Browsing"Astronomy"

เวลาของประเทศไทย

Nov 29, 2010 by     Comments Off on เวลาของประเทศไทย    Posted under: Astronomy, Physics, Uncategorized

เวลาของประเทศไทย

จำได้ว่า “นักการเมืองคนหนึ่งพยายามต้องการให้เวลาของประเทศไทยตรงกับของสิงคโปร์ด้วยเหตุผลเพียงเพื่อประโยชน์ในการเปิดและปิดตลาดหุ้นการเงินเพียงสถานเดียว”
ตอนนั้นผู้เขียนก็นึกปลง
พุทโธ่เอ๋ย คิดอะไรตามใจตัวเองโดยไร้ความรู้ประกอบเอาซะเลย
อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏว่ามีใครค้านและออกความเห็นแต่ประการใด
โดยที่เรื่องดังกล่าวนั้นเงียบไปเองโดยปริยาย

ผู้เขียนคิดว่า น่าจะเป็นจังหวะเหมาะที่ควรพูดถึงเกี่ยวกับการกำหนดเวลาของประเทศใดประเทศหนึ่งบนโลกนี้โดยสรุปให้พอจะเข้าใจกันได้บ้างในเบื้องต้นดังนี้
1. โลกหมุนรอบตัวเองทวนเข็มนาฬิกาถ้าเราก้มมองลงสู่ขั้วเหนือโลก
2. เส้นบนผิวโลกเส้นหนึ่งจากขั้วเหนือโลกขั้วหนึ่งสู่ขั้วใต้โลกอีกขั้วหนึ่งโดยผ่านในแนวฉากแนวหนึ่งกับเส้นศูนย์สูตรโลก คือ “เส้นแวงเส้นหนึ่ง”
3. เส้นแวง 0 องศาเส้นหนึ่งผ่านเมืองกรีนิชของประเทศอังกฤษ (คงเนื่องมาจากการศึกษาเริ่มจากประเทศอังกฤษนั่นแหละ)
4. เส้นแวงเส้นหนึ่ง ๆ ที่วนไปทางขวาของเส้นแวง 0 องศามีจนถึงเส้นแวง 180 องศาตะวันออกของกรีนิช
5. เส้นแวงเส้นหนึ่ง ๆ ที่วนไปทางซ้ายของเส้นแวง 0 องศามีจนถึงเส้นแวง 180 องศาตะวันตกของกรีนิช
6. ทั้งนี้เส้นแวง 180 องศาตะวันออกเส้นหนึ่งและเส้นแวง 180 องศาตะวันตกอีกเส้นหนึ่งของกรีนิช คือ เส้นแวงเส้นเดียวกัน โดยในบางที่เรียกว่า “เส้นเขตวัน”
7. พึงสังเกตว่า มุมรอบศูนย์กลาง คือ 360 องศา
8. โลกหมุนรอบตัวเองทวนเข็มนาฬิกาครบรอบเป็นมุม 360 องศานี้ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง
9. ในช่วงเวลา 1 ชั่วโมงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งจึงเปลี่ยนไป 15 องศา
10. ประเทศไทยใช้เวลามาตรฐานของประเทศที่จังหวัดอุบลราชธานีซึ่งมีเส้นแวงเส้นหนึ่ง คือ 105 องศาตะวันออกของกรีนิช
ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีเวลาก่อนเวลาที่กรีนิชเท่ากับ 7 ชั่วโมง
เช่น ประเทศไทยมีเวลา 13 น. (หรือบ่ายโมง) ณ ขณะนั้นที่กรีนิชเป็นเวลา 6 น.
เอาเป็นว่า บ้านเราสว่างก่อนอังกฤษ 7 ชั่วโมง (ดีไหมล่ะ)
ดังนั้น ถ้าคนที่เคยคิดเสนอเปลี่ยนเวลาของประเทศไทยได้มีโอกาสหาความรู้พื้นฐานนี้บ้างก็น่าจะดี
รศ.สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
29 พฤศจิกายน 2553

ของระลึกที่โลกลืม

Nov 22, 2010 by     Comments Off on ของระลึกที่โลกลืม    Posted under: Astronomy, Poems, Uncategorized

ของระลึกที่โลกลืม

ตัวข้าฯ นี้ที่เฝ้าดูอยู่แน่วแน่
ก็เห็นแต่แดนสรวงปวงสวรรค์
อีกผลงานผ่านมาสารพัน
ทั้งดวงจันทร์ดวงดาวที่พราวพราย
คนทั้งโลกโชคดีหลายได้คุ้มครอง
สิ่งหวังปองสนองให้ดั่งใจหมาย
เกียรติระบือชื่อเสียงขจรขจาย
สิ่งทั้งหลายมลายสยบซบเท้าเอย

