Browsing"Astronomy"

อเมริกาผู้ล้าหลัง

Jan 20, 2011 by     Comments Off on อเมริกาผู้ล้าหลัง    Posted under: Astronomy, Physics, Uncategorized

อเมริกาผู้ล้าหลัง
ยุคอวกาศเปิดฉากขึ้นแล้ว
เมื่อรัสเซียส่งดาวเทียมดวงแรกของโลก คือ สปุตนิก 1 ทะยานอย่างผงาดขึ้นสู่ท้องฟ้าในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2500
ชาวโลกทั้งหลายต่างแสดงความชื่นชมยินดีต่อความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์โลกในครั้งนั้น
เพียงชั่วเวลาหนึ่งเดือนต่อมาที่เปรียบเหมือนช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงข้ามคืนรัสเซียก็ประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมดวงที่ 2 ซึ่งมีสุนัขตัวหนึ่งขึ้นไปกับดาวเทียมดวงนี้ด้วยโดยเปรียบเสมือนเป็นนักบินอวกาศที่บังคับดาวเทียมดวงดังกล่าวเข้าสู่วงโคจรรอบโลกอย่างน่าอัศจรรย์เป็นที่สุดแก่ชาวโลกในสมัยนั้น
ณ ตอนนั้นชาวโลกทั้งหลายยากที่จะหยั่งรู้ถึงความรู้สึกอันแท้จริงของอเมริกาซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจในสมัยนั้น
อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกันนั้นอเมริกาที่ประหนึ่งเป็นพี่เบิ้มแห่งโลกเสรีได้ตื่นขึ้นจากความพิศวงและได้พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะส่งดาวเทียมดวงหนึ่ง ๆ ขึ้นสู่ห้วงเวหาเพื่อเป็นการแก้หน้าบ้าง
แต่อนิจจา อเมริกาต้องประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
9 ตุลาคม พ.ศ. 2500 ณ ทำเนียบขาว
อดีตท่านประธานาธิบดีดไวต์ ดี ไอเซนเฮาร์ได้กล่าวแสดงความชื่นชมและแสดงความยินดีต่อความสำเร็จของนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม ท่านได้กล่าวเสริมไว้ด้วยดังนี้
สหรัฐอเมริกาไม่ได้ปรารถนาและไม่คิดที่จะใช้แผนการณ์ในการส่งดาวเทียมดวงหนึ่ง ๆ ขึ้นสู่ห้วงเวหาเพื่อแข่งขันกับชนชาติอื่น ๆ
ทั้งนี้สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ อย่างระมัดระวังเป็นที่สุด
ท้ายสุดท่านได้กล่าวเชิงสรุปดังนี้
ย่อมเป็นที่ประจักษ์อย่างเด่นชัดแล้วว่าความสำเร็จในการส่งสปุตนิก 1 ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าได้อย่างงดงามนั้นเป็นการแสดงอย่างเด่นชัดว่านักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียมีความสามารถอย่างยอดเยิ่ยมทางด้านจรวดในปัจจุบันนี้
อย่างไรก็ตาม หาได้มีสิ่งบ่งชี้แต่ประการใดว่ารัสเซียนั้นผงาดอยู่อย่างปลอดภัยและมีความมั่นคงที่เหนือชั้นแก่สหรัฐอเมริกาแม้แต่น้อยนิด
อนึ่ง สำหรับชนชาติต่าง ๆ ในโลก ณ ตอนนั้นต่างคำนึงดังนี้
ถ้าพิจารณาอิทธิพลที่มีต่อทางด้านการเมืองและการทหารของโลกแล้วต่างต้องเห็นพ้องกันโดยไม่ต้องสงสัยเลยดังนี้
ทั้งนี้ในขณะที่สหภาพโซเวียตรัสเซียในสมัยนั้นซึ่งอยู่ในฐานะประเทศผู้นำแห่งค่ายคอมมิวนิสต์ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งทางด้านจรวดและอวกาศ
ตรงกันข้าม สหรัฐอเมริกาซึ่งถือว่าเป็นพี่ใหญ่แห่งค่ายเสรีประชาธิปไตยกลับประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ดังนั้น ผลดังกล่าวจึงเป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลกทั้งมวลถึงความแตกต่างประหนึ่งขาวและดำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
15 ตุลาคม พ.ศ. 2500 อดีรองประธานาธิบดีริชาร์ต เอ็ม นิกสันได้กล่าวสุนทรพจน์ที่ซานฟรานซิสโกโดยมีข้อความโดยสรุปดังนี้
ถ้าเราพิจารณาช่วงเวลาก่อนและหลังความสำเร็จในการส่งดาวเทียมสปุตนิกดวงหนึ่ง ๆ ขึ้นสู่ห้วงเวหานั้นสหภาพโซเวียตรัสเซียมิได้มีกำลังทหารที่แข็งแกร่งกว่ากันแต่ประการใด
อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเมินเฉยต่อความสำเร็จดังกล่าวเราอาจจะผิดพลาดอย่างมาก
ดังนั้น ทางที่ดีเราควรยอมรับอย่างจริงใจดังนี้
รัสเซียได้พัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ อวกาศ และอุตสาหกรรมต่อเนื่องล้ำหน้าไปอย่างกว้างขวาง
ณ ที่นี้ผู้เขียนขอกล่าวเสริมรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้
4 ตุลาคม พ.ศ. 2500 เป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ทางด้านอวกาศ
ณ วันนั้นดาวเทียมอะลูมิเนียมรูปทรงกลมดวงหนึ่งซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณครึ่งเมตรและมีมวล 83.6 กิโลกรัมนามว่า สปุตนิก 1 ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยอิทธิพลอันเนื่องจากแรงผลักดันของจรวด 3 ท่อนลำหนึ่ง ณ เวลา 19.21 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช ประเทศอังกฤษ
ดาวเทียมดวงดังกล่าวนี้มีเครื่องส่งคลื่นวิทยุเครื่องหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นสถานีวิทยุอวกาศแห่งหนึ่ง
ทั้งนี้สามารถส่งสัญญาณกลับมายังโลก ณ ความถี่ดังนี้
กล่าวคือ 20.005 เมกะเฮิรตซ์และ 40.002 เมกะเฮิรตซ์
อนึ่ง เครื่องส่งคลื่นวิทยุเครื่องนี้หยุดทำงาน ณ วันที่ 27 ตุลาคม
โดยได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นที่พอใจตลอดระยะเวลา 23 วัน
ทั้งนี้ดาวเทียมสปุตนิกดวงดังกล่าวเคลื่อนที่ตามวงโคจรรอบโลกวงหนึ่ง ๆ ด้วยอัตราเร็วโดยเฉลี่ยมากกว่า 3 หมื่นกิโลเมตรต่อชั่วโมง
3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2500
สหภาพโซเวียตรัสเซียส่งดาวเทียมดวงหนึ่ง คือ สปุตนิก 2 เข้าสู่วงโคจรรอบโลกวงหนึ่ง ณ เวลามาตรฐานกรีนิช คือ 02.32 น.
ดาวเทียมสปุตนิก 2 ดวงนี้มีองค์ประกอบที่แตกต่างจากเดิมดังนี้
1. สุนัขเพศเมียมวลประมาณ 5 กิโลกรัมชื่อ ไลกาตัวหนึ่ง
2. เครื่องมือวิทยาศาสตร์เพื่อศึกษาการแผ่รังสีในช่วงคลื่นสั้นจากดวงอาทิตย์
3. เครื่องส่งคลื่นวิทยุครื่องหนึ่ง ๆ
4. เครื่องมือสำหรับตรวจสภาพการดำรงชีวิตของสัตว์ในสภาวะนั้น
อย่างไรก็ตาม มนุษย์โลกได้รับข่าวที่น่าสลดใจ คือ เจ้าไลกาได้จบชีวิตของมันจากการกระทำของมนุษย์หลังจากที่โคจรอยู่ในวงโคจรวงหนึ่ง ๆ ได้เพียง 1 สัปดาห์
เพียง 4 วันหลังจากที่สหภาพโซเวียตรัสเซียได้ส่งสปุตนิก 2 เข้าวงโคจรรอบโลกวงหนึ่ง ๆ ณ ตอนนั้นอดีตประธานาธิบดีไอเซนเฮาร์ได้ประกาศดังนี้
อเมริกาจะไม่ยอมเดินตามรอยเท้าของรัสเซียทางด้านอวกาศอีกต่อไป
ทั้ง ๆ ที่ก็ยอมรับว่า ณ ตอนนั้นรัสเซียได้นำหน้าอเมริกาทางด้านจรวดและอวกาศแล้วก็ตามที
ทั้งนี้สื่อความหมายให้ชาวโลกได้รับรู้ว่าอเมริกานั้นจะต้องก้าวล้ำหน้ารัสเซียด้านการพิชิตอวกาศในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ความพยายามของสหรัฐอเมริกาในการส่งดาวเทียมดวงแรกของชุดแวนการ์ดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2500 ก็ต้องเป็นหมัน
ณ ตอนนั้นสะท้อนอย่างเด่นชัดดังนี้
อเมริกาล้าหลังรัสเซียอยู่หลายขลุมทางด้านอวกาศ
อนึ่ง ผู้เขียนมีความเห็นโดยส่วนตัวดังนี้
ความล้าหลังของผู้ที่ไม่ยอมแพ้นี้เองที่เป็นแรงกระตุ้นอย่างดีเยี่ยมแรงหนึ่งที่ท้าทายความสามารถของผู้นำแห่งค่ายเสรีประชาธิปไตย
หาไม่แล้วก็อาจจโดนตราหน้าในฐานะผู้แพ้ตลอดกาล
ดังนั้น ถ้าผู้อ่านเป็นผู้แพ้สิ่งใดสิ่งหนึ่งผู้หนึ่ง ณ ตอนหนึ่งย่อมจะเป็นผู้ชนะในสิ่งอื่น ๆ ที่ดีกว่าผู้หนึ่งก็เป็นได้ตราบใดที่ไม่ท้อถอยและมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองเป็นที่ตั้ง
โดยเริ่มทำกิจที่พึงปรารถนาในทันที
ปรารถนาดีจากผู้เขียน
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
20 มกราคม 2554

