Browsing"Astronomy"

คู่ไม่แฝด

Dec 17, 2010 by     Comments Off on คู่ไม่แฝด    Posted under: Astronomy, Physics, Poems, Uncategorized

คู่ไม่แฝด
เธอกับฉันคู่กันฝันก่อนนี้
น้องกับพี่คู่กันนั่นไฉน
ดำกับขาวคู่กันว่ากันไป
ศูนย์นั้นไซร้ให้คู่หนึ่งจึงงงงวย
โลกของเราเจ้ามีคู่ฟังดูแปลก
เราจำแนกแยกไว้คล้ายไม่สวย
อยากรู้จริงสิ่งนี้ที่งงงวย
รับรู้ด้วยบทความตามนี้เอย

คนจำนวนหนึ่งเชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในเอกภพจะมีเป็นคู่
ทั้งนี้อาจจะเป็นคู่แฝดที่คิดกันว่าเหมือนกัน แต่ก็ยังมีส่วนที่แตกต่างอยู่บ้าง หรือแม้แต่คู่ไม่แฝดดังที่เราจะกล่าวถึง ณ ที่นี้มีอยู่ค่อนข้างมาก
โดยที่อาจจะคู่ไม่แฝดที่คล้ายกัน
คู่ไม่แฝดที่มีความเหมือนที่แตกต่าง
คู่ไม่แฝดที่แตกต่าง
หรือคู่ไม่แฝดที่ตรงกันข้ามดังนี้
ผู้อ่านคนใดคนหนึ่งจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม
แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งเชื่อว่า เอกภพ (Universe) ก็มีคู่ที่ไม่แฝด คือ ปฏิเอกภพ (Anti-Universe)
คู่ไม่แฝดของโลก (Earth) คือ ปฏิโลก (Anti-Earth)
คู่ไม่แฝดของระบบสุริยะระบบหนึ่ง (A Solar System) คือ ปฏิระบบสุริยะอีกระบบหนึ่ง (An Anti-Solar System)
สสาร (Matter) มีคู่ไม่แฝด คือ ปฏิสสาร (Anti-Matter)
อนุภาคตัวหนึ่ง (A Particle) มีคู่ไม่แฝดตัวหนึ่ง คือ ปฏิอนุภาคตัวหนึ่ง (An Anti-Particle)
ควาร์กตัวหนึ่ง (A Quark) ที่เรารู้จักได้โดยยากนั้นเป็นกระจุกหนึ่งของอนุภาคมูลฐานแท้จริงก็มีปฏิควาร์กหรือแอนติควาร์กตัวหนึ่ง (An Anti-Quark) ด้วย
อ่านแล้วก็น่าขันในความคิดของคนที่ช่างค้นคว้า ช่างสืบเสาะ และช่างคิดนะ
อย่างไรก็ตาม คนเหล่านั้นหาได้คิดกันอย่างเพ้อฝันโดยไม่มีสิ่งอ้างอิงและไม่มีสิ่งที่จะสามารถเปรียบเทียบได้เลยก็หาไม่
ความรู้เบื้องต้นแต่ลึกซึ้งตามที่เราค้นพบบางประการเป็นดังนี้
อนุภาคประจุไฟฟ้าบวก คือ โปรตอนตัวหนึ่ง (A Proton) มีอนุภาคประจุไฟฟ้าลบ คือ อิเล็กตรอนตัวหนึ่ง (An Electron) ซึ่งมีค่าของประจุไฟฟ้าเท่ากัน
แต่โปรตอนตัวหนึ่งมีมวลประมาณ 1,000 เท่าของอิเล็กตรอน 1 ตัว
อีกทั้งยังพบว่า ทั้งโปรตอนตัวหนึ่งและอิเล็กตรอนอีกตัวหนึ่งต่างก็มีคู่ไม่แฝดของตัวเองอีกต่างหากดังนี้
โปรตอนตัวหนึ่งมีปฏิโปรตอนตัวกนึ่ง (An Anti-Proton) เป็นคู่ไม่แฝด
อิเล็กตรอนตัวหนึ่งมีคู่ไม่แฝดตัวหนึ่ง คือ โพซิตรอนตัวหนึ่ง (A Positron) หรือที่รู้จักกันในนามอิเล็กตรอนบวกตัวหนึ่ง (A Positive Electron)
ผู้เขียนเพิ่งเริ่มกล่าวถึงตัวอย่างคู่ไม่แฝดของโปรตอนตัวหนึ่งกับอิเล็กตรอนอีกตัวหนึ่งเพียงคู่เดียว
ณ ขณะนี้เป็นไปได้ว่า ผู้อ่านบางคนเริ่มที่จะงง ๆ ต่อสาระทางวิชาการกันแล้ว
ผู้เขียนจึงใคร่กล่าวถึงคู่ไม่แฝดในลักษณะอื่น ๆ บ้าง
ก่อนที่ผู้อ่านจะเลิกสนใจเรื่องคู่ไม่แฝดนี้ซะก่อนดังนี้
ผู้อ่านอาจจะไม่เชื่อว่า เราทุกคนก็มีคู่แฝดที่ไม่เหมือนด้วยเช่นกัน โดยคู่แฝดที่ไม่เหมือนของแต่ละคนตามที่จะกล่าวถึงนี้บางคนอาจจะเคยคิดมาเสมอว่า เป็นเสมือนตัวแทนของตัวเองโดยที่คิดว่าเหมือนตัวเองทุกประการ
ณ ที่นี้ผู้เขียนกำลังจะกล่าวถึงภาพ (Image) ของแต่ละคนในกระจกเงาราบบานหนึ่งนั่นเอง
แท้จริงแล้วภาพของเราที่ปรากฏอยู่ทางส่วนข้างหลังกระจกเงาราบบานหนึ่งนั้น ย่อมจัดอยู่ในประเภทคู่ไม่แฝดในลักษณะที่ตรงกันข้ามตามข้อกำหนดของผู้เขียนนี้
ทั้งนี้ภาพของเราดังกล่าวนั้นจะมีลักษณะที่กลับซ้ายและขวากับของตัวเราทั้งสิ้น ดังที่เรียกว่า การกลับข้าง (Lateral Inversion)
ดังเช่น ถ้าเรายกมือข้างซ้ายภาพก็จะล้อเลียนเราโดยยกมือข้างขวา
หรือแม้แต่ว่าเรามีไฝเม็ดโตเม็ดหนึ่งที่ริมฝีปากข้างขวาภาพของเราในกระจกเงาราบบานนั้นก็จะมีไฝเม็ดโตเม็ดหนึ่งที่ริมฝีปากข้างซ้าย
ภาพของเราดังกล่าวนี้ ปรากฏทุกอย่างที่กลับซ้ายและขวากับของตัวเราเช่นนี้ ดังนั้น เราจะคิดว่า ภาพนั้น คือ ตัวของเราอีกหรือ
ในโลกนี้มีคู่ที่ไม่แฝดจำนวนมากลักษณะหนึ่ง คือ คู่ที่ไม่แฝดเชิงเพศ
ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ต่าง ๆ ล้วนต่างก็เข้าข่ายกรณีนี้ทั้งนั้น
เพราะทั้งคนและสัตว์ต่างก็มีเพศชายและเพศหญิงคู่กัน
ธรรมชาติยังกำหนดคู่ไม่แฝดให้กับสิ่งต่าง ๆ อีก เช่น
กรณีของสีดำกับสีขาวและความสว่างกับความมืด
กรณีนี้เกี่ยวข้องวิชาแสงทางฟิสิกส์
หากแต่เราไม่มีวิชาไม่แสงซึ่งควรจะเป็นคู่วิชาไม่แฝด
นอกจากนี้ เราจะกล่าวถึงความสว่างในวิชาแสงโดยไม่กล่าวถึงความมืดเลย
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า ถ้าแห่งใดแห่งหนึ่งมืดเราก็ถือว่าแห่งนั้นไม่มีแสงหรือมีแสงค่อนข้างจะน้อย ๆ ก็เป็นได้
เราจึงกล่าวว่า แสงเคลื่อนที่หรือแผ่อยู่ในบริเวณแห่งหนึ่ง ๆ
กรณีร้อนกับเย็น
กรณีนี้ก็คล้าย ๆ กับกรณีของความสว่างกับความมืดเช่นกัน
เพราะว่าเราก็จะกล่าวถึงอุณหภูมิที่บ่งบอกถึงระดับของความร้อน
และกล่าวถึงปริมาณความร้อนในรูปของพลังงานความร้อนที่มีหน่วยเป็นจูลในวิชาความร้อนโดยไม่มีวิชาความเย็น
เราคงคิดในทำนองเดียวกันว่า ความเย็น คือ ความร้อนที่น้อย ๆ
ดังนั้น เราจึงกล่าวกันดังนี้
“พลังงานความร้อนถ่ายโอนจากแห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งฉะนี้”
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
17 ธันวาคม 2553