ถอดความเลียนแบบเนื้อหาตามคำตรัสของสันตะปาปาปอลที่ 6 (Pope Paul VI) ตามที่ได้จารึกไว้ในแผ่นจารึกขนาดจิ๋วแผ่นหนึ่งซึ่งได้ย่อลงมาเป็น 1 ใน 200 ส่วนจากของจริง
วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 (วันและเวลา ณ ประเทศไทย)
วันนั้นโลกทั้งโลกอยู่ในความเงียบ แต่ใจของทุก ๆ คนบนโลกหาได้เงียบสงบ ดังที่ปรากฏอยู่ไม่
ทุกคนซึ่งรวมทั้งผู้เขียนเองด้วยต่างก็อยู่ในสภาวะที่อาจจะสับสนบ้างเพราะไม่แน่ใจว่า “เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันนั้นจะลงเอยด้วยสถานใด”

ข้อความดังที่ผู้เขียนกล่าวไว้นี้ผู้อ่านคนหนึ่ง ๆ ซึ่งมีโอกาสอยู่ในช่วงวันและเวลานั้นจะสามารถยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ผู้เขียนมิได้กล่าวจนเกินจริงแต่ประการใด

วันนั้นผู้เขียนนั่งติดตามเหตุการณ์อยู่ ณ ห้องส่งของสถานีโทรทัศน์ฯ ช่อง 4 ที่ บางขุนพรหม กรุงเทพฯ ตามคำเชิญของนายพิชัย วาสนาส่ง (ต้องขอเอ่ยนำไว้ ณ ที่นี้เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน ) โดยที่นายพิชัย วาสนาส่งเป็นผู้ร่วมอภิปรายคนหนึ่งด้วย
ณ ขณะนั้นต้องยอมรับว่า นอกจากความตื่นเต้นต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยไม่มีใครเลยที่มีความเชื่อมั่นเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นต้องสำเร็จด้วยดีอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งผู้เขียนซึ่งอยู่ในฐานะผู้บรรยายเหตุการณ์วันนั้นก็ไม่ได้เชื่ออย่างสนิทใจว่า คนบนโลกกำลังจะรับรู้เหตุการณ์ที่เป็นจริง
อย่างไรก็ตาม โดยมรรยาทที่มีต่อส่วนรวมและต่อสังคมโลกผู้เขียนจึงไม่ได้แสดงความคิดความรู้สึกเช่นนั้นออกมาเลย ไม่ว่าจะเป็นทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ
ในที่สุด เหตุการณ์ระทึกโลกก็ผ่านพ้นไปและเป็นที่กล่าวขานถึงกันอีกนาน
แต่เหตุการณ์วันนั้นได้ผ่านไปนานมากแล้วในความรู้สึกของคนทั่วไปจึงแทบจะไม่มีใครกล่าวถึงอีกเลย
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังรู้สึกราวกับว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้เองจึงใคร่นำมากล่าวเพื่อเป็นการเตือนใจแก่คนที่เคยรับรู้มาแล้วประการหนึ่งและอีกประการหนึ่งนั้น คือ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังที่ไม่มีโอกาสได้เห็นเหตุการณ์สำคัญซึ่งเป็นเพียงครั้งเดียวในโลกนี้ครั้งนั้นด้วย
วันนั้นเป็นวันที่ยานอวกาศลำหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า อะพอลโล 11 (Apollo 11) ได้ลงจอดบนผิวดวงจันทร์อย่างนิ่มนวลท่ามกลางความตื่นเต้นและดีใจของคนทั้งโลก
ทั้งนี้วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 เป็นวันหนึ่งที่เราเคยคิดกันดังนี้
เราทุกคนจะจดจำวันนี้ไว้จนชั่วนิรันดร
ณ วันนี้ผู้เขียนเองไม่ค่อยแน่ใจนักว่า คนบนโลกจำนวนเท่าใดซึ่งยังคงระลึกถึงวันแห่งมนุษยชาติวันนั้นได้