ย้อนอดีตสู่อนาคต

Jan 19, 2011 by     Comments Off on ย้อนอดีตสู่อนาคต    Posted under: Astronomy, Physics, Uncategorized

ย้อนอดีตสู่อนาคต
ประวัติศาตร์ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความสำคัญในตัวเอง
ทั้งนี้ความรู้ต่าง ๆ ในอดีตย่อมสะท้อนถึงความก้าวหน้าในปัจจุบันและอนาคต
ดังนั้น เรื่องย้อนอดีตสู่อนาคตเรื่องนี้จึงเปรียบประหนึ่งเป็นการเหลียวหลังและแลหน้าได้เป็นอย่างดี
อนึ่ง ผู้เขียนปรารถนาที่จะอำนวยประโยชน์แก่ผู้อ่านเท่าที่ความสามารถจะพึงมี
ด้วยเหตุนี้ ถ้าผู้อ่านได้แจ้งจุดประสงค์ในส่วนที่แสดงข้อคิดเห็นกลับมาบ้าง
ผู้เขียนจะได้มีข้อมูลบางส่วนเพื่อประกอบการพิจารณาในการเรียบเรียงให้ตรงตามจุดประสงค์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน
มนุษย์มีความคิดริเริ่มเกี่ยวกับอวกาศการบินจากความเพ้อฝันและจินตนาการของตัวเอง
มนุษย์ปรารถนาจะออกเดินทางจากโลกไปสู่ดินแดนแห่งภพอื่น ๆ ที่แสนไกลในอวกาศ
สิ่งนี้สะท้อนให้เรารับรู้ดังนี้
“มนุษย์เริ่มมีความเข้าใจถึงระบบสุริยะระบบหนึ่งของตัวเอง ระบบดาราจักรทางช้างเผือกระบบหนึ่ง และระบบรวมระบบหนึ่งที่รู้จักกันในนามเอกภพมานานแล้ว”
ตั้งแต่ประมาณต้น พ.ศ. 383 มนุษย์มีความคิดและพยายามที่จะอธิบายเกี่ยวกับรูปร่าง ขนาด ขอบเขต และความเป็นมาของเอกภพ
ทั้ง ๆ ที่เอกภพเป็นระบบที่ใหญ่โตมโหฬารระบบหนึ่ง
อนึ่ง ระบบเอกภพระบบหนึ่งประกอบด้วยระบบดาราจักรจำนวนมากโดยอาจจะมากถึงหมื่นล้านระบบ
ระบบดาราจักรระบบหนึ่งมีดาวฤกษ์รวมกันอยู่ถึงแสนล้านดวง
ระบบดาราจักรระบบหนึ่ง คือ ระบบดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้ของเรา
ดวงอาทิตย์ที่เปรียบเสมือนเป็นองค์ประธานของระบบสุริยะระบบหนึ่งอยู่ ณ ศูนย์กลางของระบบดังกล่าวนี้
ระบบสุริยะระบบนี้ของเรามีองค์ประกอบดังนี้
ดาวเคราะห์และดาวบริวาร ดาวเคราะห์น้อยจำนวนมาก อุกกาบาต ดาวหาง ก๊าซ ฝุ่นอวกาศ และอวกาศหรือปริภูมิ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเรารู้ว่า “โลกของเราเท่านั้นที่มีสิ่งมีชิวิตอาศัยอยู่”
แต่ก็ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่แท้จริงอย่างนิรันดรตราบใดที่เรายังไม่อาจไปสำรวจได้อย่างทั่วถึง
แม้แต่เราเคยเชื่อกันมาโดยปราศจากข้อสงสัยว่าดาวยมเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ในระบบสุริยะระบบนี้จนเรียกรวมกันว่า “ดาวนพเคราะห์” ก็ยังมีข้อผิดพลาด
ทั้งนี้เรายอมรับกันแล้วว่าดาวยมนั้นหาใช่ดาวเคระห์ของระบบสุริยะระบบนี้ไม่
อนึ่ง สำหรับผู้อ่านที่เคยมีความรู้เกี่ยวกับกฎโบด-ทิเทียสกฎหนึ่ง (A Bode-Titius law) ย่อมจะเฉลียวใจได้บ้างแล้ว
พ.ศ. 603 ลูเซียนแห่งซาโลมาทา ณ ประเทศกรีซมีจินตนาการอย่างแรงกล้าและได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับยานอวกาศลำหนึ่งที่เดินทางไปดวงจันทร์ได้เป็นผลสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม เรื่องทำนองนี้เป็นเพียงเรื่องที่ส่อถึงความเพ้อฝันอย่างเหลวไหลของผู้เขียนจนเกินกว่าที่ใคร ๆ ยอมรับได้ในสมัยนั้น
อีกทั้งคนส่วมากต่างเชื่อกันด้วยความสนิทใจว่าเป็นความคิดที่ไกลสุดกู่จนเกินกว่าความสามารถของมนุษย์โลกจะบันดาลให้เป็นจริงตามเนื้อเรื่องที่กล่าวถึงนั้นได้
เอ็ดเวิร์ด เฮลเป็นผู้หนึ่งที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ที่อยู่ในห้องทดลองในยานอวกาศลำหนึ่ง ๆ การสื่อสารผ่านอวกาศ และดาวเทียมสื่อสารดวงหนึ่ง ๆ
ทั้งนี้นิยายของเฮลที่ตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2412 นั้นเป็นที่รู้กันอย่างแพร่หลาย
แต่ก็คงมีน้อยคนนักที่คิดดังนี้
“วันหนึ่งในอนาคตอันใกล้มนุษย์โลกจะมีความสามารถเช่นนั้นได้”
อนึ่ง เป็นที่อัศจรรย์และเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปดังนี้
ชาวจีนเป็นชนชาติแรกที่ริเริ่มซึ่งนำไปสู่การทดลองเกี่ยวกับจรวดลำหนี่ง ๆ และศึกษาประสิทธิภาพอันเนื่องจากแรงขับดันของจรวดลำนั้น ๆ หาใช่ชาวตะวันตกอย่างที่มักเข้าใจกันนั้นแต่ประการใด
