Browsing"Poems"

กลอนการเมืองของไทย ตอนที่ 1

Jul 8, 2011 by     Comments Off on กลอนการเมืองของไทย ตอนที่ 1    Posted under: Poems

กลอนการเมืองประเทืองใจอยากให้คิด
ช่วยสะกิดบางอย่างเชิงสร้างสรรค์
ประเทศเราเรานี้ที่ช่วยกัน
ต่างมุ่งมั่นสรรค์สร้างเป็นอย่างไร
นักการเมืองเคืองกันบ้างอย่างที่เห็น
เขาอาจเล่นละครหลอนใช่ไหม
ปฏิบัติในสภาฯ ว่าอย่างไร
อาจมีนัยเฮฮาตาต้องกัน Read more »

กราฟชีวิต

Jan 27, 2011 by     Comments Off on กราฟชีวิต    Posted under: Poems, Uncategorized

กราฟชีวิต
กราฟชีวิตลิขิตว่าชะตาเรา
คล้ายโง่เขลาเบาปัญญาอย่าฉงน
อันกราฟนี้ชี้ไว้ให้กับตน
อย่าสับสนจนงมงายได้แต่รอ
กราฟชีวิตหาวิทย์ฯ ไม่กระไรนี่
เรื่องเช่นนี้ชี้ไว้ไม่ใช่ขอ
หลักคณิตฯ คิดแฝงไว้ให้เพียงพอ
เลขชี้ส่อพอสมกันอันการงาน
จุดประสงค์ตรงที่ชี้ไปสู่
เรื่องความรู้คู่คำนวณล้วนประสาน
ชีวิตนี้มีอยู่คู่กับงาน
ใจสราญการงานนั้นแสนมั่นคง
ส่วนใครนั้นหมั่นเรียนไว้ใจต้องสู้
ต้องเรียนรู้คู่ชีวิตจิตประสงค์
ลองหัดทำย้ำกราฟนี้ที่เจาะจง
ด้วยประสงค์ตรงเพื่อพ้องต้องเข้าใจ