ทั้งนี้ของที่ระลึกชิ้นเล็กสุดชิ้นนี้เป็นชิ้นที่มนุษย์โลกได้ฝากไว้บนดวงจันทร์ในการเยี่ยมเยียนเป็นครั้งแรกครั้งนั้น
เมื่อเวลาประมาณ 09.56 น. ของวันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2512
ตามวันและเวลาของประเทศไทย
ณ วันมนุษยชาติวันนั้นนีล อาร์มสตรอง (Neil Armstrong) ซึ่งเป็นผู้บังคับยานอวกาศอะพอลโล 11 เป็นมนุษย์คนแรกที่ก้าวลงเหยียบพื้นผิวของดวงจันทร์ได้ลงไปยืนอย่างผงาดบนแผ่นกลมแผ่นหนึ่งที่ฐานของยานอินทรีย์เหล็กลำนี้
สักครู่หนึ่งเขาจึงเปล่งด้วยเสียงดังที่แสดงพลังดังนี้
“ก้าวนี้นับว่าเป็นเพียงก้าวสั้น 1 ก้าวของมนุษย์โลกคนหนึ่ง แต่จะเป็นก้าวกระโดดยักษ์ก้าวหนึ่งของมนุษยชาติ”
นับจากวันนั้นจนกระทั่งถึงวันนี้
ก้าวแรกก้าวหนึ่งนั้นก็ยังคงเป็นก้าวแรกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น
มนุษยโลกจึงยังคงต้องรอก้าวกระโดดของมนุษยชาติก้าวหนึ่ง ๆ ต่อไปอีก
ทั้งนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า จะต้องรอกันอีกนานสักเท่าใด
แม้แต่โอกาสที่มนุษย์โลกสามารถสัมผัสพื้นผิวของดวงจันทร์ได้อีก
รศ.สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
22 พฤศจิกายน 2553

ท่องปริภูมิ

Nov 19, 2010 by     Comments Off on ท่องปริภูมิ    Posted under: Astronomy, Poems, Uncategorized

ท่องปริภูมิ

   ตัวเรานี้อยู่ที่โลกอย่างโชคดี
เป็นแหล่งที่ชีวาได้อาศัย
บรรยากาศหุ้มด้วยช่วยสบาย
เคลื่อนที่ไปในแหล่งใดไร้ตัวตน

   โลกหมุนไปตัวเราไซร้ได้หมุนตาม
ทุกชั่วยามตามไปในทุกหน
โลกโคจรรอบปีที่ทุกคน
ต่างสับสนตนอยู่ไหนในต่างแดน

โลกหมุนรอบตัวเองครบรอบในแต่ละวันและในเวลาเดียวกันโลกของเราก็โคจรตามวงโคจรวงหนึ่งรอบดวงอาทิตย์ครบรอบในเวลา 1 ปี
โลกของเรานี้เป็นสมาชิกดวงหนึ่งในระบบสุริยะระบบหนึ่งที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบนี้และดวงอาทิตย์เองก็เป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งในจำนวนแสนล้านดวงของระบบดาราจักรทางช้างเผือกระบบหนึ่งซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นรูปกังหันอันหนึ่งที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 หมื่นพาร์เซก
ทั้งนี้ 1 พาร์เซกซึ่งมีค่าประมาณ 3.26 ปีแสงนี้ คือ 206,265 หน่วยดาราศาสตร์และ 1 หน่วยดาราศาสตร์ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร
อนึ่ง แสงเคลื่อนที่จากดวงอาทิตย์ถึงโลกในเวลาประมาณ 500 วินาที
และ 1 ปีแสง คือ ระยะทางที่แสงเดินทางในเวลา 1 ปี
โดยที่ในเวลา 1 วินาทีแสงเคลื่อนที่ในสุญญากาศหรืออากาศประมาณ 300 ล้านเมตร
เมื่อเสียงเคลื่อนที่ในอากาศประมาณ 330 เมตรใน 1 วินาที
อนึ่ง ดวงอาทิตย์ควรจะอยู่ ณ ตำแหน่งหนึ่งของปลายแขน ณ ระยะประมาณ 3 หมื่นปีแสงจากศูนย์กลางของดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้
ด้วยเหตุนี้ ทั้งดวงอาทิตย์และโลกของเรานี้ก็จะต้องเคลื่อนที่ไปพร้อม ๆ กันกับการหมุนรอบตัวเองของระบบดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้
ดาราจักรของเรานี้หมุนอย่างไม่เป็นระเบียบดังการเคลื่อนที่ของฝูงชนของกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมาก โดยที่ดาวทั้งหลายซึ่งอยู่แถวส่วนในของดาราจักรจะเคลื่อนที่เร็วกว่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดวงอาทิตย์ซึ่งอยู่ ณ ปลายแขนส่วนนอกของดาราจักรระบบนี้ยังจะมีการเคลื่อนที่ของตัวเองด้วย
อย่างไรก็ตาม เราประมาณว่า ดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้เคลื่อนที่ครบรอบในช่วงเวลาประมาณ 240 ล้านปี
อนึ่ง ระบบดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้ยังอยู่ในปริภูมิในเอกภพซึ่งก็มีระบบดาราจักรที่มากถึงหมื่นล้านระบบที่ต่างก็เคลื่อนที่
อีกทั้งภพของเราก็กำลังขยายตัว