จากบันทึกทางประวัติศาสตร์เมื่อ 689 ปีก่อนพุทธศักราชชาวจีนที่ไคฟุงฟูได้ยิงลูกธนูดอกหนึ่ง ๆ ที่ติดบ้องไฟบ้องหนึ่ง ๆ เพื่อจู่โจมชาวมองโกลเลีย
อนึ่ง จนกระทั่งราว ๆ พ.ศ. 1801 ชาวยุโรปจึงมีความรู้เกี่ยวกับบ้องไฟบ้องหนึ่ง ๆ และกรรมวิธีของการขับเคลื่อนตามกระบวนการของดินปืนในบ้องไฟบ้องนั้น ๆ
ประมาณศควรรษที่ 19 นี้เองที่มนุษย์ส่วนใหญ่จึงมีสำนึกดังนี้
มนุษย์โลกน่าจะมีความรู้และมีความสามรถที่มากพอสำหรับการเดินทางออกไปเผชิญกับเทห์ฟ้าชนิดใดชนิดหนึ่งในห้วงอวกาศได้
ทั้งนี้ยานพาหนะยานหนึ่ง ๆ ที่จะช่วยให้มนุษย์สามารถทะยานขึ้นภายใต้ภาวะแรงโน้มถ่วงแรงหนึ่ง ๆ ของโลกได้ คือ “จรวดลำหนึ่ง ๆ ที่ต้องใช้พลังงานมหาศาล”
โดยที่ต้องประพฤติตามกฎการเคลื่อนที่ข้อ 3 ของนิวตัน
อนึ่ง เซอร์วิลเลียม คองกรีว์บแห่งจักรภพอังกฤษนับได้ว่าเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่ประจักษ์ในสมัยนั้น
โดยท่านได้พัฒนาดินขับเคลื่อนที่ใช้ในจรวดลูกหนึ่ง ๆ ดังที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสงครามนโปเลียนสมัยนั้นนั่นเอง
ใน พ.ศ. 2441 ซิโอลคอว์บสกีครูชาวรัสเซียได้เสนอแนะวิธีสร้างจรวดลำหนึ่ง ๆ โดยใช้กระบวนการของเชื้อเพลิงเหลวที่มีออกซิเจนหลวเป็นองค์ประกอบด้วย
ข้อเสนอแนะดังกล่าวนี้เองที่ถือว่าเป็นจุดประกายแรกที่ทำให้มนุษยชาติประสบความสำเร็จในการสร้างจรวดลำหนึ่ง ๆ ที่สามารถทะยานขึ้นสู่ห้วงอวกาศโดยที่เอาชนะแรงโน้มถ่วงของโลกแรงหนึ่งได้ในที่สุด
ศาสตราจารย์ฟิสิกส์ ดร. รอเบิร์ต เอช กอดดาร์ดแห่งมหาวิทยาลัยคลาร์กนับได้ว่าเป็นผู้ที่บุกเบิกการค้นคว้าเกี่ยวกับจรวดและอวกาศของสหรัฐอเมริกา
ดร. กอดดาร์ดและทีมงานได้สร้างจรวดลำแรก ๆ ขึ้น
ทั้งนี้ได้ส่งจรวดเชื้อเพลิงเหลวลำแรกขึ้นเป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2469
ดังนั้น จึงนับว่าเป็นปีเริ่มต้นของวิวัฒนาการของจรวดเชื้อเพลิงเหลว
โดยที่ ณ ครั้งนั้นจรวดเชื้อเพลิงเหลวลำดังกล่าวทะยานขึ้นสูงถึง 184 ฟุตอย่างหน้าตื่นตาและระทีกใจต่อผู้ที่พบเห็น
ดร. เฮอร์แมนน์ ออเบิร์ตแห่งเยอรมันได้ตีพิมพ์บทความเรื่องหนึ่ง คือ “จรวดสู่อวกาศ” ใน พ.ศ. 2466
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ความรู้เกี่ยวกับจรวดมีวิวัฒนาการที่ก้าวไปไกลมากอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมัยที่ประเทศเยอรมันปกครองตามระบอบนาซี
ทั้งนี้ได้ทุ่มงบประมาณและสนับสนุนการสร้างเจ๊ตวี 1 และจรวดวี 2 จนประสบความสำเร็จในที่สุด
อนึ่ง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นสหรัฐอเมริกาได้ใช้ความรู้เกี่ยวกับจรวดวี 2 ของเยอรมันดังกล่าวมาเป็นพื้นฐานความรู้ทางด้านวิวัฒนาการจรวดลำหนึ่ง ๆ ของตน
ธันวาคม พ.ศ. 2491 บรรยากาศแห่งการศึกษาอวกาศเริ่มส่อแววที่สดใส
ทั้งนี้สหรัฐอเมริกาประกาศดังนี้
สหรัฐอเมริกาวางแผนที่จะส่งดาวเทียมดวงหนึ่ง ๆ ขึ้นโคจรรอบโลก
พ.ศ. 2498 สหรัฐอเมริกาได้เสนอที่จะส่งดาวเทียมเพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ดวงหนึ่ง ๆ ขึ้นสู่ห้วงอวกาศเพื่อหาข้อมูลต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ในช่วงเวลาของปีภูมิศาสตร์สากล กล่าวคือ ระหว่าง พ.ศ. 2500 ถึง พ.ศ. 2501
อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาก็ต้องประสบความล้มเหลวในการส่งดาวเทียมดวงหนึ่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศตามเจตนาที่ตั้งไว้
ตรงกันข้าม สหภาพโซเวียตประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมดวงหนึ่งขึ้นสู่วงโคจรรอบโลกเป็นผลสำเร็จอย่างลับ ๆ
ณ ช่วงเวลานั้นนับว่าสหรัฐฯ ล้าหลังกว่าสหภาพโซเวียตทางด้านอวกาศชนิดไม่เห็นฝุ่น
โดยสรุปเป็นที่ยอมรับกันว่าชาวจีนเป็นผู้ที่มีความรู้ที่เป็นพื้นฐานของจรวดและการออกสู่อวกาศก่อนชนชาติใดในโลกนี้
อนึ่ง ในเบื้องต้นนั้นสหภาพโซเวียตได้พัฒนาความรู้เกี่ยวกับการออกสู่อวกาศที่ก้าวไกลกว่าสหรัฐฯ อย่างมาก
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
19 มกราคม 2554