ดวงจันทร์ที่ฉันมองดู

Dec 11, 2010 by     1 Comment     Posted under: Astronomy, Physics, Poems, Uncategorized

ดวงจันทร์ที่ฉันมองดู

ดวงจันทร์นี้ที่ฉันมองต้องแปลกใจ
เพราะเหตุใดผิวสดใสกลายหม่นหมอง
บางแห่งคล้ำดำด่างต่างเคยมอง
ความผุดผ่องดั่งน้องนางกลับห่างไกล
เครเตอร์หรือคือหลุมใหญ่มากมายนัก
จึงประจักษ์ตระหนักกันนั่นไฉน
อุกกาบาตผงาดโหมโจมลงไป
กระหน่ำใส่ให้หน้าพรุนไม่คุ้นเลย
ดวงจันทร์นี้ที่ใกล้กันฉันเพื่อนบ้าน
บริวารทางการนั้นฉันวางเฉย
ได้เคลื่อนตามโลกไปไม่ละเลย
ไม่เมินเฉยเลยใกล้ไล่ตามไป
แสงนวลผ่องส่องมานั้นนั่นสะท้อน
ไม่ยอกย้อนสะท้อนว่ามาจากไหน
สุริยาครานี้มีโดยนัย
ส่งแสงไปให้ดวงจันทร์อันจันทรา
มนุษย์นี้ที่เดินทางอย่างทะนง
โดยมุ่งตรงเจาะจงไปที่ใฝ่หา
เดินทางกลับโลกนี้ที่ผ่านมา
ด้วยความกล้าปัญญาเลิศประเสริฐงาม
คนไทยนั้นฝันบ้างไหมกระไรนั่น
สู่ดวงจันทร์อันแดนไกลอยากใคร่ถาม
อันคนไทยเรียนรู้ได้ใคร่ติดตาม
อันเนื้อความตามนี้ที่ชี้นำ

ดวงจันทร์เป็นบริวารของโลกดวงเดียว
ทั้งนี้ช่วงเวลาซึ่งดวงจันทร์หมุนรอบตัวเองครบ 1 รอบและโคจรรอบโลกครบ 1 รอบนั้นเท่ากัน คือ 1 เดือนดาราคติหรือประมาณ 27 กับ 1 ใน 3 วัน
ด้วยเหตุนี้ ดวงจันทร์จึงหันเข้าหาโลกเพียงด้านเดียวเสมอ
อีกทั้งด้านของดวงจันทร์ซึ่งรับแสงโดยตรงจากดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิสูงกว่า 130 องศาเซลเซียส
ตรงกันข้าม ด้านที่ไม่ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิต่ำกว่า -150 องศาเซลเซียส
ดวงจันทร์มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 1 ใน 4 ของโลกหรือครึ่งหนึ่งของดาวอังคารโดยประมาณ
เนื่องจากดวงจันทร์มีมวลประมาณ 1 ใน 81 ส่วนของโลกดวงจันทร์จึงมีขนาดความโน้มถ่วงที่ผิวประมาณ 1 ใน 6 ของโลกเท่านั้น
สมมติ มนุษย์โลกคนหนึ่งซึ่งมีขนาดน้ำหนัก 600 นิวตัน ณ โลก เมื่อไปอยู่ที่ดวงจันทร์จะมีขนาดน้ำหนักประมาณ 100 นิวตันเท่านั้น
ดวงจันท์มีระยะทางเฉลี่ยจากโลกประมาณ 384,400 กิโลเมตร
ดังนั้น เราจึงเห็นดวงจันทร์ตอนเต็มดวงนั้นใหญ่ใกล้เคียงกับขนาดปรากฏของดวงอาทิตย์ คือ ประมาณครึ่งองศาทั้ง ๆ ที่ดวงจันทร์มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ใน 400 ส่วนของดวงอาทิตย์เท่านั้น
อนึ่ง ดวงจันทร์ไม่มีอากาศและไม่มีบรรยากาศห่อหุ้มเหมือนกับโลก
เครเตอร์จำนวนมากซึ่งเป็นผลจากการตกกระทบโดยตรงของอุกกาบาตจึงเป็นร่องรอยที่สนับสนุนสิ่งนี้ได้เป็นอย่างดียิ่ง
ด้วยเหตุนี้ ดวงจันทร์จึงเป็นเทห์ฟ้าชิ้นหนึ่งในปริภูมิแห่งนี้ซึ่งจะมีแต่ความเวิ้งว้างว่างเปล่าและเงียบสงบ
นอกจากนี้ ไม่มีร่องรอยของน้ำปรากฏอยู่ดังเช่นบนโลกของเรา
อย่างไรก็ตาม มนุษย์ยังปรารถนาที่จะเดินทางไปสำรวจอีกในอนาคต
ทั้งนี้มนุษย์มีความอยากรู้อยากเห็นสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาตินั่นเอง
อนึ่ง ขณะที่ดวงจันทร์โคจรตามวงโคจรวงหนึ่งรอบโลกนั้น พื้นผิวของดวงจันทร์ส่วนที่สะท้อนแสงได้ประมาณ 7% ของแสงจากดวงอาทิตย์จะปรากฏแก่คนบนโลกมีลักษณะแตกต่างกันไปตามตำแหน่งต่าง ๆ กันนั้น
ทั้งนี้จึงทำให้เกิดข้างขึ้นและข้างแรมฉะนี้
ผิวดวงจันทร์นั้นงามตามคนมอง
บางคนจ้องมองตอนเต็มเข้มแจ่มใส
บางคนนั้นต่างจิตคิดต่างไป
เป็นเสี้ยวไซร้ใคร่เห็นเน้นคิ้วงาม
อันต่างคนยลแตกต่างอย่างที่บอก
หาได้หลอกบอกกันได้ไม่ต้องถาม
ต่างจิตใจสิ่งใดต่างอย่างดีงาม
ย่อมสื่อความตามสิ่งนี้ดีทั่วกัน

สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
11 ธันวาคม 2553

ดวงอาทิตย์ดับ

Dec 9, 2010 by     Comments Off on ดวงอาทิตย์ดับ    Posted under: Astronomy, Physics, Uncategorized

 

ดวงอาทิตย์ดับ
มวล-พลังงาน
มวลนั้นหรือคือสสารวานช่วยกล่าว
ช่วยบอกเล่าข่าวสารนี้นี่ไฉน
ไอน์สไตน์แถลงแจ้งเป็นไป
บอกเป็นนัยกลายเป็นดั่งพลังงาน
อัตราเร็วกำลังสองต้องคูณด้วย
จึงจะช่วยปรุงแต่งแห่งสสาร
ผลคูณนี้ที่ได้ดั่งพลังงาน
สิ่งต้องการประสานใจกายสราญ

โดยทั่วไปจะกล่าวถึงมวล (Mass) ในลักษณะหนึ่งที่สื่อถึงเนื้อแท้ของสสาร
อย่างไรก็ตาม ทางฟิสิกส์เรานิยมเน้นถึงความหมายในอีกลักษณะหนึ่งที่สัมพันธ์กับการเคลื่อนที่ของวัตถุก้อนหนึ่งดังนี้
มวล คือ ปริมาณชนิดหนึ่งซึ่งเป็นสมบัติโดยเฉพาะของวัตถุก้อนหนึ่งซึ่งต่อต้านพฤติกรรมของการเคลื่อนที่ โดยที่เราจะกล่าวเน้นว่า มวล คือ ปริมาณตัวหนึ่งที่สื่อให้รู้ถึงอิเนอร์เชีย (Inertia) ของวัตถุก้อนหนึ่ง
ทั้งนี้มวลเป็นปริมาณสเกลาร์ชนิดหนึ่งซึ่งก็จะมีแต่เพียงขนาด (Magnitude) อย่างเดียวเท่านั้น
โดยมีหน่วยในระบบเอสไอระบบหนึ่ง คือ กิโลกรัม (kilogram “kg”)
พลังงาน (Energy) เป็นคำที่เราใช้ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งสื่อความหมายถึงสิ่งหรืออำนาจที่มีอยู่ในสิ่งหนึ่ง โดยที่จะสามารถแปรเปลี่ยนรูปได้และสามารถก่อให้เกิดผลต่อสิ่งอื่น ๆ ได้
แม้แต่คนเราทุกคนก็มีพลังงานของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปมักจะสื่อความหมายถึงคำว่า พลัง เช่น กล่าวกันว่าเรามีพลังและในบางครั้งก็อาจจะพูดควบคู่กับคำว่า กำลังเป็นกำลังพลังซึ่งพึงสื่อความหมายทางวิชาการว่า อัตราพลัง กล่าวคือ พลังต่อหน่วยเวลา
ทั้งนี้ ณ ที่นี้เราจะใช้คำว่า พลังงานคำเดียวนี้เท่านั้น
จึงขอให้เข้าใจตรงกันด้วย
ถึงแม้ว่าพลังงานจะมีลักษณะที่เป็นนามธรรม
แต่เราต่างบริโภคพลังงานกันในหลายลักษณะและหลายรูปตลอดเวลา
โดยที่เราอาจจะรู้หรือไม่ก็ตาม เช่น
พลังงานแสง (Light Energy)
พลังงานเสียง (Sound Energy)
พลังงานไฟฟ้า (Electrical Energy)
พลังงานความร้อน (Thermal Energy)
พลังงานแม่เหล็ก (Magnetic Energy)
และพลังงานนิวเคลียร์ (Nuclear Energy)
ทั้งนี้พลังงานในระบบเอสไอระบบหนึ่งมีหน่วย คือ จูล (joule “J”)
โดยทั่วไป เราก็บริโภคพลังงานในหลายรูปแบบด้วยความเคยชินจนแทบจะไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำไปว่า ทุกคนต่างบริโภคพลังงานหลายลักษณะอยู่ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเราไม่กล่าวกันดังนี้
กล่าวคือ เราบริโภคมวลซึ่งฟังแล้วก็ค่อนข้างจะแปลกอยู่บ้าง แต่อาหารทุกชนิดที่เรากินอยู่ทุกวันนั้นล้วนแต่มีมวลทั้งสิ้น
เพียงแต่ว่าเราต่างเลี่ยงไปพูดว่า เรากินอาหารนั่นเอง
ถึงกระนั้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นหลักที่เราจะกล่าวถึง ณ ที่นี้
สิ่งที่เราต้องการกล่าวถึงภายใต้หัวเรื่อง มวล-พลังงานนี้ คือ การแปรสภาพของมวลไปเป็นพลังงาน
ทั้งนี้ต้องยอมรับกันว่า สิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งค่อนข้างแปลกต่อความนึกคิดในชีวิตประจำวันกันทั่วไปซึ่งต่างไปจากตามที่เราพอจะยอมรับว่า พลังงานแปรรูปได้
ทั้ง ๆ ที่บางคนก็อาจจะยังเชื่ออย่างไม่สนิทใจนัก
ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนก็พร้อมที่จะบอกแก่ผู้อ่านทุกคนด้วยดังนี้