ทั้งนี้เราจึงกล่าวโดยสรุปเชิงการประมาณดังนี้
เราทุกคนต่างก็เคลื่อนที่ไปพร้อมกับการหมุนรอบตัวเองและการโคจรของโลก
ในขณะเดียวกัน โลกของเราก็เคลื่อนที่ไปพร้อมกับระบบสุริยะระบบหนึ่งที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางอยู่ในระบบดาราจักรทางช้างเผือกระบบหนึ่งที่หมุนรอบตัวเองและเคลื่อนที่อยู่ในเอกภพ
ทั้งนี้เอกภพนี้ก็กำลังขยายตัวซึ่งสอดคล้องโดยประมาณในระดับหนึ่งกับทฤษฎีหนึ่ง คือ ทฤษฎีบิกแบงทฤษฎีหนึ่ง (A Big Bang Theory)

ผู้อ่านควรจะประมาณเองว่าวันหนึ่ง ๆ เราแต่ละคนเคลื่อนที่ไปในปริภูมิอย่างไรกันบ้าง แล้วผู้อ่านอาจจะแปลกใจต่อสิ่งที่ทุก ๆ คนมักไม่ได้คาดคิดมาก่อนนี้

อนึ่ง ผู้เขียนใคร่เสนอเป็นข้อคิดประกอบไว้ ณ ที่นี้ด้วยดังนี้
เนื่องจากว่า เราอยู่ในระบบดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้เราจึงยากที่จะรู้ถึงรูปร่างของดาราจักรของเราเอง ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องการประมาณสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวของเราออกไปในลักษณะที่เปรียบประหนึ่งเราเป็นศูนย์กลางของระบบระบบหนึ่งในการประมาณนั้น
ทั้งนี้จะคล้าย ๆ กับว่า เรากำลังอยู่ท่ามกลางของฝูงชนที่มารวมกันอยู่เป็นจำนวนมากแล้วเราประมาณลักษณะและจำนวนของฝูงชนกลุ่มนี้
หรือเราเปรียบประหนึ่งว่า นางพญาผึ้งตัวหนึ่งจะประเมินจำนวนและรูปร่างโดยรวมของผึ้งงานทั้งหลายในรังของตัวเองที่อยู่โดยรอบฉะนั้น

อนึ่ง ถ้าเรามีโอกาสท่องปริภูมิตามหัวเรื่องนี้เรายิ่งจะรู้สึกดังนี้
สิ่งที่เรารู้นั้นช่างน้อยนิดเทียบกับสิ่งต่าง ๆ ที่เรายังไม่อาจล่วงรู้ได้เลยในเอกภพที่เราอาศัยอยู่นี้
รศ.สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
19 พฤศจิกายน 2553

ดวงตะวัน

Nov 14, 2010 by     1 Comment     Posted under: Astronomy, Poems, Uncategorized

ดวงตะวัน

ดวงตะวันขันอาสามาคลายทุกข์
บำรุงสุข ทุกวันกันทั่วหล้า
แสงสีทองสาดส่องผ่องนภา
เป็นเพราออกหากิน ณ ถิ่นใด
ยามเย็นนั้นตะวันพลันลาโลก
ราวกับโบกมือลามาพบใหม่
วันรุ่งขึ้นตื่นขึ้นมาฟ้าอำไพ
จิตแจ่มใสได้ประสบพบตะวัน

เราตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ๆ ของแต่ละวันที่เราจะต้องออกไปทำงานกันหรือว่ายังนอนอยู่ทั้ง ๆ ที่สายมากแล้วดวงอาทิตย์ก็มาทำหน้าที่ของตัวเองอยู่เป็นประจำด้วยความเต็มใจ โดยที่ไม่เคยขาด ไม่เคยลาป่วย ไม่เคยลาพักผ่อน ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายแม้แต่น้อย และก็ยังมาตรงเวลาเสมอ
ถึงกระนั้น บ่อยครั้งหลาย ๆ คนกลับบ่นกันว่าร้อนและทำทีว่าไม่ชอบแสงแดดเลยด้วยซ้ำ โดยที่อาจจะเกรงว่าผิวจะคล้ำไปเพราะโดนแสงแดดบ้าง ยิ่งกว่านั้น ต่างก็มีเสียงขู่ว่า จะได้รับอันตรายอย่างยิ่งจากรังสียูวีหรือรังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet Ray) จากดวงอาทิตย์
ผลที่ได้รับโดยทันที คือ ผลิตภัณฑ์ซึ่งใช้ทาป้องกันรังสีนี้ก็จะขายดีอย่างยิ่งนั่นเอง
หลายคนคงพูดว่า ผู้เขียนคงจะอิจฉาและไม่สามารถจะซื้อมาใช้ได้น่ะซี
ผู้เขียนไม่ขอปฏิเสธด้วยประการทั้งปวง
ทั้งนี้ถ้ายังคงอยู่ในสภาวะของความพอดีและพอเพียงก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร

ดวงอาทิตย์มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 110 เท่าของโลก
มีปริมาตรประมาณ 1 ล้าน 3 แสนเท่าของโลก
และมีมวลที่มากกว่า 3 แสนเท่าของโลก
ดวงอาทิตย์จึงมีค่าของปริมาณต่าง ๆ เหล่านี้ที่มากอย่างยิ่งเทียบกับของโลก
เราอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตรหรือ 1 หน่วยดาราศาสตร์
แสงมีอัตราเร็วในปริภูมิอิสระ ณ แห่งหนึ่งประมาณ 300 ล้านเมตรต่อวินาที
แสงจึงแผ่มาถึงโลกในเวลาประมาณ 500 วินาที (ครบจำนวนโจรดังที่ชอบกล่าวถึงกันในสมัยโบราณ)
มนุษย์ซึ่งสามารถวิ่งได้เร็วสุดประมาณวินาทีละ 10 เมตรเท่านั้น
ดังนั้น จึงสุดวิสัยที่เรานึกได้ว่า “แสงที่เคลื่อนที่เร็วถึงประมาณ 30 ล้านเท่าของเรานั้นจะเร็วเพียงใด”
ถึงแม้ว่า ดวงอาทิตย์จะมีขนาดใหญ่โตเช่นนั้น
ดวงอาทิตย์ที่ปรากฏแก่สายตาของเราก็โตกว่าลูกมะพร้าวลูกหนึ่งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ เราแทบจะไม่น่าเชื่อต่อสายตาของเราเลยหากว่าเราได้นึกถึงขนาดที่แท้จริงของดวงอาทิตย์ไปพร้อม ๆ กันด้วย
ดวงอาทิตย์ ณ ขอบฟ้าทางด้านทิศตะวันออกในตอนรุ่งเช้าของแต่ละวัน ๆ และ ณ ขอบฟ้าทางด้านทิศตะวันตกในตอนเย็นจะมีลักษณะเป็นดวงกลมสีแสดแดงสุกใสอย่างสวยงามดวงหนึ่ง

ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์สีเหลืองดวงหนึ่งที่มีอุณหภูมิปานกลางประมาณ 6 พันเคลวิน
ดาวฤกษ์สีแดงดวงหนึ่งจะมีอุณหภูมิต่ำประมาณ 3,500 เคลวิน
ดาวฤกษ์สีน้ำเงินแกมขาวดวงหนึ่งจะมีอุณหภูมิสูงถึงประมาณ 5 หมื่นเคลวิน

ดวงอาทิตย์มีทั้งปริมาตรและมวลมากกว่าของโลกอย่างที่เทียบกันไม่ได้นั้น
แต่ดวงอาทิตย์กลับมีเส้นผ่านศูนย์กลางและมวลประมาณ 5 เท่าของดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่มีขนาดเล็ก ๆ และมีมวลน้อย ๆ
อย่างไรก็ตาม ดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่มีขนาดใหญ่จะมีขนาดที่มากถึงประมาณ 20 เท่าของดวงอาทิตย์และมีมวลประมาณ 30 เท่าของดวงอาทิตย์
อีกทั้งดวงอาทิตย์ก็มีอายุปานกลาง
โดยที่จะสามารถให้พลังงานในอัตราอย่างปัจจุบันนี้ได้อีกนานถึงประมาณหมื่นล้านปี
เมื่อเราพิจารณาตามหลักวิชาโดยรวมแล้วเป็นดังนี้
ดวงอาทิตย์มีความพอดีและพอเพียงทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นขนาด มวล อุณหภูมิ ความสว่าง และพลังงานที่ให้ออกมา
ทั้งนี้เรารวมทั้งวัยที่หมายถึงอายุของดวงอาทิตย์ด้วย
สิ่งสำคัญร่วมกันซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่รวมทั้งมนุษย์สามารถดำรงชีวิตอยู่บนโลกของเราและยังสามารถสืบพันธ์มาได้เป็นเวลาที่ยาวนานเช่นนี้เป็นดังนี้
กล่าวคือ ความเหมาะสมทุกสภาวะของโลกที่สัมพันธ์กับของดวงอาทิตย์ดังที่เราได้กล่าวมาแล้วนั่นเอง
ดวงอาทิตย์ดวงนี้จึงมีความหมายดังนี้
“เป็นเทห์ฟ้าดวงหนึ่งและดวงเดียวที่มีความสำคัญแก่เราอย่างยิ่ง”
หาได้เป็นแต่เพียงแหล่งพลังงานแหล่งหนึ่งตามที่คนจำนวนหนึ่งคิดกันเท่านั้น
ผู้เขียนจึงใคร่ขอให้ผู้อ่านทุกคนได้ตระหนักในสิ่งนี้ร่วมกันกับผู้เขียนด้วย
สิ่งสำคัญดังกล่าวนี้ คือ ความหวังซึ่งผู้เขียนใคร่อยากได้จากการเขียนเรื่องดวงตะวันเรื่องนี้ที่นอกเหนือจากความรู้ที่ผู้อ่านจะพึงได้รับบ้างนั้น
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
14 พฤศจิกายน 2553