จักรราศี

Dec 30, 2010 by     Comments Off on จักรราศี    Posted under: Astronomy, Poems, Uncategorized

จักรราศี
ราศีเมษเมษาหาพฤษภ
เมถุนวกกรกฎจรดสู่สิงห์
ราศีกันย์ต่อตุลถ่วงดุลจริง
อย่าประวิงพฤศจิกอีกธนู
มังกรนั้นพลันต่อมาราศีกุมภ์
ยังอีกกลุ่มมีนไงบอกไว้หรู
ครบสิบสองทำนองไซร้ได้คิดดู
โปรดรับรู้สู่สิ่งนี้ที่มีมา
จักรราศีมีไว้คล้ายนับเดือน
เพียงเพื่อเตือนรู้ไว้ใช้ศึกษา
พี่น้องหรือคือผู้ที่มีปัญญา
โชคชะตาน่าคิดเพียงเยี่ยงเตือนใจ
ตัวเรานี้ชี้ได้หนาชะตาเรา
ไม่โง่เขลาเบาปัญญาพาแจ่มใส
ความรู้นี้มีเอาไว้ใส่กายใจ
ราศีไซร้คล้ายเป็นเพื่อนคอยเตือนตน

จักรราศี (Zodiac) มาจากคำในภาษากรีกคำหนึ่ง คือ ซูนน์ (Zoon) ที่หมายถึงสิ่งที่มีชีวิต
โดยที่ราศีตุลซึ่งเป็นรูปของคันชั่งอันหนึ่งราศีเดียวเท่านั้นที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต
ด้วยเหตุนี้ จึงนับว่าจักรราศีนี้เป็นคำที่มีความหมายเหมาะสมดี
จักรราศีหรือ 12 ราศีอยู่ในแถบอันหนึ่งซึ่งพาดอยู่บนทรงกลมฟ้าที่มีความกว้างประมาณ 16 องศาและมีแนวสุริยวิถีแนวหนึ่งอยู่ ณ กลางแถบอันนี้
ทั้งนี้ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ทั้งหมดต่างโคจรอยู่ในแถบจักรราศีอันนี้บนทรงกลมฟ้านั้น
เนื่องจากจักรราศีมี 12 ราศีหรือมีกลุ่มดาว 12 กลุ่มด้วยกัน
อีกทั้งมุม ณ ศูนย์กลางท้องฟ้าทรงกลมนี้ที่รองรับด้วยแถบจักรราศีแถบนี้ คือ 360 องศา แต่ละราศีจึงอยู่ในช่วงประมาณ 30 องศา

รูปที่แทนกลุ่มดาวกลุ่มหนึ่งของแต่ละราศีในจักรราศีเป็นดังนี้
1. ราศีเมษหรือกลุ่มดาวเอรีส์ (Aries) เป็นรูปแกะ
2. ราศีพฤษภหรือกลุ่มดาวเทารัส (Taurus) เป็นรูปวัว
3. ราศีเมถุนหรือกลุ่มดาวเจมินี (Gemini) เป็นรูปคนคู่
4. ราศีกรกฎหรือกลุ่มดาวแคนเซอร์ (Cancer) เป็นรูปปู
5. ราศีสิงห์หรือกลุ่มดาวลีโอ (Leo) เป็นรูปสิงโต
6. ราศีกันย์หรือกลุ่มดาวเวอร์โก (Virgo) เป็นรูปหญิงสาวพรหมจารี
7. ราศีตุลหรือกลุ่มดาวลิบรา (Libra) เป็นรูปคันชั่ง
8. ราศีพฤศจิกหรือกลุ่มดาวสคอร์ปิอุส (Scorpius) เป็นรูปแมงป่อง
9. ราศีธนูหรือกลุ่มดาวแซกจิตทาเรียส (Sagittarius) เป็นรูปคนยิงธนู
10. ราศีมังกรหรือกลุ่มดาวแคปริคอร์นัส (Capricornus) เป็นรูปมังกร
11. ราศีกุมภ์หรือกลุ่มดาวอะควอเรียส (Aquarius) เป็นรูปคนถือหม้อน้ำ
12. ราศีมีนหรือกลุ่มดาวพิสเซส (Pisces) เป็นรูปปลา

ถือโฉลกโชคชะตาว่ากันไป
ถืออย่างไรใคร่ทักจักรราศี
กลุ่มเหล่านั้นกลุ่มนั่นไซร้ใคร่ว่าดี
กลุ่มเหล่านี้ดีทั่วกันหมั่นพอเพียง
เราทุกคนจนหรือมีอยู่ดีได้
เพียงแต่ใจใคร่ต้องฟังยังน้ำเสียง
ต่างเตือนกันสนั่นไปให้พอเพียง
อย่าเอาเยี่ยงเพียงว่าข้าฯ ต้องรวย

สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
30 ธันวาคม 2553

เรื่องนี้ไม่มีใครรู้

Dec 28, 2010 by     Comments Off on เรื่องนี้ไม่มีใครรู้    Posted under: Astronomy, Uncategorized

 

  1. เราคิดกันแต่เพียงว่า เอกภพของเรานั้นเกิดขึ้นมานานนักแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเมื่อใด แท้จริงเป็นอย่างไร รูปร่างอย่างไร และมีเพียงเอกภพของเราเท่านั้นหรือไม่ก็ไม่มีใครตอบได้ ทั้ง ๆ ที่เราต่างพยายามหาคำตอบกันมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งทุกวันนี้ นอกจากนี้ เราต่างมีความรู้กันอย่างผิด ๆ อาจจะถูกบ้าง หรือถูกจริงสักเพียงใดก็สุดที่เราสามารถหยั่งรู้ได้
  2. มนุษย์มีความคิดจากตนเองเป็นที่ตั้ง และเริ่มจากความรู้สึกทางสามัญสำนึกทั้งสิ้น ดังนั้น เราจึงเริ่มต้นที่คิดว่า โลกที่มนุษย์อาศัยอยู่นี้เป็นศูนย์กลางของเอกภพ (โดยมักคุ้นต่อคำว่า “จักรวาล” ที่บ่งบอกถึงความกว้างใหญ่ไพศาลนั่นเอง) ทั้งนี้ความคิดเช่นนี้เป็นที่ยอมรับกันมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ ยังคิดว่า โลกเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะระบบหนึ่ง อนึ่ง อีกทั้งยังบอกว่า โลกแบนตามที่ปรากฏแก่สายตาอีกด้วย (อ้อ เดี๋ยวนี้ก็ยังมีสมาคมโลกแบนอยู่เลย)
  3. ต่อมามีคนคิดเชิงแตกต่างว่า “ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะระบบนี้ โดยมีดาวเคราะห์และเทห์ฟ้าอื่น ๆ เช่น ดาวเคระห์น้อยโคจรอยู่โดยรอบ” อย่างไรก็ตาม น้อยคนนักที่คล้อยตามความคิดนี้ในตอนนั้น ทั้งนี้เป็นความคิดที่ค้านต่อสามัญสำนึกโดยสิ้นเชิงนั่นเอง อนึ่ง ถ้าเราเป็นคนหนึ่งในยุคนั้นก็สุดที่จะยอมรับได้
  4. ปัจจุบันนี้เรามีความรู้เกี่ยวกับเอกภพที่เราอาศัยอยู่นี้สักเท่าใด คำตอบ คือ น้อยอย่างยิ่ง ทั้งนี้สิ่งต่าง ๆ ที่เราไม่รู้มานานมากแล้วเราก็ยังคงไม่รู้อย่างแท้จริงเช่นนั้น
  5. เราบอกกันให้เชื่อว่า เราอยู่ในระบบดาราจักรระบบหนึ่งที่เรียกกันเองว่า “ดาราจักรทางช้างเผือก” ทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยเห็นรูปร่างอันแท้จริงของดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้เลย แม้แต่จำนวนดาวในดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้ก็บอกว่า ประมาณแสนล้านดวง โดยที่กล่าวเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ในเอกภพของเรานี้มีดาราจักรมากถึงประมาณหมื่นล้านระบบ รู้ได้อย่างไรเอ่ย ขอให้สังเกตว่า เรามักกล่าวถึงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้โดยประมาณทั้งสิ้น
  6. เรามาจากไหน มนุษย์คนแรก (อ้อ ต้องบอกว่า มนุษย์ชายและหญิง 2 คนแรก) เกิดขึ้นเมื่อใด อย่างไร และ ณ ที่ใดก็ไม่มีใครสักคนเดียวที่ตอบได้
  7. เราถือกำเนิดมาเพื่ออะไร อีกทั้งเราไม่รู้เลยว่า แต่ละคนจะมีอายุยืนยาวสักเท่าใด
  8. เมื่อเราตายไปแล้วเราจะไปไหน
  9. เราจะกลับมาเกิดอีกหรือไม่
  10. คนที่มีชีวิตอยู่อาจจะนึกถึงวันสิ้นโลก แล้ววันสิ้นโลกนั้นจะมีจริงหรือไม่ อีกทั้งเมื่อใด ก็ไม่มีใครตอบได้อีกเช่นกัน
  11. ถ้าโลกต้องสิ้นสลายแล้วเอกภพจะต้องแตกสลายไปหรือไม่เราก็ตอบไม่ได้ อ้อ อย่างน้อยอาจคิดกันว่า เอกภพจะมีชีวิตต่อไปอีกยาวนาน
  12. ข้อคิดประการหนึ่ง คือ มีคนจำนวนหนึ่งต่างคิดว่า “ของทุกอย่างมีอยู่เป็นคู่ทั้งสิ้น” ในทำนองที่เราคิดว่า มีเอกภพหนึ่งก็จะมีคู่ของเอกภพด้วยเช่นกัน โดยที่มีสสารเราก็ยังค้นพบว่ามีปฏิสสารคู่กันอยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราบอกว่าเรารู้นั้นเป็นความรู้ที่แท้จริงประการใด

ดังนั้น ผู้เขียนอยากกล่าวสรุปดังนี้

แท้จริงแล้วเราไม่รู้อะไรเลย อีกทั้งชีวิตของคนแต่คนก็สั้นอย่างยิ่งเทียบกับอายุของเอภพ ทั้งนี้คนใดคนหนึ่งจึงมีความรู้น้อยอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงควรรับรู้ในสิ่งที่คนอื่นรู้ด้วยจิตใจที่ไม่อคติ