เนื้อหาสาระซึ่งกำลังจะกล่าวถึง ณ ที่นี้อาจจะขัดต่อความรู้สึกตามสามัญสำนึกอยู่บ้าง แต่สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นอยู่ทุก ๆ วันเพียงแต่เราไม่ได้สนใจกันเท่านั้น
ทั้งนี้พลังงานจำนวนมากที่เราต่างได้รับจากดวงอาทิตย์ทุกขณะนั้นเป็นผลจากกระบวนการแปรสภาพจากมวลไปเป็นพลังงาน
ด้วยเหตุนี้ ดวงอาทิตย์ก็กำลังแปรสภาพสสารไปเป็นพลังงานให้เราทั้งหลายได้บริโภคกันโดยมิได้มีเวลาหยุดพัก ในทำนองเดียวกับหัวใจของเราที่ทำงานตลอดเวลาที่เรามีชีวิตอยู่ โดยเราจะเสียชีวิตเมื่อหัวใจของเราไม่ทำงาน
ถ้าเราคิดว่าวันหนึ่งในอนาคตสสารของดวงอาทิตย์ที่จะแปรสภาพเป็นพลังงานให้เรานั้นหมดลงหรือดวงอาทิตย์จะดับลง โลกจะไม่มีแหล่งต้นทางพลังงานซึ่งจำเป็น ชีวิตบนโลกที่จะดำรงอยู่ได้
นั่นย่อมหมายถึงว่า “มนุษย์ก็จะถึงกาลอวสาน”
มนุษย์โลกเป็นสิ่งมีชีวิต (สัตว์) ชนิดหนึ่งที่เห็นแก่ตัวเองเป็นที่สุด
มนุษย์จึงได้หวั่นวิตกถึงวันเวลาที่ดวงอาทิตย์จะดับลงนั้น
อย่างไรก็ตาม ข้อความซึ่งผู้เขียนจะกล่าวถึงนี้ก็น่าจะคิดได้ว่า เป็นข้อความที่ดีสำหรับผู้อ่านทุกคนที่รวมทั้งผู้เขียนด้วย
ข้อความดังกล่าวนั้นเป็นดังนี้
“จากการคำนวณของผู้เขียนนั้นดวงอาทิตย์จะมีอายุอยู่ได้ราวแสนล้านปี”
ทั้งนี้ก็นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาอีกยาวนานทีเดียว
เมื่อเทียบกับอายุของแต่ละคนที่ประมาณ 100 ปี
ตอนนี้ผู้อ่านคงจะพอโล่งใจไปได้เปราะหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม การคำนวณนี้อยู่ภายใต้ภาวะต่าง ๆ โดยประมาณดังนี้
1. เรายอมรับปฏิกิริยาชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นจริงในดวงอาทิตย์ ณ อุณหภูมิที่สูงถึง 15 ล้านเคลวิน คือ ปฏิกิริยาการหลอมเชิงความร้อนของนิวเคลียส (Thermonuclear Fusion Reaction)
โดยที่มีส่วนพร่องมวล (Mass Defect) ได้แปรสภาพไปเป็นพลังงาน
2. วัฏจักรชนิดหนึ่งที่เราใช้พิจารณา คือ วัฏจักรโปรตอน-โปรตอน (Proton-Proton Cycle) ซึ่งมีหลักโดยสรุปดังนี้
โดยรวมแล้วนิวเคลียส 4 ก้อนของไฮโดรเจนในแต่ละวัฏจักรหนึ่ง ๆ ก็ย่อมจะมีนิวเคลียส 1 ก้อนของฮีเลียมเป็นผลิตผลและมีส่วนพร่องมวลจำนวนหนึ่งที่แปรสภาพไปเป็นพลังงาน
3. พลังงาน Q จูลซึ่งได้จากวัฏจักรโปรตอน–โปรตอนจะสัมพันธ์กับส่วนพร่องมวล m กิโลกรัมและอัตราเร็วของแสงในปริภูมิอิสระ คือ c ซึ่งมีค่าประมาณ 300 ล้าน เมตรต่อวินาทีดังนี้
กล่าวคือ Q = mcc จูล
อนึ่ง ในหลายกรณีเราคิดมวลพร่องเป็นหน่วยมวลเอกภาพ (Unified Mass Unit “u”) และคิดพลังงานเป็นเมกะอิเล็กตรอนโวลต์ (MeV)
4. พลังงานที่ได้ในแต่ละวัฏจักรประมาณ 25.7 เมกะอิเล็กตรอนโวลต์
5. ดวงอาทิตย์ไม่ตกอยู่ในสภาวะอื่น ๆ ที่จะทำให้มีการระเบิด
ดังนั้น เมื่อเราทุกคนตื่นขึ้นมาในตอนเช้าของวันใหม่เราจะพบกับดวงอาทิตย์ดวงนี้ทุกวัน ๆ อีกยาวนาน

ดวงตะวันขันอาสามาที่โลก
อีกทั้งโบกมือทักรักกันเหลือ
โลกของเราอยู่ไปได้จุนเจือ
ได้เอื้อเฟื้อเกื้อกูลโลกโชคกระไร
ตัวฉันนี้ที่หวั่นวันโลกดับ
พร้อมกันกับสดับหาว่าไฉน
ท้ายสุดนี้ที่รู้อยู่แก่ใจ
โลกสดใสอีกนานไซร้ใคร่ผดุง

สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
9 ธันวาคม 2553

โลกของเรา

Dec 8, 2010 by     Comments Off on โลกของเรา    Posted under: Astronomy, Physics, Uncategorized

 

 

โลกของเรา

โลกเรานี้ถิ่นที่มีชีวิต
ใช่น้อยนิดกว้างใหญ่แลไพศาล
รูปทรงกลมสมส่วนอ้วนประมาณ
อายุผ่านกาลนั้นพันล้านปี
โลกเราหรือคือหนึ่งซึ่งดาวเคราะห์
ห่างพอเหมาะเฉพาะแหล่งแห่งแสงสี
สุริยันผันพลังอย่างพอดี
ถึงได้มีชีวาอยู่คู่โลกา