กราฟ คือ แผนภูมิที่แสดงความสัมพันธ์ของปริมาณ 2 ชนิด
ทั้งนี้โดยทั่วไปจะพิจารณากราฟอันหนึ่ง ๆ ในระบบ 2 มิติที่เทียบกับระบบพิกัดฉาก 2 มิติ (x,y) ระบบหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ ปริมาณชนิดหนึ่งย่อมอยู่บนแกน x แกนหนึ่งและปริมาณอีกชนิดหนึ่งจะอยู่บนแกน y อีกแกนหนึ่ง
อนึ่ง ทางคณิตศาสตร์นิยมใช้ค่าบนแกน x แกนหนึ่งเป็นตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระสำหรับค่าบนแกน y อีกแกนหนึ่งเป็นค่าของตัวแปรตาม
อย่างไรก็ตาม ทางวิทยาศาสตร์มักจะไม่เน้นถึงหลักเกณฑ์นี้
ทั้ง ๆ ที่เป็นหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมดี
เมื่อตอนที่ผู้เขียนยังเป็นเด็กผู้เขียนเคยพิจารณาตัวเลขซึ่งเกี่ยวกับวัน เดือน และปีเกิดโดยได้หาความสัมพันธ์ในรูปแบบของกราฟดังนี้
1. เลขแถวแรกเป็นเลขของวันที่เกิด
ทั้งนี้เริ่มต้นจากเลขซึ่งบ่งบอกลำดับของวันเกิดนั้นแล้วเขียนเรียงกันไปจนครบ 7 ตัวตามจำนวนของวันใน 1 สัปดาห์ดังนี้
สมมติ ถ้าเกิดวันพฤหัสบดีเลขลำดับชุดนั้นจะเป็นดังนี้
5 6 7 1 2 3 4
2. เลขแถวที่สองเป็นเลขของเดือนที่เกิด
ทั้งนี้เราจะเริ่มต้นจากเลขที่บ่งบอกลำดับของเดือนเกิด (ทางไทย) นั้นแล้วเขียนเรียงกันไปจนครบ 12 จำนวนตามจำนวนของเดือนใน 1 ปีดังนี้
สมมติ ถ้าเดือนเกิด คือ เดือนอ้ายเลขลำดับชุดนี้จะเป็นดังนี้
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12
3. เลขแถวที่สามเป็นเลขของปีที่เกิด
ทั้งนี้จะเริ่มต้นจากเลขที่บ่งบอกลำดับของปีเกิด (ทางไทย) นั้นแล้วเขียนเรียงกันไปจนครบ 12 จำนวนตามจำนวนรอบของปีดังนี้
สมมติ ถ้าปีที่เกิด คือ ปีฉลูเลขลำดับชุดนี้จะเป็นดังนี้
2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 1
4. เลขแถวที่สี่เป็นผลบวกของเลขในแต่ละสดมภ์ของ 3 แถวนั้นดังนี้
8 11 14 10 13 16 19 17 19 21 23 13
5. แถวที่ห้าเป็นผลลัพธ์สุดท้าย
ทั้งนี้เราจะใช้เลขลำดับชุดสุดท้ายนี้เขียนกราฟของชีวิตในรอบ 12 ปี
8 1 4 10 3 6 9 7 9 1 3 3
โดยที่ค่าต่าง ๆ ของเลขลำดับชุดดังกล่าวเป็นค่าบนแกน y แกนหนึ่งที่สัมพันธ์กับค่าบนแกน x อีกแกนหนึ่งตามลำดับของปี
อนึ่ง ถ้าจุดหนึ่งของกราฟชีวิตอันนี้อยู่สูงก็จะสื่อความหมายว่า ในปีนั้นชีวิตจะมีแต่สิ่งดี ๆ หากทว่าจุดหนึ่งอยู่ต่ำจุดนี้จะสื่อความหมายในทางที่ตรงกันข้าม
อย่างไรก็ตาม ใคร่ต้องย้ำอีกครั้งว่า ผู้อ่านั้งหลายควรศึกษาเชิงกระบวนการของทางคณิตศาสตร์เป็นสำคัญ
อนึ่ง กราฟชีวิตอันหนึ่ง ๆ ที่เกิดจากการลากเส้นตรงต่อจุดหนึ่งกับอีกจุดหนึ่งซึ่งอยู่ถัดกันดังที่ได้นี้ย่อมจะไม่มีโอกาสเป็นเส้นตรงเส้นหนึ่งค่อนข้างชัดเจน
ดังนั้น จึงจะมีส่วนช่วยทางด้านจิตใจของเราได้บ้างว่า ชีวิตของเราจะมีขึ้นหรือมีลงแล้วเราเลือกคิดแต่ในทางที่ดีก็จะช่วยให้เรารู้สึกสบายใจ
ผู้อ่านคนใดคนหนึ่งอาจจะลองทำเลียนแบบนี้บ้างก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร
อย่างไรก็ตาม ขอย้ำไว้อีกครั้งหนึ่งดังนี้
อย่าได้จริงจังกับกราฟชีวิตอันหนึ่งของผู้อ่านตามที่จะปรากฏออกมา เพราะเป็นวิธีการทางตัวเลขอย่างหนึ่งที่ไม่ได้มีการค้นคว้าและยืนยันในทางวิชาการแต่ประการใด
อนึ่ง ผู้เขียนเพียงเพื่อต้องการให้ผู้อ่านคนใดคนหนึ่งทำกิจกรรมที่ไม่ยุ่งยากและอาจจะมีส่วนช่วยให้จิตใจสดใสและกายที่สบายขึ้นบ้างก็เป็นได้
ชีวิตนี้ที่สดชื่นอื่นใดเท่า
ตัวของเราเรามีสุขมีทุกข์ไหม
สังขารนี้มีอยู่คู่จิตใจ
จิตทิ้งไปกายนะอนิจจัง
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
27 มกราคม 2554

อนุมาน

Jan 11, 2011 by     Comments Off on อนุมาน    Posted under: Physics, Poems, Uncategorized

อนุมาน
อนุมานการกิจนี้ที่คู่ครอง
ชายหญิงสองครองคู่อยู่สู่สม
อย่างถูกต้องทำนองครองนิยม
อย่างเหมาะสมประเพณีที่มีมา
ชายหนึ่งนั้นนั่นหรือคือผู้ใหญ่
สักเท่าไรมากกว่าหญิงสิ่งต้องหา
พอแก่ลงคงเส้นแลคงวา
ยามถึงคราชราชายยังใฝ่ปอง

ผลของการอนุมานดังที่ผู้เขียนจะกล่าวถึง ณ ที่นี้ผู้เขียนเองก็ไม่แน่ใจว่าได้รับรู้มาจากแหล่งใดหรือว่าผู้เขียนอนุมานขึ้นมาเอง
ทั้งนี้เพราะว่า ผู้เขียนเองก็ได้รับรู้และกล่าวถึงมาอย่างยาวนานแล้ว
โดยที่ไม่ได้หวังผลว่า จะมีผู้ใดมีความคิดที่คล้อยตามและปฏิบัติตามหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ผลของการอนุมานนี้น่าจะมีประโยชน์บ้าง
ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์สถานเดียว

ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงขอนำมากล่าวไว้ ณ ที่นี้อีกสักครั้งดังนี้
การอนุมานอยู่ภายใต้ข้อกำหนดที่ผู้เขียนตั้งขึ้นดังนี้
1. เป็นตัวเลขหรือความสัมพันธ์อันหนึ่งที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้
2. ใช้เฉพาะกับคู่หมายปองที่เป็นชายจริงและหญิงแท้เท่านั้น
3. อายุของชายจะต้องไม่น้อยกว่าของหญิง
4. อยู่ภายใต้ประเพณีนิยมและภายใต้ของกฎหมายในระดับที่เหมาะสม
5. เกี่ยวข้องกับเพศศึกษาโดยประมาณ
6. ทั้งนี้เราจะต้องคำนึงถึงสภาพร่างกายโดยรวมของทั้งชายและหญิงที่สัมพันธ์กันและรวมทั้งความสัมพันธ์กับกาลเวลาด้วย

ผู้เขียนขอสมมติอายุของชายและหญิงคู่หนึ่ง ๆ ณ วันที่แต่งงานกันดังนี้
1. คู่ที่ 1 ชายอายุ 16 ปี ส่วนหญิงอายุ 15 ปี
2. คู่ที่ 2 ชายอายุ 18 ปี ส่วนหญิงอายุ 16 ปี
3. คู่ที่ 3 ชายอายุ 20 ปี ส่วนหญิงอายุ 17 ปี
4. คู่ที่ 4 ชายอายุ 22 ปี ส่วนหญิงอายุ 18 ปี
5. คู่ที่ 5 ชายอายุ 24 ปี ส่วนหญิงอายุ 19 ปี
6. คู่ที่ 6 ชายอายุ 26 ปี ส่วนหญิงอายุ 20 ปี
7. คู่ที่ 7 ชายอายุ 28 ปี ส่วนหญิงอายุ 21 ปี
8. คู่ที่ 8 ชายอายุ 30 ปี ส่วนหญิงอายุ 22 ปี
9. คู่ที่ 9 ชายอายุ 36 ปี ส่วนหญิงอายุ 25 ปี
10. คู่ที่ 10 ชายอายุ 40 ปี ส่วนหญิงอายุ 27 ปี
11. คู่ที่ 11 ชายอายุ 50 ปี ส่วนหญิงอายุ 32 ปี
12. คู่ที่ 12 ชายอายุ 60 ปีส่วนหญิงอายุ 37 ปี
13. คู่ที่ 13 ชายอายุ 70 ปี ส่วนหญิงอายุ 42 ปี
ผู้อ่านได้สังเกตอายุของชายและหญิงแต่ละคู่และอายุของชายมากกว่าของหญิงในแต่ละคู่ดังที่ผู้เขียนยกมาเป็นตัวอย่างนี้ผู้อ่านมีความคิดเห็นอย่างไร
อย่างไรก็ตาม การอนุมานนี้เป็นเพียงผลที่ได้จากข้อกำหนดต่าง ๆ ตามที่ผู้เขียนได้กำหนดไว้ก่อนแล้วหาได้เป็นผลเชิงบังคับแต่ประการใดไม่
นอกจากนี้ ข้อตกลงต่าง ๆ จะมีข้อยกเว้นหากว่ามีภาวะอื่น ๆ ที่เหมาะสมร่วมด้วย ผู้อ่านจึงไม่ควรจริงจังกับผลที่ได้รับนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ไม่อยู่ภายใต้ผลของการอนุมานนี้
ผู้เขียนอยากให้คำนึงถึงส่วนดีที่ควรศึกษาและปฏิบัติตามเท่าที่จะเป็นไปได้เป็นประการสำคัญ
ผู้เขียนจึงขอชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อประกอบกับข้อสังเกตของผู้อ่านดังนี้
1. ผู้เขียนกำหนดอายุของหญิงไว้ต่ำสุดที่ 15 ปี โดยพิจารณาจากข้อมูลในสมัยโบราณของไทย ทั้งนี้ย่อมจะต้องคำนึงถึงข้อกำหนดทางกฎหมายในยุคสมัยหนึ่งด้วย
2. ตั้งแต่คู่ที่ 1 ถึงคู่ที่ 8 นั้นอายุของหญิงจะเพิ่มจากคู่หนึ่งไปยังอีกคู่หนึ่งถัดไปครั้งละ 1 ปีส่วนของชายจะเพิ่มขึ้นครั้งละ 2 ปี
ทั้งนี้คู่ที่ 8 ฝ่ายชายก็ควรจะจบการศึกษาระดับปริญญาเอกหรือปริญญาโทแล้ว แต่ถ้าจบการศึกษาระดับปริญญาตรีก็ควรจะทำงานจนมีฐานะในระดับหนึ่งแต่ก็อาจจะยังไม่มั่นคงนัก ส่วนฝ่ายหญิงอีกฝ่ายหนึ่งน่าจะจบปริญญาตรีพอดี
3. คู่ที่ 2 คู่หนึ่งและคู่ที่ 3 อีกคู่หนึ่งนั้นฝ่ายชายยังอยู่ในช่วงก่อนการรับใช้ชาติทางทหารเกณฑ์ ทั้งนี้ไม่ได้รวมถึงคู่ที่ 1 ซึ่งฝ่ายชายน่าจะมีอายุยังน้อย
4. คู่ที่ 4 คู่หนึ่งและคู่ที่ 5 อีกคู่หนึ่งฝ่ายชายมีอายุอยู่ในช่วงที่พ้นขากการรับใช้ชาติทางการทหาร
5. คู่ที่ 6 คู่นี้นับว่ามีความสำคัญสำหรับฝ่ายชาย
เพราะเพิ่งจะพ้นวัยเบญจเพทซึ่งคนไทยถือว่า “เป็นวัยที่จะมีการเปลี่ยนแปลง” ทั้งนี้จะดีหรือไม่นั้นก็ย่อมจะเกิดขึ้นได้
6. คู่ที่ 9 คู่นี้เป็นคู่หนึ่งซึ่งฝ่ายชายที่มีอายุ 36 ปีซึ่งมากกว่าฝ่ายหญิงที่มีอายุ 25 ปี ถึง 11 ปี ถ้าเป็นสมัยโบราญจะถือว่ามีอายุที่แตกต่างกันมาก
อย่างไรก็ตาม ในสมัยปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่า ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงต่างน่าจะมีความพร้อมในระดับหนึ่ง
ถึงกระนั้นก็ตาม เดี๋ยวนี้แนวโน้มที่จะเข้าทำนองคู่ที่ 10 ที่ฝ่ายชายมีอายุที่มากถึง 40 ปียิ่ง ๆ ขึ้น โดยเฉพาะคู่ที่ต้องทำงานนอกบ้านกันทั้ง 2 คน
7. คู่ที่ 13 ซึ่งเป็นคู่ตัวอย่างคู่สุดท้ายนี้ ผู้เขียนได้คำนึงถึงอายุของฝ่ายหญิงที่ไม่อยากให้สูงมากนัก เพราะว่าจะมีผลทางสรีระของผู้หญิงเองเป็นสำคัญในขณะเดียวกันคู่นี้ฝ่ายชายก็มีอายุที่มากถึง 70 ปีแล้วด้วย