พ่อกับลูกชายในสมัยโบราณ

Nov 7, 2010 by     Comments Off on พ่อกับลูกชายในสมัยโบราณ    Posted under: Astronomy, Uncategorized

พ่อกับลูกชายในสมัยโบราณ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพ่อลูกคู่หนึ่งในชนบทสมัยนานมาแล้ว
ดังนั้น ผู้อ่านบางคนอาจจะงง ๆ ว่ามีอย่างนี้ด้วยหรือ
อ้อ ต้องบอกก่อนว่า ณ ตอนนั้นที่บ้านหลังนี้ไม่มีแม้แต่วิทยุสักเครื่องหนึ่งเลยนะ
พ่อเป็นคนเรียนเก่งแต่ก็ได้เรียนแค่ชั้นมัธยมปีที่ 3 (เทียบเท่ามัธยมปีที่ 1 ในปัจจุบัน) เพราะความจน
ที่กล้ายืนยันก็เพราะรู้ว่าเพื่อนคนหนึ่งของชายผู้พ่อคนนี้ต่อมาเป็นถึงนายพลเอก ทั้ง ๆ ที่เรียนสู้พ่อของเด็กชายคนนั้นไม่ได้
ส่วนลูกชายตอนนั้นอายุ 7 ขวบครบเกณฑ์เข้าเรียนชั้นประถมปีที่ 1 ณ โรงเรียนเทศบาลโรงหนึ่งที่ต้องอาศัยศาลาวัดวัดหนึ่งเป็นห้องเรียนรวมทั้ง 4 ชั้น คือ ตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 1 จนถึงประถมปีที่ 4
สิ่งหนึ่งที่แปลกมากถ้าเป็นสมัยนี้ คือ โรงเรียนเทศบาลโรงนี้มีครูเพียง 2 คนเท่านั้น
อ้อ อีกอย่างหนึ่งจะรียกว่าห้องเรียนรวมก็ไม่ได้ ทั้งนี้เป็นพื้นที่โล่งกว้างบนศาลาวัดวัดนั้นนั่นแหละ