โลก (The Earth) ที่เราอาศัยนี้เป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งของระบบสุริยะระบบหนึ่ง (A Solar System) โดยอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ (The Sun) เป็นดวงที่ 3 นับต่อจากดาวพุธ (Mercury) ดวงหนึ่งและดาวศุกร์ (Venus) อีกดวงหนึ่ง
ทั้งนี้ระยะห่างดังกล่าว คือ 1 หน่วยดาราศาสตร์หรือประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร
โลกมีลักษณะเป็นทรงกลมก้อนหนึ่งซึ่งมีค่ารัศมีที่เส้นศูนย์สูตรประมาณ 6,400 กิโลเมตร มีเส้นรอบวงวงหนึ่งที่เป็นเส้นศูนย์สูตรยาวประมาณ 4 หมื่นกิโลเมตร และมีปริมาตรประมาณ 1 ล้านล้านลูกบาศก์กิโลเมตร
โลกซึ่งมีค่ามวลประมาณ 6 ล้านล้านล้านล้านกิโลกรัมมีค่าความหนาแน่นมวลเชิงปริมาตรโดยเฉลี่ยประมาณ 5.5 เท่าของน้ำและมีขนาดความโน้มถ่วง ณ ผิวประมาณ 9.8 เมตรต่อวินาทีต่อวินาที
ทั้งนี้โลกของเรามีอายุประมาณ 4,500 ล้านปี
ข้อมูลสำคัญบางประการซึ่งผู้เขียนอ้างประกอบไว้นี้ก็ควรที่จะมีประโยชน์บ้างสำหรับผู้อ่านหลายคน ส่วนผู้อ่านบางคนซึ่งยังไม่จำเป็นต้องรู้ข้อมูลเหล่านี้แล้วละเลยไปก็ไม่น่าจะมีผลเสียแต่ประการใด
อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้อ่านบางคนต้องการรู้ข้อมูลเหล่านี้บ้างในโอกาสต่อไป หรือในกรณีที่ผู้เขียนอ้างถึงก็อาจจะสามารถกลับมาศึกษาได้เช่นกัน

สิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้ชีวิตของเราทุกคนดำรงอยู่ได้นั้นมีอะไรบ้าง
ผู้เขียนเริ่มต้นด้วยคำถามเช่นนี้
เพราะเชื่อว่า น้อยคนนักที่จะคิดถึงและสนใจอย่างจริงจังต่อสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้
ทั้งนี้นอกจากเพียงแต่ได้ยินหรือได้รับรู้กันมาอย่างผิวเผินบ้างว่า ปัจจัย 4 อย่างของบรรพชิตในพระพุทธศาสนาเป็นดังนี้
1. จีวรที่เป็นเครื่องนุ่งห่ม
2. บิณฑบาตที่สื่อความหมายถึงอาหาร
3. เสนาสนะซึ่ง คือ ที่อยู่อาศัย
4. คิลานเภสัชที่บ่งบอกถึงยา
อย่างไรก็ตาม ณ ที่นี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงในลักษณะที่เป็นอยู่กันในชีวิตประจำวัน โดยที่ไม่ได้อิงในตำราแต่เพียงอย่างเดียว
ผู้อ่านโปรดช่วยสำรวจไปพร้อม ๆ กันกับผู้เขียนอีกทางหนึ่งด้วยดังนี้
1. อากาศ
ตามทัศนของผู้เขียนอากาศที่เหมาะสมแก่การดำรงชีวิตของมนุษย์น่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญสุด ถ้าเราปราศจากอากาศบริสุทธิ์และเหมาะสมในช่วงเวลาไม่นานนักเราจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้
คำว่า “บริสุทธิ์นี้” ผู้เขียนคงจะไม่ต้องขยายความไปมากกว่าที่จะบอกว่าไม่ควรมีแก๊สพิษที่เกินกว่าชีวิตจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้
สำหรับคำว่า “เหมาะสมนี้” ผู้เขียนได้กล่าวขึ้นมาประกอบสาระ ณ ที่นี้ โดยสื่อว่า อากาศที่เราหายใจจะต้องมีแก๊สออกซิเจนในสัดส่วนที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายของเรา
ทั้งนี้ในอากาศปกติของโลกจะมีแก๊สออกซิเจนประมาณ 21 เปอร์เซ็นต์และมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นสัดส่วนที่ร่างกายของเราพอรับได้ อีกทั้งต้นไม้ยังมีพฤติกรรมในการเสริมสร้างแก๊สออกซิเจนตอนเวลากลางวันซึ่งนับได้ว่าเป็นส่วนดี แต่จะปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เราไม่ต้องการในเวลากลางคืนด้วยเช่นกัน สิ่งสำคัญ คือ มนุษย์ควรที่จะลดจำนวนแก๊สพิษ เช่น แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ที่เป็นผลจากการเผาไหม้ในการทำงานของเครื่องยนต์ดังที่ใช้กันมากตามชุมชนคนเมือง หรือแม้แต่แก๊สมีเทนที่เป็นผลเสียจากการเกษตรนอกฤดูกาล เช่น การทำนาปลังที่ฝืนต่อกระบวนการของธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่อยากมองข้ามความสำคัญของบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกของเราอยู่โดยรอบหลาย ๆ ชั้นที่มีค่าความหนาแน่นลดหลั่นกันตามความสูงจากผิวโลก
อีกทั้งมีพฤติกรรมเชิงธรรมชาติอย่างเหมาะสมที่เราสามารถศึกษาและอธิบายเชิงวิชาการได้ด้วย