หลังจากที่ผู้อ่านแต่ละคนได้อ่านข้อชี้แจงของผู้เขียนนี้แล้วจะคิดกันอย่างไรนั้น ไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่พึงกระทำได้

เพื่อให้ผู้อ่านมีความเข้าใจที่ตรงกันผู้เขียนจึงจะขอกล่าวถึงหลักการอนุมานนี้ดังที่ผู้เขียนใช้คำนวณหาตัวเลขอายุของชายและหญิงคู่ต่าง ๆ ประกอบไว้ด้วยดังนี้
1. ใช้อายุของฝ่ายชายที่มีหน่วย คือ ปีเป็นหลัก
2. เอา 2 หารอายุของฝ่ายชายซึ่งกำหนดเป็นหลักตามข้อ 1.
หรือเรากล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ครึ่งหนึ่งของอายุของฝ่ายชาย
3. เอา 7 บวกค่าที่ได้ตามข้อ 2. นั้นก็จะเป็นอายุของฝ่ายหญิงที่มีหน่วยเป็นปี
อนึ่ง เราสามารถกล่าวอย่างกะทัดรัดได้ดังนี้
อายุเป็นปีของฝ่ายหญิงเท่ากับกึ่งหนึ่งของอายุเป็นปีของฝ่ายชายที่บวกด้วย 7
ผู้อ่านจึงควรคำนวณทดสอบอายุของคู่ต่าง ๆ ที่ผู้เขียนยกตัวอย่างไว้แล้วนั้น
นอกจากนี้ สำหรับผู้อ่านซึ่งชอบรับรู้ในลักษณะของความสัมพันธ์อันหนึ่งก็จะสามารถพิจารณาจากความสัมพันธ์อันหนึ่งดังนี้
สมมติ ชายคนหนึ่งมีอายุ M ปีหญิงคนหนึ่งซึ่งจะแต่งงานด้วยภายใต้ภาวะของการอนุมานอันนี้จะเป็น F ปีดังนี้
กล่าวคือ F = [1/2] M + [7] ปี
ถ้าชายคนหนึ่งมีอายุ 30 ปีอายุของหญิงคนหนึ่งที่จะแต่งงานด้วย คือ 22 ปี
ดังนั้น นัยว่าผู้ชายเป็นผู้ที่คิดหลักของการอนุมานอันนี้
จึงดูเหมือนว่า จะเอื้อต่อฝ่ายชายฉะนี้
อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ผู้เขียนขอไม่ออกความเห็น

สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
11 มกราคม 2554

ของดีที่ซ่อนไว้

Jan 8, 2011 by     Comments Off on ของดีที่ซ่อนไว้    Posted under: Mechanics, Poems, Uncategorized

