเมื่อตกอยู่ในที่คับขันตามสภาวะใดสภาวะหนึ่ง

อนึ่ง นักบินอวกาศฝึกหัดทุกคนต้องศึกษาวิชาการแขนงหนึ่ง ๆ อีกดังนี้
1. กลศาสตร์แบบนิวตัน
2. อุณหพลศาสตร์
3. กลศาสตร์ของของไหล
4. การเคลื่อนที่ของก๊าซเบาบาง
5. ทฤษฎีสัมพัทธภาพทฤษฎีหนึ่ง
6. อุตุนิยมวิทยา
7. ดาราศาสตร์
8. วิชาการขับเคลื่อน
9. กลศาสตร์เชิงวงโคจรวงหนึ่ง ๆ
10. วิถีอวกาศวิถีหนึ่ง ๆ
อนึ่ง ผู้อ่านคนใดคนหนึ่งที่ศึกษาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ย่อมรับรู้ถึงจุดเด่นในภารกิจของการออกสู่อวกาศไปพร้อม ๆ กันนี้เป็นอย่างดี
อีกทั้งควรรู้คุณค่าของวิชาดังกล่าวที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์โดยรวม
เพียงเท่านี้ผู้อ่านทุกคนย่อมตระหนักถึงภารกิจที่นักบินอวกาศฝึกหัดทุกคนของสหรัฐฯ ต้องปฏิบัตินั้นเป็นภารกิจที่หนักหน่วง
ทั้งนี้ต้องยอมรับกันโดยทั่วไปดังนี้
ในช่วงเวลานั้นสหรัฐอเมริกามีความรู้เกี่ยวกับการออกสู่อวกาศน้อยอย่างยิ่งเทียบกับสหภาพโซเวียต
ดังนั้น จึงยังด้อยความเชื่อมั่นต่อภารกิจที่พึงต้องกระทำ
อีกทั้งสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศผู้นำแห่งโลกเสรีจึงจะผิดพลาดไม่ได้
นอกจากนี้ ยังต้องคาดหวังความสำเร็จเชิงก้าวกระโดดอีกด้วย
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com
6 กุมภาพันธ์ 2554