เศษธุลี

Dec 26, 2010 by     Comments Off on เศษธุลี    Posted under: Astronomy, Poems, Uncategorized

เศษธุลี

เอกภพส่วนนี้ที่จะกล่าว
ใคร่บอกเล่ากล่าวกันนั้นอักโข
เอกภพคำรบนี้ที่ใหญ่โต
อันอ่าโอ่โตกระไรไม่รู้กัน
เริ่มจากเราเท่านี้อย่างที่รู้
สำรวจดูสู่โลกกว้างอย่างสุขสันต์
บนท้องฟ้าครานี้ที่รู้กัน
สุริยันอันดาราพาสุขใจ
สุริยะระบบนี้ที่ใหญ่ขึ้น
ใช่ใครอื่นตื่นตากว่าสิ่งไหน
ดาวเคราะห์นั้นอันดาวหางต่างกันไป
ดาวฤกษ์ไซร้ใคร่เห็นเป็นบุญตา
กลุ่มดาวฤกษ์เบิกฟ้าเวลาค่ำ
ฉันดื่มด่ำฉ่ำใจใฝ่ฝันหา
เนบิวลาครานี้ที่ผ่านตา
ยังไขว่คว้าหาต่อเติมเพิ่มตามใจ
ทางช้างเผือกเลือกมาว่ากันต่อ
เหมือนสิ่งล่อต่อเติมเสริมสิ่งไหน
ดาราจักรอยากใคร่เห็นเป็นเช่นใด
สืบเสาะไปให้ตะลึงถึงที่เป็น
เอกภพจบตรงไหนหาใครรู้
มาคิดดูรู้ใหญ่เหลือเหนือที่เห็น
ตัวเราหรือคือธุลีชี้ประเด็น
สุดท้ายเป็นเช่นธุลีที่บั้นปลาย

มนุษย์ได้พยายามทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติมานานนับพันปี
ทุกยุคทุกสมัยดูเหมือนว่า
เราต่างเข้าใจความลี้ลับของธรรมชาติมากขึ้น ๆ อย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม ตราบเท่าที่เรามีความรู้มากขึ้น ๆ
ตราบนั้นดูเหมือนว่า สิ่งที่เรายังไม่รู้กลับมากขึ้น ๆ เป็นทวีคูณ
ทุกวันนี้มนุษย์ยังไม่สามารถแม้แต่จะตอบได้อย่างชัดเจนว่า
เอกภพมีรูปร่างอย่างไร
มีขนาดโตเพียงใด
มีขอบเขตอยู่ ณ ที่ใด
และสุดขอบเขตของเอกภพจะเป็นอะไร
สิ่งหนึ่งที่ต่างยอมรับกันเป็นดังนี้
ตัวของเรานี้ คือ
เศษธุลีอันน้อยนิดของเอกภพ
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
26 ธันวาคม 2553

วันสิ้นโลก

Dec 18, 2010 by     Comments Off on วันสิ้นโลก    Posted under: Astronomy, Physics, Uncategorized

วันสิ้นโลก
วันสิ้นโลกโศกสลดรันทดใจ
คนทั้งหลายหวั่นไหวใคร่ถามหา
เป็นไปได้แค่ไหนใคร่บอกมา
อนิจจาครานี้อยากชี้แจง