ของดีที่ซ่อนไว้

อันของดีที่ซ่อนไว้อะไรเอ่ย
ใคร่เฉลยหากเฉยไว้ไม่สดใส
ของดีนี้มีอยู่คู่สิ่งใด
เอออะไรใคร่ตระหนักอยากเจอะเจอ
อันของดีที่ซ่อนไว้อยู่ไม่ไกล
เรานำไปใช้กันนั้นเสมอ
อาจจับต้องสิ่งนี้ไซร้คล้ายไม่เจอ
แต่กลับเผลอดึงไปไว้ใกล้ตัว

เพียงเห็นหัวเรื่องว่าของดีที่ซ่อนไว้เรื่องนี้ก็น่าจะสนใจแล้วใช่หรือไม่เอ่ย
อย่างน้อยก็อาจจะคิดว่า ผู้เขียนคงจะหลอกผู้อ่าน
เพราะว่าคนทั่วไปคงไม่เคยคิดแม้แต่น้อยว่า “ฟิสิกส์มีของดี”
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนซึ่งอยู่ในแวดวงของวิชาฟิสิกส์กลับคิดไปในทางที่จะตรงกันข้ามเลยก็เป็นได้
เพราะเชื่อว่า ของดีมีอยู่มากมายในวิชาฟิสิกส์และก่อประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมอย่างมากมายอีกด้วย
แต่ของดีที่ซ่อนไว้ตามหัวเรื่องของเรื่องนี้หาใช่ของดีทางฟิสิกส์แต่ประการใด หากแต่ว่าเป็นของที่นับว่าดีและมีประโยชน์ในยามที่เราต้องการจะใช้
ส่วนยามปกติเราก็จะเก็บเข้าที่เข้าทางราวกับว่าเป็นการเก็บซ่อนไว้ฉะนั้น
ปมปริศนาของชื่อเรื่องที่จ่าหัวไว้เริ่มจะเผยโฉมออกมาแล้ว
ว่าแต่ผู้อ่านยังคงสนใจอยู่อีกหรือไม่เอ่ย
ผู้อ่านทุกคนคงเคยเห็นหรือเคยใช้กระเป๋าเดินทางใบหนึ่งในยุคสมัยปัจจุบันที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกซ่อนไว้ทุกใบ
ไม่ว่าจะเป็นใบเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ข้างในของใบที่ใหญ่กว่า
หรือที่ซ่อนไว้กับใบใหญ่ของตัวเองในชุดนี้
ถ้ากระเป๋าเดินทางใบใดไม่มีสิ่งนี้ก็จะตกยุคไปโดยปริยาย
ของดีที่ซ่อนไว้ตามที่เรากล่าวถึงเป็นดังนี้
กล่าวคือ คันลาก หรือคันดึง หรือคันเข็นกระเป๋าแต่ละใบที่เราสามารถเก็บเข้าที่ไว้ได้ เมื่อไม่ต้องการใช้นั่นเอง
ทั้งนี้อุปกรณ์ที่เป็นส่วนเติมเต็มของกระเป๋าใบหนึ่งชิ้นนี้มีรูปร่างที่บอบบาง
แต่ก็มีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อเราไม่ต้องการยกหรือหิ้วกระเป๋าที่หนักใบนี้
ด้วยเหตุนี้ คันลาก หรือคันดึง หรือคันเข็นกระเป๋าใบหนึ่งแต่ละอันนั้นจึงทำหน้าที่ประหนึ่งเป็นเครื่องผ่อนแรงชนิดหนึ่งของเจ้าของกระเป๋าใบนั้นนั่นเอง
อันที่จริง คันลาก หรือคันดึง หรือคันเข็นอันหนึ่งของกระเป๋าเดินทางใบหนึ่งก็ใช้หลักเกี่ยวกับคานอันหนึ่งที่ได้ผนวกเข้ากับหลักการหมุนรอบตัวเองรอบแกนของล้อกลมคู่หนึ่งในขณะที่เคลื่อนที่ได้ระยะทางตามแนวทางแนวหนึ่ง ๆ ของการเคลื่อนที่นั้น
ทั้งนี้เมื่อล้อกลมอันหนึ่ง ๆ หมุนรอบแกนของตัวเองครบ 1 รอบกระเป๋าใบนั้นจะเคลื่อนที่ไปพร้อมกับเจ้าของเป็นระยะทางเท่ากับเส้นรอบวงของล้อกลมแต่ละอันนั่นเอง
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
8 มกราคม 2554

สูงโปร่งและรับลม

Jan 6, 2011 by     Comments Off on สูงโปร่งและรับลม    Posted under: Mechanics, Poems, Uncategorized