ขอเข้าประเด็นของพ่อกับลูกชายในสมัยโบราณตามหัวเรื่องดังนี้
ค่ำวันหนึ่งพ่อเรียกลูกชายให้ออกมาที่นอกชานชานหนึ่งของบ้านดังนี้
พ่อ ลูกออกมาที่นอกชานกันเถอะ
อ้อ เอาเสื่อมา 1 ผืนและหมอน 2 ใบด้วยล่ะ
ลูกชาย ครับพ่อพร้อมกับวิ่งปรื๋ออย่างรวดเร็ว
พ่อ ปูเสื่อผืนนั้นซี
ลูกชาย ทำตามที่พ่อบอกพร้อมกับวางหมอน 2 ใบไว้เคียงคู่กัน
ทั้งนี้ลูกชายรู้ดีว่าพ่อต้องการให้ตัวเขามานอนคุยกันที่ชานชานนี้เหมือนกับหลาย ๆ วันที่ผ่านมา
พ่อ จัดเสื่อผืนนั้นซะใหม่
วันนี้เราจะนอนเอาหัวไปทางทิศเหนือโน่น ส่วนเมื่อคืนวานนี้เราหันหัวไปผทางทิศตะวันออก
ลูกชาย แสดงอาการงง ๆ บ้างเล็กน้อย แต่ก็ทำตามโดยจับเสื่อผืนนั้นขวางกับเมื่อคืนก่อน
พ่อ นั่นแหละถูกต้องแล้ว
ตอนนี้ลูกพอรู้แล้วซีว่าทิศตะวันออกอยู่ทางใด
และทิศเหนืออยู่ทางใด
อ้าว อย่างงั้นตอบพ่อหน่อยซิว่า “ทิศตะวันตกอยู่ทางไหน”
ลูกชาย ยิ้มอย่างภูมิใจโดยคิดว่าตัวเองต้องตอบถูกแน่
เขาชี้ไปในทางที่ตรงกันข้ามกับทิศตะวันออกที่พ่อเคยบอกไว้ก่อนแล้ว
พร้อมกับถามพ่อกลับว่า “ถูกใช่ไหมพ่อ”
พ่อ เออ เก่งลูก นั่นแหละทิศตะวันตกที่อยู่ตรงกันข้ามกับทิศตะวันออก
อ้าว ตอนนี้เรานอนลงกันเถอะ
แล้วลูกคิดว่า “หัวของเราทั้งคู่ไปทางทิศใด”
ลูกชาย ยิ้ม (พร้อมกับนึกอยู่ในใจว่า “ง่าย ๆ อย่างนี้ก็ถามอีก กล้วยจัง”) แล้วตอบดังนี้
“ทิศเหนือครับพ่อ”
พ่อ ลูกของพ่อฉลาดจัง
ลูกชาย ยิ้มแก้มแทบปริที่พ่อชมเช่นนั้น
พ่อ เอาล่ะ ตอนนี้ต้องตอบให้ได้นะ
เมื่อหัวของเราชี้ไปทางทิศเหนือทิศที่อยู่ตรงกันข้ามจะเป็นทิศอะไร
ลูกชาย ขอผมเดานะพ่อ
พ่อ เออ เดาก็ได้
ลูกชาย ก็เหลืออยู่ทิศเดียวที่พ่อเคยบอกกับผมไว้จึงต้องเป็นทิศนั้นแน่
“ทิศใต้ครับพ่อ”
พ่อ ลูกชายของพ่อนี่จำแม่นดีจังเลย
ลูกชาย คุณครูที่โรงเรียนก็พูดกับลูกเช่นนี้เหมือนกันครับพ่อพร้อมกับแสดงอาการจนออกนอกหน้า
พ่อ ตอนนี้เรายืนขึ้นและหันหน้าไปทางทิศเหนือทิศนั้นแล้วกางแขนทั้ง 2 ข้างออกไป
นั่นอย่างนั้นแหละถูกต้องแล้ว
ตอนนี้ลูกจะบอกพ่อทั้ง 4 ทิศได้หรือไม่เอ่ย
ลูกชาย ข้างหน้าเป็นทิศเหนือทิศหนึ่งตามที่เราหันหน้าไป ส่วนทิศใต้อีกทิศหนึ่งก็ไปทางข้างหลังโน่น
เมื่อแขนขวาข้างหนึ่งชี้ไปทางทิศตะวันออกทิศหนึ่ง
แขนซ้ายอีกข้างหนึ่งก็ต้องชี้ไปทางทิศตะวันตกอีกทิศหนึ่งอย่างแน่นอน
ใช่ไหมพ่อ ลูกชายถามต่อ
พ่อ เยี่ยมไปเลยลูกของพ่อคนนี้
ตอนนี้เรานอนดูดาวบนท้องฟ้ากันสักครู่หนึ่งเป็นไง
ลูกชาย ดีมากครับพ่อ
พ่อ ลูกมองเห็นดวงดาวต่าง ๆ บนท้องฟ้าแล้วลูกคิดอย่างไรล่ะ
ลูกชาย ดวงดาวมีมากจังเต็มท้องฟ้าไปหมด
เอ ไม่รู้ว่าตาของผมไม่ดีหรือไม่นะพ่อ
ผมเห็นคล้าย ๆ ว่าแสงดาวทุกดวงไม่นิ่งเลย
พ่อ ที่ลูกเห็นนั้นถูกต้องแล้ว
ดวงดาวพวกนั้นเป็นดาวฤกษ์ (เท่าที่พ่อรู้มาน่ะ) แต่ที่แสงไม่นิ่งนั้นพ่อเองก็ไม่แน่ใจ
อ้อ ดวงอาทิตย์ที่ขึ้นตอนเช้าทางทิศตะวันออก
และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกในตอนเย็นนั่นแหละ
พ่อหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง
ลูกชาย ผมจำได้ว่าคุณครุเคยเอ่ยถึงคำว่า “ตะวัน” เหมือนกันนะพ่อ
ตอนนี้ก็นึกถึงคำนี้ได้ทันที
พ่อจะคิดเหมือนกับผมไหมหนอ
ตะวันออกก็เป็นตะวันขึ้นได้
ส่วนตะวันตกนั้นตรงตัวอยู่แล้ว
ถ้าอย่างนั้นคำว่า “ตะวัน” ก็น่าจะหมายถึง “ดวงอาทิตย์” กระมังพ่อ
พ่อ ฟังดูก็มีเหตุผลดี แต่พ่อไม่ค่อยแน่ใจนักหรอกลูก
วันพรุ่งนี้ลูกลองถามคุณครูซี
คุณครูต้องตอบลูกได้แน่
ลูกชาย ครับพ่อ
สนุกดีและได้ความรู้ด้วยนะพ่อ
อากาศก็สบายดีที่มีลมพัดอ่อน ๆ อย่างนี้และไม่มียุงซะด้วย
ผมอยากออกมาดูท้องฟ้าก่อนที่จะเข้านอนทุก ๆ คืนเลย
พ่อ แต่วันพรุ่งนี้ลูกต้องไปโรงเรียนและต้องเรียนเลขคณิตด้วยนี่
อย่างนั้นเข้านอนกันแต่หัวค่ำดีกว่า
ลูกชาย พ่อมานอนคุยกับลูกอย่างนี้ทุก ๆวันได้ไหมครับพ่อ
ผมรู้สึกสนุกจังลูกชายกล่าวย้ำอย่างจริงจัง
อีกทั้งผมรู้สึกว่าพ่อสอนอะไรให้ผมรู้มากขึ้น ๆ
นี่ถ้าสอนไปเรื่อย ๆ อีกสักหน่อยผมก็จะดูดาวได้เก่งใช่ไหมพ่อ
พ่อ พ่อรับปากลูก
แล้วลูกอย่าขี้เกียจและต้องเป็นเด็กดี โดยเชื่อฟังผู้ใหญ่ทุกคนทั้งพ่อ แม่ คุณครู และคนอื่น ๆ ด้วยล่ะ
ลูกชาย ครับพ่อ