ขอย้ำว่า บรรยากาศที่หุ้มห่อโลกของเรานี้มีประโยชน์ต่อเราอย่างมาก โดยเราไม่ควรจะมองข้าม
ถ้าโลกของเราปราศจากบรรยากาศโลกพลังงานแสงอาทิตย์จะเผาโลกในเวลาอันสั้นอย่างยิ่ง
ถึงกระนั้น ณ บรรยากาศส่วนบนอุณหภูมิของบริเวณหนึ่งซึ่งรับแสงอาทิตย์กับอีกบริเวณหนึ่งที่อยู่ตรงกันข้ามอาจจะต่างกันมากถึง 400 องศาเซลเซียส
ทั้งนี้อุณหภูมิของบริเวณหนึ่งซึ่งรับแสงอาทิตย์อาจจะสูงถึง 2 เท่าของอุณหภูมิจุดเดือดของน้ำที่ 100 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิของอีกบริเวณหนึ่งที่อยู่ตรงกันข้าม ก็อาจจะต่ำประมาณที่ค่าติดลบ 200 องศาเซลเซียสซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ต่ำมากจนสุดที่เราจะคาดคิดได้
2. น้ำ
ร่างกายของเรานี้มีน้ำเป็นองค์ประกอบและต้องยอมรับกันว่า น้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตของเราในแต่ละวัน
ทั้งนี้น้ำจำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากกว่าอาหาร
เพราะว่าเราสามารถอดอาหารได้นานกว่าที่เราจะไม่ดื่มน้ำเลย
โลกเป็นดาวเคราะห์หนึ่งและดวงเดียวเท่านั้นของระบบสุริยะระบบหนึ่งซึ่งมีน้ำในสถานะของเหลวดังที่เรามักเรียกกันสั้น ๆ ว่าน้ำนี้
ทั้งนี้น้ำยังอยู่ในอีก 2 สถานะ คือ น้ำแข็งที่เป็นของแข็งสถานะหนึ่งและแก๊สที่อยู่ในรูปของไอน้ำอีกสถานะหนึ่ง
เราแทบไม่น่าเชื่อว่า ผิวโลกของเรานี้มีน้ำปกคลุมอยู่มากกว่า 2 ใน 3 ส่วน โดยจะมากถึงประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ตาม เราต้องตระหนักว่าบริเวณแหล่งน้ำบนผิวโลกซึ่งเราได้กล่าวถึงนี้ บริเวณส่วนใหญ่ คือ ทะเลกับมหาสมุทรและบริเวณน้ำแข็ง ณ ขั้วโลกทั้งสอง
ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องคำนึงถึงน้ำที่เราใช้อุปโภคและบริโภค
ปรากฏว่าหลาย ๆ แห่งบนโลกมีน้ำอุดมสมบูรณ์จนในบางครั้งก็เกิดอุทกภัย แต่อีกหลาย ๆ แห่งก็ยังขาดแคลนน้ำ
นัยว่าเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ไม่โดยทางตรงก็ทางอ้อม
3. อาหาร
โดยทั่วไปแล้วเรามักคิดว่า อาหารเป็นสิ่งจำเป็นลำดับแรกต่อการดำรงชีวิตของเรา แต่ผู้เขียนก็จัดไว้ลำดับที่ 3
อีกทั้งร่างกายของเรายังต้องการอาหารที่หลากหลายและมีคุณค่าทางโภชนาการ ถ้าเรานึกถึงประชากรของโลกในส่วนที่กำลังขาดแคลนอาหารอย่างมาก
เราก็อาจจะตระหนักว่า เราบริโภคจนเกินความจำเป็นของร่างกายจนกลายเป็นคนอ้วนที่สะสมโรคชนิดต่าง ๆ ไว้ในตัวของเรา
4. ที่อยู่อาศัย
ที่อยู่อาศัยตามที่ผู้เขียนกล่าวถึง ณ ที่นี้ ควรจะมีความเหมาะสมซึ่งพอดีพองาม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเราสามารถลดสิ่งอำนวยความสะดวกหลายชนิดที่เข้าข่ายว่า เป็นการรังแกธรรมชาติจนเกินความพอดีพอควร
เช่น อุปกรณ์ชนิดหนึ่ง ๆ ที่บริโภคพลังงานจำนวนมาก
ในที่สุด ความสมดุลที่โลกมีอาจจะสิ้นสุดลงในเวลาก่อนอันควรก็เป็นได้
5. เครื่องนุ่งห่ม
เครื่องนุ่งห่มที่มีความหมายดังชื่อที่กล่าวถึงนี้ควรเป็นเพียงเครื่องปกปิดร่างกายอย่างเหมาะสมกับสถานที่ สภาวะ และโอกาสโดยมีสิ่งปรุงแต่งตามสมควร
ทั้งนี้อาจจะรวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ตามควรด้วย
6. ยา
ยาที่ผู้เขียนบ่งบอกถึงยารักษาโรค มิใช่ยาชนิดอื่น ๆ ที่อาศัยแต่ชื่อเพียงเพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกที่ดีขึ้นบ้างเท่านั้น เช่น ยาเสพติด
ทั้งนี้เราต้องระบุว่า สิ่งเสพติดซึ่งให้โทษน่าจะเหมาะสมกว่า
จุดประสงค์หลักประการหนึ่งที่ผู้เขียนกล่าวไว้ในลักษณะนี้ คือ ผู้เขียนอยากจะบอกให้รับรู้ว่า สิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายเหล่านี้ หรือว่าจะมีสิ่งอื่น ๆ อีกซึ่งเราต่างต้องการเพื่อการดำรงชีวิตล้วนแต่มีอยู่คู่กับโลกของเราซึ่งธรรมชาติได้มอบให้กับเราอย่างพอเพียง
เราจึงควรบริโภคอย่างเหมาะสมโดยพยายามรักษาความสมดุลของธรรมชาติไว้เป็นที่สุด
มิฉะนั้น ในอนาคตจะไม่มีดาวเคราะห์ที่อุดมสมบูรณ์ คือ โลกของเราในระบบสุริยะระบบนี้ปรากฏอยู่ในเอกภพของเราที่เราเองก็ยังมีความรู้เพียงน้อยนิดเทียบกับขอบเขตของเอกภพนี้อีกต่อไป

สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
8 ธันวาคม 2553

พ่อกับลูกชายในสมัยโบราณตอนที่ 3

Dec 4, 2010 by     Comments Off on พ่อกับลูกชายในสมัยโบราณตอนที่ 3    Posted under: Astronomy, Physics, Uncategorized