หลายต่อหลายครั้งที่มีคนใดคนหนึ่งรู้ว่า ผู้เขียนเคยศึกษาทางดาราศาสตร์
กลุ่มคน 2 กลุ่มดังนี้
1. กลุ่มหนึ่งพูดถึง คือ ค.ศ. 2012 หรือ พ.ศ. 2555
2. อีกกลุ่มหนึ่งพูดถึง คือ ค.ศ. 2112 หรือ พ.ศ. 2655
ทั้งนี้กลุ่มคน 2 กลุ่มนี้ถามตรงกันราวกับนัดกันมาดังนี้
“อาจารย์ตอนนั้นเป็นวันสิ้นโลกหรือไม่”
อนึ่ง ช่วงเวลาที่ต่างกันแต่มีคำถามที่ตรงกัน คือ 100 ปี
ถ้าเป็นกลุ่มแรกก็เป็นกลุ่มที่หวั่นวิตกมากอย่างยิ่งทั้งนี้ ณ ขณะนี้กำลังจะสิ้นปี ค.ศ. 2010 หรือ พ.ศ. 2553 ในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว
ดังนั้น ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ก็เพียงประมาณ 2 ปีเท่านั้น
น่าตกใจอย่างยิ่งถ้าโลกจะต้องสิ้นสลายไปในวันใดวันหนึ่งของช่วงเวลานี้
แม้แต่ผู้เขียนที่ตอนนี้มีอายุเกือบ ๆ จะเต็ม 73 ปีก็อดที่จะหวั่นไหวไปด้วยไม่ได้
เพราะผู้เขียนยังคิดว่า ตัวเองคงจะยังไม่ตายในเร็ววันนี้
(ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่มีใครรู้ถึงวันตายของตัวเอง)
ส่วนกลุ่มที่ 2 กลุ่มนั้นก็คงยังไม่คิดว่าจะเกี่ยวข้องกับตัวเองนัก
เพราะช่วงเวลาที่กล่าวถึงนั้นอีกตั้ง 100 ปี
(โดยที่คนกลุ่มนี้น่าจะไม่มีอายุที่ยืนยาวถึงปานนั้น)
อย่างไรก็ตาม เรามาพิจารณาร่วมกันน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าดังนี้
1. โลกเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 3 ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตรนับต่อจากดาวพุธดวงหนึ่งและดาวศุกร์อีกดวงหนึ่ง
อนึ่ง โลกของเราก็โคจรอยู่ในวงโคจรวงหนึ่ง ๆ รอบดวงอาทิตย์มาเช่นนี้อย่างยาวนาน
จึงไม่มีเหตุผลอื่นใดที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลันจนถึงขั้นวันสิ้นโลก
ผู้เขียนเชื่อว่า คงไม่ใช่การบังเอิญที่โลกของเราอยู่ในสภาวะอันเหมาะสมระดับหนึ่งที่สิ่งมีชีวิตหนึ่ง ๆ สามารถดำรงอยู่ได้
โดยมีองค์ประกอบหลัก ๆ พื้นฐานดังนี้
อากาศ น้ำ อุณหภูมิ อาหาร และพลังงาน
อนึ่ง ถึงแม้ว่า มนุษย์ได้รับผลกระทบหลาย ๆ ด้านด้วยการกระทำของเรา
แต่เชื่อว่า มนุษย์ก็สามารถพยายามหาทางออกได้ในที่สุด
ดังนั้น องค์ประกอบหลัก ๆ พื้นฐานต่าง ๆ ดังกล่าวก็ยังคงมีอยู่ได้
2. ดวงอาทิตย์ที่เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะระบบนี้มีสมบัติโดยประมาณดังนี้
ก. เป็นดาวฤกษ์สีเหลืองดวงหนึ่ง
ข. มีขนาดปานกลาง
ค. มีอายุปานกลาง
ง. ดวงอาทิตย์ให้พลังงานในรูปแบบของการหลอมนิวเคลียสรูปแบบหนึ่งของนิวเคลียสไฮโดรเจนแล้วมีมวลส่วนพร่องเปลี่ยนไปเป็นพลังงาน
โดยโลกก็ได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์มาตลอดเวลา
อีกทั้งดวงอาทิตย์ก็ยังมีธาตุไฮโดรเจนอยู่อีกมากนัก
จ. ดวงอาทิตย์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
แต่ที่ผ่านมาโลกก็ยังรับผลกระทบได้
โดยที่คนทั่วไปอาจจะไม่ได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
ฉ. ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งในจำนวนแสนล้านดวงของดาวฤกษ์ในดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้
ดังนั้น ถ้ากล่าวถึงเชิงสถิติโอกาสที่ดวงอาทิตย์จะระเบิดช่างน้อยนิดจนเรานั้นไม่ควรคำนึงถีง
3. เทห์ฟ้าอื่น ๆ เช่น อุกกาบาต
ผู้เขียนจะไม่กล่าวถึง ณ ที่นี้
4. โลกของเราร้อนขึ้น ๆ ตามที่เชื่อกันดังนี้
ชั้นบรรยากาศของโลกมีการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องจากการกระทำของมนุษย์เอง
ทั้งนี้รังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่ผ่านเข้ามาสู่โลกแล้ว
บรรยากาศของโลกนี่แหละที่เป็นตัวกีดกั้นไม่ให้รังสีความร้อนนั้นผ่านออกไป
รังสีความร้อนจึงสะท้อนกลับมาสู่โลกวันแล้ววันเล่า
ดังนั้น เราจึงต้องคำนึงถึงการกระทำของมนุษย์เองนี่แหละ
ถ้าเราปล่อยไว้เช่นนี้ต่อไป ๆ เราจะต้องเผชิญสิ่งที่ไม่พึงปรารถนายิ่ง ๆ ขึ้น
อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น ๆ จนสุดที่จะทนได้
อากาศที่จะหายใจอาจจะแปรสภาพไป
น้ำอาจจะมีมากจนท่วมโลก
อาหารจะขาดแคลน
พลังงานก็จะลดลง ๆ ทั้ง ๆ ที่เราจะพยายามแสวงหาแหล่งของพลังงานแหล่งต่าง ๆ ที่หลากหลาย
มนุษย์จะเริ่มทำลายล้างกันเอง
ประเทศที่ด้อยกว่าในทุก ๆ ด้านก็จะสิ้นไป ๆ
อย่างไรก็ตาม โดยองค์รวมแล้วประเทศที่เจริญทั้งหลายที่เคยเอาเปรียบประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าก็จะอยู่ไม่ได้
นั่นแหละวันสิ้นโลกคงจะต้องมาถึงสักวันหนึ่งจนได้
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมีความเชื่อว่า สาระร้าย ๆ ตอนท้าย ๆ สาระดังกล่าวจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นถ้ามนุษย์ต่างตระหนักว่า ทุกคน คือ มนฺษย์โลกเช่นเดียวกัน
ณ ที่นี้ขอสรุปดังนี้
คนไทยต้องเริ่มต้นคิดและปฏิบัติต่อคนไทยด้วยกันอย่างเท่าเทียมกัน
อีกทั้งมีความรัก ความสามัคคี และมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน
โดยไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก
โดยไม่เห็นแต่ตนเองเพียงผู้ดียว
หาไม่แล้วเราไม่ต้องพูดถึงวันสิ้นโลกกัน
ตรงกันข้าม เราต้องพูดถึงวันสิ้นคนไทยและวันสิ้นประเทศไทย
ปรารถนาดีจากใจจริง
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
18 ธันวาคม 2553