คืนนั้นป็นอีกคืนหนึ่งที่เด็กชายวัย 7 ขวบคนนี้มีความสุข นอนหลับ ฝันดี และตื่นขึ้นตั้งแต่เช้าโดยไม่ต้องปลุกกันเลย

รศ.สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
7 พฤศจิกายน 2553

ดาวเคราะห์สีครามตอนที่ 1

Oct 27, 2010 by     Comments Off on ดาวเคราะห์สีครามตอนที่ 1    Posted under: Astronomy, Poems, Uncategorized

ดาวเคราะห์สีครามตอนที่ 1

ดาวเคราะห์นี้สีครามนามดวงใด
ผู้อ่านไซร้รู้ไหมกระไรหนอ
ต่างมองได้กระไรนี่อย่ารีรอ
รีบอ่านต่อทันทีที่เร็วไว
สมมติว่าครานี้ที่เดินทาง
อยู่ที่ว่างห่างอยู่รู้บ้างไหม
กลับมองโลกโชคดีนี่กระไร
โลกสดใสวิไลยิ่งสิ่งยินดี
โลกสีครามนามนี้ที่ยอมรับ
แสนประทับจับใจนักรักศักดิ์ศรี
ทั้งกระหยิ่มอิ่มเอมแลเปรมปรีดิ์
แสนสุขีดีใจที่ได้ชม
โลกหมุนวนสนใจบ้างไหมนั่น
สิ่งนี้นั้นคืนวันอันเหมาะสม
ด้านเข้าหาว่ากลางวันฉันชื่นชม
แลนิยมเหมาะสมดีมีกลางคืน
โคจรไปอย่างไรกระไรนั่น
สุริยันอยู่ศูนย์กลางอย่างไม่ฝืน
วนบรรจบครบปีหนึ่งจึงกลับคืน
ราวกับตื่นขึ้นมาวนดลดั่งใจ
ฤดูกาลผ่านไปในทุกรอบ
ตามระบอบชอบดีนี่ไฉน
แต่ละปีที่ผ่านนานอย่างไร
แต่กระไรใจท้อแท้แก่เกินกาล

ข้อมูลบางประการของโลกโดยประมาณ
อายุ 4.5 พันล้านปี
รัศมี ณ เส้นศูนย์สูตร 6,378 กิโลเมตร
รัศมีระหว่างขั้ว 6,356 กิโลเมตร
รัศมีเฉลี่ย 6,367 กิโลเมตร
พื้นที่ผิว 510,000,000 ตารางกิโลเมตร
พื้นที่แผ่นดิน355,000,000 ตารางกิโลเมตร
พื้นที่ผืนน้ำ 155,000,000 ตารางกิโลเมตร
มวล 6 ล้านล้านล้านล้านกิโลกรัม
ความหนาแน่นเฉลี่ย 5,500 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ขนาดความโน้มถ่วงที่ผิว 9.8 เมตรต่อวินาทีต่อวินาที
มุมที่ระนาบเส้นศูนย์สูตรทำกับระนาบสุริยวิถี 23.5 องศา
ระยะทางเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์ 1 หน่วยดาราศาสตร์
เวลาหมุนรอบตัวเอง 24 ชั่วโมง
เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ 365.25 วัน
อุณหภูมิเฉลี่ย ณ พื้นดิน 295 เคลวิน
ขนาดความดัน ณ ระดับน้ำทะเล 101,300 นิวตันต่อตารางเมตร
อัตราส่วนสะท้อน 1.37

รองศาสตราจารย์สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
27 ตุลาคม 2553

อนึ่ง ต้องขออภัยปัญหาการพิมพ์จำนวนเลขเชิงคณิศาสตร์ที่ดีและหน่วยของปริมาณตัวหนึ่ง ๆ ด้วยโดยเป็นผลจากข้อจำกัดของเว็บไซต์ฟรีของอาจารย์นี้