สูงโปร่งและรับลม

ทรงสูงโปร่งโล่งดีที่ส่วนล่าง
เป็นแบบอย่างต่างไปในสมัย
บ้านชนบทจรดภาคหนึ่งถึงภาคใด
ล้วนแต่ใคร่ได้เห็นเด่นรับลม
หน้าต่างกว้างอย่าง 2 บานกาลก่อนนั้น
ต้องมีอันพลันหายไปไม่เหมาะสม
สมัยนี้ที่เปลี่ยนไปใจนิยม
ต่างชื่นชมเหมาะสมไม่ในบ้านเรา

ผู้เขียนมองรูปร่างของคนหนึ่งขณะที่ยืนตัวตรงจะแตกต่างไปจากการมองของคนอื่น ๆ บ้างเล็กน้อย แต่ใช่ว่าผู้เขียนจะเป็นคนที่แตกต่างไปจากผู้อื่น ๆ หากว่าผู้เขียนกำลังมองและคิดเชิงเปรียบเทียบสิ่งต่าง ๆ ในโลกในธรรมชาตินี้ซึ่งก็รวมทั้งสัดส่วนและอิริยาบถของคนเข้าด้วยกัน
ทั้งนี้ด้วยความหวังว่า ผู้อ่านทั้งหลายน่าจะพิจารณาเชิงเปรียบเทียบไปพร้อม ๆ กับผู้เขียนและมองถึงความเป็นหนึ่งเดียวของสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาตินั่นเอง
เมื่อพิจารณาอิริยาบถของคนคนหนึ่งดังที่กล่าวมาแล้วนี้
ณ ที่นี้ผู้เขียนขอแบ่งส่วนของร่างกายออกเป็นส่วนหลัก 3 ส่วนตามความคิดของผู้เขียนเองโดยไม่ได้อิงวิชาการโดยตรงแต่ประการใดดังนี้
1. ส่วนหัวซึ่งนับว่าเป็นส่วนที่สั้นเทียบกับอีก 2 ส่วน
แต่ส่วนนี้ก็เป็นส่วนที่มีความลี้ลับค่อนข้างมากในความคิดของผู้เขียน
ส่วนหัวเป็นส่วนที่รวมแหล่งรับความรู้สึกต่าง ๆ ของเราเกือบทุกอย่าง คือ ปาก หู ตา จมูก และลิ้น
ทั้งนี้ส่วนหัวยังห่อหุ้มสมองที่เปรียบประหนึ่งเป็นกองบัญชาการอีกด้วย
นอกจากนี้ ผมบนศีรษะของคนนั้นเปรียบประหนึ่งเป็นสิ่งคุ้มแดดและคุ้มฝนที่ทำหน้าที่คล้าย ๆ กับหลังคาของบ้านฉะนั้น
2. ส่วนตัวที่นับตั้งแต่คอลงมาจนถึงต้นโคนขาทั้ง 2 ข้าง
ส่วนตัวเปรียบประหนึ่งโรงงานโรงหนึ่งซึ่งมีเครื่องจักรต่าง ๆ ทำงานอยู่และเป็นส่วนที่ทำให้ชีวิตดำเนินอยู่ได้เช่นเดียวกับการคงอยู่ของโรงงานแห่งนั้น
นอกจากนี้ ส่วนตัวนั้นยังเปรียบประหนึ่งเป็นตัวบ้านซึ่งเป็นส่วนของที่พักอาศัยโดยรวมอีกด้วย
3. ส่วนขาที่นับต่อจากส่วนที่ 2 ดังกล่าวแล้วนั้น
ส่วนขาเป็นส่วนซึ่งเกี่ยวข้องกับอิริยาบถของคนแต่ละคนเป็นส่วนใหญ่และเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ด้วย
ส่วนขาจึงเปรียบประหนึ่งหน่วยประสานงานของบริษัทแห่งหนึ่ง
ส่วนขานี้เองที่นับว่ายาวเมื่อเปรียบเทียบกับอีก 2 ส่วนนั้น
ณ ที่นี้จึงอยากเปรียบเทียบส่วนขากับส่วนใต้ถุนบ้านของบ้านในชนบทที่อยู่ในท้องที่ลุ่มโดยมีลักษณะเป็นที่โล่งสูงโปร่งและรับลมตามหัวเรื่องของเรื่องนี้นั่นเอง