พ่อกับลูกชายในสมัยโบราณตอนที่ 3

พ่อ ค่ำวันนี้ลูกสังเกตเห็นอะไรที่สะดุดตาบ้างไหม
ลูกชาย แสดงอาการงง ๆ ที่พ่อถามเช่นนั้น
ทั้งนี้พ่อเริ่มถามขึ้นมาก่อนโดยที่พ่อไม่ได้เอ่ยถึงอะไรเลย
ลูกชายจึงไม่ค่อยแน่ใจว่า พ่อนั้นต้องการคำตอบเกี่ยวกับอะไรกันแน่
ดังนั้น ลูกชายจึงถามพ่อกลับไปว่า “พ่อหมายถึงอะไรกันครับ”
พ่อ ก็ตามปกติลูกสนใจเกี่ยวกับอะไรกันล่ะ
ลูกชาย อ๋อ สิ่งต่าง ๆ รอบตัวของเราในแต่ละวัน ๆ ใช่ไหมพ่อ
พ่อ ก็นั่นแหละ แล้วลูกจำได้หรือไม่ว่า “พ่อเคยเอ่ยกับลูกว่า พ่อต้องหาคำตอบว่าลูกสนใจวิชาอะไรกันแน่ โดยที่ตอนนี้พ่อรู้แล้ว”
ลูกชาย วิชาอะไรหรือครับพ่อ
พ่อ เพื่อนคนหนึ่งของพ่อบอกกับพ่อว่า “วิชานั้น คือ วิชาดาราศาตร์”
โดยที่คำว่า “ดารา” หมายถึง “ดาว”
ส่วนคำว่า “ศาสตร์” หมายถึง “วิชา”
ฟังดูก็เข้าทีดีนะลูก
เอ แต่ตอนนี้ลูกเลยถือโอกาสไม่ตอบคำถามของพ่อในตอนเริ่มแรกนั้น
ลูกชาย ผมนึกได้ทันที ณ ตอนนี้แล้วครับพ่อ
วันนี้ดวงจันทร์ที่ปรากฏ ณ ขอบฟ้าทางทิศตะวันออกตอนพลบค่ำนั้นมีลักษณะเต็มดวงและสว่างจ้า
อ้อ ดวงโตด้วยครับพ่อ
พ่อ ใช่แล้วลูก
แล้วลูกรู้หรือไม่ว่า วันนี้เป็นวันข้างขี้นหรือวันข้างแรมกี่ค่ำกัน
ลูกชาย ยิ้มกริ่มและตอบกับพ่อว่า
“วันขึ้น 15 ค่ำครับพ่อ”
พ่อ เก่งจัง ทำไมลูกรู้ล่ะ
ลูกชาย ครูสวัสดิ์บอกกับนักเรียนในชั้นวันนี้เองครับพ่อ
อีกทั้งครูสวัสดิ์ยังบอกให้นักเรียนทั้งชั้นสังเกตดูดวงจันทร์ตอนที่ปรากฏขึ้น ณ ขอบฟ้าทางทิศตะวันออกในตอนพลบค่ำด้วย
พ่อ ครูสวัสดิ์ของลูกนี่เป็นครูที่ดีและเอาใจใส่ต่อนักเรียนอย่างมากเท่าที่พ่อได้ยินมา
ลูกชาย ครูสวัสดิ์ดีกับนักเรียนทุกคนเลยครับพ่อ
นอกจากนั้น ครูสวัสดิ์ยังบอกอีกว่า
“เราจะเห็นเหมือนกับว่าดวงจันทร์ดวงโตมากตอนที่อยู่ใกล้ ๆ กับขอบฟ้านั้น”
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นครับพ่อ
พ่อ หยุดไปพักหนึ่ง แล้วตอบกับลูกชายดังนี้
พ่อเคยได้ยินเขาพูดกันว่า “นั่นเป็นเพราะเรามองขนาดของดวงจันทร์ตอนนั้นเปรียบเทียบกับสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่แถว ขอบฟ้าประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง คือ เรามองไปตามแนวนอนแนวหนึ่ง”
ลูกชาย แนวนอนแนวหนึ่ง คือ แนวที่เราต้องนอนดูอย่างนั้นใช่ไหมครับพ่อ
พ่อ ยิ้มอย่างชอบใจในความคิดอย่างซื่อ ๆ ของลูกชาย
ลูกไม่ต้องนอนดูหรอกลูก
แนวนอนแนวหนึ่ง คือ แนวที่ลูกมองตรงออกไปขณะที่ลูกนั่งอยู่นี่แหละ
อ้อ ถ้าลูกเงยหน้าจนสุดและแหงนมองขึ้นไปหรือนอนมองขึ้นไปจะเป็นแนวยืนแนวหนึ่ง โดยตอนนี้คล้าย ๆ กับแนวที่ลูกยืนตรงแนวหนึ่งนั่นเอง
ลูกชาย ทำหน้างง ๆ และพูดว่า “ยากเหมือนกันครับพ่อ”
พ่อ เอาเป็นว่าตอนนี้ลูกรู้จักแนวนอนแนวหนึ่งก็พอแล้วกระมัง
อ้อ เดี๋ยวก่อน บางทีก็เรียกกันว่า “แนวระดับแนวหนึ่ง” ด้วยนะ
ลูกชาย วันนี้ลูกมีคำที่ต้องท่อง 2 คำดังนี้
1. แนวนอนแนวหนึ่ง
2. แนวระดับแนวหนึ่ง
ถ้าลูกจำได้วันพรุ่งนี้ลูกจะไปถามเพื่อน ๆ ของลูกเกี่ยวกับคำ 2 คำนี้
พ่อ พ่อลืมบอกกับลูกอย่างหนึ่งดังนี้
ถ้าเราแหงนดูดวงจันทร์เต็มดวงตอนที่อยู่เหนือหัวขึ้นไปเราจะรู้สึกว่าดวงจันทร์มีขนาดที่เล็กกว่าตอนที่เราเห็น ณ ขอบฟ้านั้นนะลูก
อย่างไรก็ตาม ทั้งพ่อและลูกก็ไม่ต้องตื่นขึ้นมาดูตอนคืนนี้หรอกนะ
ลูกฟังผ่าน ๆ ไว้ก็พอ
ลูกชาย ผมสังเกตว่าขนาดของดวงจันทร์ที่เห็น ณ ตอนนี้โตแทบไม่ต่างกับขนาดของดวงอาทิตย์เลยนะพ่อ
พ่อ เรื่องนี้ต้องคุยกันอีกนานนะลูก
อย่างไรก็ตาม พ่อต้องเตือนลูกดังนี้
ลูกอย่ามองดูดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่าอีกนะลูก
ลูกชาย ครับพ่อ
พ่อ เสียงแม่เรียกแล้ว เราเข้าบ้านกันดีกว่า
เอาไว้วันข้างหน้าลูกค่อยมาเดินคุยกับพ่อเหมือนอย่างวันนี้อีก
ลูกชาย ยิ้มและตอบกับพ่อว่า “ครับพ่อ”
อีกทั้งนึกอยู่ในใจดังนี้
“พ่อของเพื่อน ๆ จะเหมือนกับพ่อของเราหรือไม่หนอ”
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
5 ธันวาคม 2553

พ่อกับลูกชายสมัยโบราณตอนที่ 2

Dec 3, 2010 by     Comments Off on พ่อกับลูกชายสมัยโบราณตอนที่ 2    Posted under: Astronomy, Physics, Uncategorized