บ้านทรงสูงและใต้ถุนโล่งแต่ละหลังในชนบทแห่งต่าง ๆ ล้วนแต่มีลักษณะของการใช้งานที่สอดคล้องกับสภาวะของท้องถิ่นและธรรมชาติ ณ แห่งนั้น
ทั้งนี้ ในสมัยก่อน ๆ นั้นชาวชนบทซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านตามลักษณะนี้ย่อมจะไม่เป็นทุกข์กับสภาวะตามฤดูกาลที่เป็นไปในแต่ปี
อีกทั้งยังปรับกายและใจให้กลมกลืนไปกับธรรมชาติได้เป็นอย่างดี
ฤดูแล้งหรือฤดูร้อนของทางราชการ
บ้านของเขาก็รับลมเป็นอย่างดี
เพราะว่าตัวบ้านซึ่งเป็นที่พักอาศัยอยู่ชั้นบนนั้นมีหน้าต่างแต่ละแห่งเป็นบานคู่ที่เปิดออกรับลมได้เกือบจะ 180 องศาทำนองเดียวกันกับประตูบ้านบานคู่นั่นเอง
อีกทั้งไม่มีเหล็กดัด
โดยเฉพาะไม่มีมุ้งลวดที่สกัดและกรองลมไปไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าบ้านหลังหนึ่งอยู่ในที่โล่งและตำแหน่งของหน้าต่างแต่ละบานอยู่ที่ต่าง ๆ อย่างเหมาะสมก็จะยิ่งให้ผลดีเป็นทวีคูณ
ในเวลากลางวันเขาก็จะอาศัยอยู่และทำกิจกรรมต่าง ๆ ณ บริเวณของใต้ถุนของบ้านซึ่งเป็นที่สูงโปร่งและรับลมได้ดีเกือบตลอดเวลา
ฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูที่ชุ่มฉ่ำ
เขาเหล่านั้นต่างจะดีใจเป็นอย่างยิ่งที่มีฝนตกต้องตามฤดูกาลเพราะนั่นหมายถึงว่า การเพาะหว่านของเขาจะได้ผลที่ดียิ่ง
อีกทั้งเขาไม่ต้องกังวลว่า หลังคาบ้านจะรั่ว
เพราะว่าบ้านของเขานั้นเป็นบ้านหลังคาทรงจั่วสูงที่สร้างเลียนแบบกันมาหลายชั่วอายุคนอย่างถูกต้องตามหลักวิชา (โดยเขาเองก็ไม่รู้)
ฤดูหนาวที่มีอากาศหนาวเย็น
เขาก็จะก่อไฟผิงกัน ณ บริเวณลานโล่งแจ้งที่อยู่ใกล้ ๆ กับใต้ถุนบ้านของเขา
ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการสุมไฟเพื่อให้มีควันและก็ไล่ยุงให้กับสัตว์เลี้ยงไปพร้อม ๆ กันด้วย
แล้วก็สนทนากันอย่างมีความสุข
ฤดูน้ำหรือฤดูน้ำหลากที่มีน้ำไหลมาท่วมท้องที่ลุ่มทั้งหลาย
เขาก็ไม่เดือดร้อน
เพราะเขามักไม่มีสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำไหล
น้ำจึงไม่ได้ไหลเชี่ยว
เขาจึงถือโอกาสหาสัตว์น้ำต่าง ๆ
และเขาก็ได้จังหวะในการกักเก็บน้ำไว้ในสระน้ำอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ ในสมัยนั้นจึงไม่มีการสูญเสียจากอุทกภัยดังเช่นทุกวันนี้
ผลดีประการต่าง ๆ ที่มีต่อคนชนบทในสมัยก่อนนั้น
หาได้เป็นเรื่องโชคชะตา
หรือเป็นความกรุณาปราณีของธรรมชาติที่มอบให้
หากแต่ว่าเกิดขึ้นจากความเหมาะสม
ความพอดี
ความพอเพียง
และความถูกต้องของการเป็นอยู่
ทั้งนี้รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ของเขาที่เลียนแบบกันมาเชิงอิงหลักของวิชา (โดยไม่รู้ตัว)
โดยเฉพาะวิชาฟิสิกส์ ดังเช่น บ้านทรงสูงและรับลมตามที่เราได้กล่าวมาแล้วภายใต้หัวเรื่องสูงโปร่งและรับลมฉะนี้
อนึ่ง ผู้เขียนต้องขออภัยผู้อ่านซึ่งต้องการเนื้อหาสาระเชิงการคำนวณ เพราะว่า สูงโปร่งและรับลมเรื่องนี้มีสาระเชิงบรรยายทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม หากผู้อ่านได้คิดไปพร้อม ๆ กับที่กำลังอ่าน
หรือคิดหลังจากที่ได้อ่านจนจบแล้ว
ผู้เขียนหวังว่า ผู้อ่านจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ที่คุ้มค่าเวลาของผู้อ่าน
อนึ่ง ผู้เขียนขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามผลงานเขียนฟิสิกส์ของผู้เขียน
ทั้งนี้ผู้เขียนต้องการสรรคุณค่าเชิงวิชาการสู่สังคม
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
6 มกราคม 2554

9,000 บีทียู

Jan 4, 2011 by     Comments Off on 9,000 บีทียู    Posted under: Physics, Poems, Uncategorized

9,000 บีทียู

บีทียูรู้จำนวนชวนให้คิด
ใช่น้อยนิดติดใจใคร่ค้นหา
จากเก้าพันเปลี่ยนเป็นเช่นใดหวา
สองหมื่นกว่าครานี้ที่ตกใจ
พลังงานผลาญไปกับไฟฟ้า
เหมือนดังว่าน่าตระหนกตกใจหลาย
ครั้นจ่ายเงินหาเพลินไม่ใจแทบวาย
อยากใคร่ตายหน่ายจังชังตัวเอง

ถึงแม้ว่าในระบบหน่วยเอส-ไอ (S-I Unit System) ได้ระบุหน่วยของพลังงาน (Energy) ที่ถือว่าเป็นสากลร่วมกัน คือ จูล (joule “J”) แต่ก็ดูเหมือนว่าจะมีผลที่เป็นรูปธรรมเฉพาะคนในกลุ่มแขนงวิชาฟิสิกส์กลุ่มหนึ่งเท่านั้น
หาได้ใช้กันอย่างทั่วถึงอย่างเป็นสากลไม่
ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงเห็นว่า คนไทยที่รับอิทธิพลจากทุกภูมิภาคของโลกจึงจำเป็นจะต้องรู้ไว้อย่างกว้างขวางและครบถ้วน
มิฉะนั้น อาจจะสื่อสารกันได้โดยยากและรับรู้ถึงสิ่งเดียวกันที่แตกต่างกันออกไปโดยเฉพาะในชีวิตประจำวัน
หัวเรื่อง 9,000 บีทียูเรื่องนี้เป็นสาระที่เกี่ยวกับพลังงานโดยตรง
หากแต่ว่าหน่วยพลังงานเป็นบีทียู (Btu) หรือ (Bthu) ซึ่งเป็นอักษรตัวย่อของคำเต็มที่มีความหมายว่า หน่วยความร้อนอังกฤษ (British thermal unit) ก็ยังนิยมใช้สำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าบางชนิดเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ยอมใช้เป็นอย่างอื่นเลย
กล่าวคือ เครื่องปรับอากาศ
นอกจากนี้ ก็มีหน่วยพลังงานอย่างอื่นอีก เช่น แคลอรี (calorie “cal”)
9,000 บีทียูเป็นค่าพลังงานต่ำสุดของเครื่องปรับอากาศเครื่องหนึ่ง
หรือจะเป็นการระบุถึงเครื่องปรับอากาศเล็กสุดเครื่องหนึ่งตามที่มีขายอยู่
ส่วนขนาดที่เรียกตามการใช้พลังงานที่สูงขึ้นว่า ใหญ่ขึ้น ๆ นั้นจะต้องบริโภคพลังงานมากขึ้นถัด ๆ ไป คือ ขนาด 13,000 บีทียูและขนาด 18,000 บีทียู ฯลฯ
เพียงรับรู้จากตัวเลขที่เครื่องปรับอากาศแต่ละเครื่องว่า จะต้องบริโภคพลังงาน โดยในกรณีนี้ คือ พลังงานไฟฟ้า (Electrical Energy) เราคงรู้สึกแหยง ๆ กันแล้ว
1 บีทียู คือ พลังงานความร้อน (Thermal Energy) ซึ่งทำให้น้ำมวล 1 ปอนด์ (Pound “lb”) มีอุณหภูมิเปลี่ยนแปลง 1 องศาฟาเรนไฮต์ (Fahrenheit Degree)
ทั้งนี้ 1 บีทียูเท่ากับ 251.997 แคลอรีเท่ากับ 1055.06 จูล
ปรากฏว่า บีทียูเป็นหน่วยที่ใหญ่กว่าทั้งแคลอรีและจูล
ดังนั้น เราเคยรู้สึกแปลกใจและตกใจกับตัวเลขตามที่ระบุถึงพลังงานไฟฟ้าสูงถึง 9,000 บีทียูหรือ 18,000 บีทียู ณ เครื่องปรับอากาศแต่ละเครื่องต้องบริโภคแล้วนั้น
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังจะเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าหากว่าเราระบุไว้เป็นแคลอรีหรือจูลประมาณ 1 ใน 250 ส่วนหรือประมาณ 1 ใน 1,055 ส่วนเลยทีเดียว
ด้วยเหตุนี้ ตามที่บริษัทผู้ผลิตต่าง ๆ นิยมระบุค่าการบริโภคพลังงานไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศแต่ละเครื่องไว้เป็นบีทียูบริษัทผู้ผลิตทั้งหลายคงจะได้ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดีแล้ว
ตั้งแต่นี้ต่อไปเราจึงควรตระหนักกันดังนี้
เครื่องปรับอากาศแต่ละเครื่องต่างบริโภคพลังงานมากอย่างยิ่ง
ในขณะเดียวกัน ต่างก็ถ่ายโอนพลังงานความร้อนออกสู่อากาศและสู่สิ่งแวดล้อมโดยรวมอย่างมากด้วยเช่นกัน

สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
4 มกราคม 2554