พ่อกับลูกชายในสมัยโบราณตอนที่ 2

พ่อ        นานหลายวันเลยลูกที่พ่อและลูกไม่มีโอกาสนอนคุยกันเหมือนวันนั้น
ลูกชาย ครับพ่อ ผมก็รอว่าพ่อพอจะมีเวลาว่างเมื่อใด
พ่อ        วันนี้พ่อว่างและท้องฟ้าก็มีดวงดาวพราวพร่างเต็มท้องฟ้า
              อีกทั้งเป็นคืนที่ไร้แสงจันทร์ด้วยนับว่าเป็นคืนที่เหมาะสมอย่างยิ่ง
              ลูกเตรียมที่นอนคุยกันเหมือนกับวันนั้นได้หรือไม่เอ่ย
ลูกชาย ได้ครับพ่อ
พ่อ        ชี้ไป ณ บริเวณหนึ่งของท้องฟ้าและบอกให้ลูกมองตามไปในทิศทางนั้น
              ลูกเห็นกลุ่มดาวกลุ่มนั้นที่มีรูปร่างคล้ายคันไถนั่นไหม
ลูกชาย มองตามไปในทิศทางดังกล่าวและถามพ่อกลับด้วยว่า ดาวที่เรียงกันเป็นเส้นตรง       สัก 3 ดวงและมีดาวที่ต่อโค้งลงอีกสัก 3 ดวงหรือ 4 ดวงนั่นใช่ไหมครับพ่อ
พ่อ        ใช่แล้วลูก
              คนไทยเรียกว่า “กลุ่มดาวไถ” โดยมีความหมายว่า “คล้ายคันไถน่ะ” 

              แต่ไม่ได้สื่อความหมายทำนองคนที่ชอบยืมเงินเพื่อนฝูงแล้วไม่ใช้คืนนะ
ลูกชาย คล้ายจริง ๆ ด้วยพ่อ
              คนไทยก็เก่งไม่แพ้ชนชาติอื่นเลยนะพ่อ
พ่อ        อ้อ อย่างไรก็ตาม ชาวตะวันตกที่เราเรียกกันว่า “ฝรั่ง” มองเห็นเป็นส่วนหนึ่งของเข็มขัดเส้นหนึ่งและมีดเล่มหนึ่งที่เหน็บไว้กับเอวของนายพรานคนหนึ่ง โดยที่เรียกกลุ่มดาวกลุ่มนี้ว่า กลุ่มดาวนายพรานกลุ่มหนึ่งหรือออไรออนกลุ่มหนึ่ง (AN ORION)
ลูกชาย ขอให้ผมดูดาวดวงอื่น ๆ ที่รวมเป็นกลุ่มนายพรานกลุ่มนี้ให้ชัดเจนสักหน่อยนะครับพ่อ
พ่อ         ตามสบายเลยลูก
              พร้อมทั้งพูดขยายต่ออีกด้วยดังนี้
              ลูกพยายามมองดาวดวงอื่น ๆ ที่ประกอบเป็นนายพรานคนนี้ที่มือขวาถือกระบองอันหนึ่ง ส่วนมือซ้ายก็มีโล่โล่หนึ่งที่ทำด้วยหนังสัตว์ผืนหนึ่งด้วยล่ะ
ลูกชาย ผมก็มองดูคล้าย ๆ เช่นนั้นเหมือนกันครับพ่อ
พ่อ        เอ ลูกชายของพ่อนี่มีแนวโน้มที่จะชอบดูดาวแล้วกระมัง
             อ้อ ขอให้พ่อนึกก่อนว่า คนที่สนใจเกี่ยวกับดาวนี้ต้องเรียนทางวิชาใดดี
             อย่างไรก็ตาม ตอนนี้พ่อก็ยังนึกไม่ออก
             ถ้าพ่อมีโอกาสพบกับเพื่อนของพ่อคนหนึ่งพ่อจะถามให้
             รับรองว่า เพื่อนของพ่อคนนั้นต้องรู้อย่างแน่นอน
             ว่าแต่ลูกเห็นดาวสว่างสีแดงดวงหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากกลุ่มดาวนายพรานกลุ่มนี้หรือไม่ล่ะ
ลูกชาย ยังไม่แน่ใจครับพ่อ
พ่อ        ชี้ไปทางดาวสว่างสีแดงดวงที่พ่อพูดถึง
              นั่นแหละ คือ ดาวตาวัวดวงหนึ่ง
ลูกชาย เห็นแล้วครับ
พ่อ        นายพรานคนนี้กำลังสู้กับวัวกระทิงตัวหนึ่งที่เป็นกลุ่มดาววัวกลุ่มหนึ่งนั่นเอง
ลูกชาย คนเรานี่ช่างสังเกตจังนะพ่อ
              แล้วชาวตะวันตกเรียกกลุ่มดาวกลุ่มนี้อย่างไรครับพ่อ
พ่อ        พ่อกำลังนึกอยู่
              อ้อ นึกออกแล้ว
              กลุ่มดาวทอรัสกลุ่มหนึ่ง (A TAURUS) น่ะ
ลูกชาย พ่อของผมนี่เก่งจังเลย
พ่อ         พ่อก็อ่านจากหนังสือและสังเกตด้วยนั่นแหละ
               อีกหน่อยลูกจะต้องเก่งกว่าพ่อหลายเท่านัก
ลูกชาย ลูกจะเก่งกว่าพ่อได้อย่างไร
พ่อ         ลูกต้องเก่งกว่าพ่อ
               ลูกต้องเรียนให้สูงกว่าพ่อมาก ๆ
               ประเทศไทยและโลกจะได้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นอย่างไรล่ะ
ลูกชาย นิ่งเฉย โดยที่ไม่ค่อยเข้าใจในความหมายที่พ่อสื่อให้รู้นั้นนักหรอก
              พ่อครับทั่วทั้งท้องฟ้าคงมีกลุ่มดาวจำนวนมากเลยนะพ่อ
พ่อ         มาก
              ถ้าลูกสนใจจริงจังอย่างนี้พ่อจะต้องค้าหาคำตอบมาให้ลูกอีกแล้วซี
ลูกชาย พ่อของผมดีจัง
พ่อ        คืนนี้เรานอนคุยกันเพียงเท่านี้เถอะนะ
              พรุ่งนี้เช้าลูกก็จะต้องตื่นแต่เช้า
ลูกชาย ครับพ่อ

สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
3 ธันวาคม 2553