Browsing"Poems"

พลังงานความร้อน

Dec 31, 2010 by     Comments Off on พลังงานความร้อน    Posted under: Physics, Poems, Uncategorized

พลังงานความร้อน

อันความร้อนก่อนนี้ที่กล่าวขาน
ปริมาณอย่างหนึ่งพึงกล่าวถึง
ความร้อนนะสะท้อนให้ใจคะนึง
ร้อนประหนึ่งถึงข้างในอยู่ในทรวง
หากเดี๋ยวนี้กล่าวอย่างเป็นทางการ
พลังงานกาลนี้ที่ใหญ่หลวง
แปรรูปไปหลายรูปอย่างต่างทั้งปวง
ไม่ต้องห่วงล่วงรู้ได้ในเนื้อความ
ร้อนหรือหนาวเท่าใดต้องใคร่รู้
ลองคิดดูรู้ด้วยกายเมื่อใครถาม
รู้จากใจได้ไหมใคร่ติดตาม
อีกนิยามอ่านดูรู้เร็วไว
อุณหภูมิบ่งชี้ที่ระดับ
สื่อเสร็จสรรพระดับนี้นี่ร้อนไหม
องศาหน่วยช่วยเน้นบอกเป็นนัย
ถึงสิ่งใดในระบบครบที่มา
มาตรวัดหรือคือเทอร์มอมิเตอร์ไง
สิ่งนี้ไซร้ไม่ยากหากศึกษา
สิ่งบ่งชี้เช่นนี้ที่รู้มา
ปรารถนาอ่านดูรู้แน่นอน
พลังงานหน่วยนั้นนั่นคือจูล
อาจจะคุ้นหรือไม่เพียงใคร่สอน
จะกล่าวเพิ่มเติมบอกนอกบทกลอน
เลี่ยงนิวรณ์ให้ได้ใคร่ติดตาม

พลังงานความร้อนเป็นปริมาณสเกลาร์ชนิดหนึ่งที่จะรับรู้ได้ในสองลักษณะดังนี้
1. ระดับของความร้อนดังที่เรียกว่า “อุณหภูมิของความร้อน”
โดยที่เราวัดด้วยมาตรวัดอุณหภูมิ คือ เทอร์มอมิเตอร์ชนิดหนึ่ง ๆ ดังนี้
เช่น องศาเซลเซียส องศาฟาเรนไฮต์ และเคลวิน
2. ปริมาณความร้อนหรือพลังงานความร้อนที่มีหน่วย คือ จูลตามระบบเอสไอ
นอกจากนี้ เรายังนิยมบอกเป็นแคลอรีด้วย
ทั้งนี้ 1 แคลอรี คือ ปริมาณความร้อนที่ทำให้น้ำมวล 1 กรัมที่อุณหภูมิ 14.5 องศาเซลเซียสมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส
อนึ่ง พลังงานความร้อนเป็นแคลอรีและจูลสัมพันธ์กันดังนี้
กล่าวคือ 1 แคลอรีเท่ากับ 4.186 จูลหรือประมาณ 4.2 จูล
และ 1 จูลประมาณ 0.2389 แคลอรี
นอกจากนี้ ในระดับที่สูงขึ้นเราจะรับรู้อีกหน่วยหนึ่งดังนี้
กล่าวคือ หน่วยความร้อนบริติช
ทั้งนี้ 1 หน่วยความร้อนบริติชเท่ากับ 1,055 จูลหรือเท่ากับ 252.0 แคลอรี

แหล่งพลังงานความร้อนในธรรมชาติที่ต่างรู้จักและคุ้นเคยมีหลายอย่างดังนี้
เช่น
1. ถ่านไม้และถ่านที่ให้ความร้อนชนิดอื่น ๆ
2. แก๊สหุงต้มที่ต่างใช้กันในครัวเรือนอย่างแพร่หลาย
3. ถ่านหินที่เราอาจจะใช้ในทางตรงและทางอ้อม
4. พลังงานความร้อนจากกระแสไฟฟ้า
5. พลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์
6. พลังงานความร้อนในโลก
อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วเรามักอาจจะมองข้ามแหล่งพลังงานความร้อนในธรรมชาติแหล่งหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อโลก คือ ดวงอาทิตย์
ทั้งนี้ถ้าปราศจากดวงอาทิตย์โลกจะต้องถึงกาลอวสานในที่สุด
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
31 ธันวาคม 2553

จักรราศี

Dec 30, 2010 by     Comments Off on จักรราศี    Posted under: Astronomy, Poems, Uncategorized

จักรราศี
ราศีเมษเมษาหาพฤษภ
เมถุนวกกรกฎจรดสู่สิงห์
ราศีกันย์ต่อตุลถ่วงดุลจริง
อย่าประวิงพฤศจิกอีกธนู
มังกรนั้นพลันต่อมาราศีกุมภ์
ยังอีกกลุ่มมีนไงบอกไว้หรู
ครบสิบสองทำนองไซร้ได้คิดดู
โปรดรับรู้สู่สิ่งนี้ที่มีมา
จักรราศีมีไว้คล้ายนับเดือน
เพียงเพื่อเตือนรู้ไว้ใช้ศึกษา
พี่น้องหรือคือผู้ที่มีปัญญา
โชคชะตาน่าคิดเพียงเยี่ยงเตือนใจ
ตัวเรานี้ชี้ได้หนาชะตาเรา
ไม่โง่เขลาเบาปัญญาพาแจ่มใส
ความรู้นี้มีเอาไว้ใส่กายใจ
ราศีไซร้คล้ายเป็นเพื่อนคอยเตือนตน

จักรราศี (Zodiac) มาจากคำในภาษากรีกคำหนึ่ง คือ ซูนน์ (Zoon) ที่หมายถึงสิ่งที่มีชีวิต
โดยที่ราศีตุลซึ่งเป็นรูปของคันชั่งอันหนึ่งราศีเดียวเท่านั้นที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต
ด้วยเหตุนี้ จึงนับว่าจักรราศีนี้เป็นคำที่มีความหมายเหมาะสมดี
จักรราศีหรือ 12 ราศีอยู่ในแถบอันหนึ่งซึ่งพาดอยู่บนทรงกลมฟ้าที่มีความกว้างประมาณ 16 องศาและมีแนวสุริยวิถีแนวหนึ่งอยู่ ณ กลางแถบอันนี้
ทั้งนี้ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ทั้งหมดต่างโคจรอยู่ในแถบจักรราศีอันนี้บนทรงกลมฟ้านั้น
เนื่องจากจักรราศีมี 12 ราศีหรือมีกลุ่มดาว 12 กลุ่มด้วยกัน
อีกทั้งมุม ณ ศูนย์กลางท้องฟ้าทรงกลมนี้ที่รองรับด้วยแถบจักรราศีแถบนี้ คือ 360 องศา แต่ละราศีจึงอยู่ในช่วงประมาณ 30 องศา

รูปที่แทนกลุ่มดาวกลุ่มหนึ่งของแต่ละราศีในจักรราศีเป็นดังนี้
1. ราศีเมษหรือกลุ่มดาวเอรีส์ (Aries) เป็นรูปแกะ
2. ราศีพฤษภหรือกลุ่มดาวเทารัส (Taurus) เป็นรูปวัว
3. ราศีเมถุนหรือกลุ่มดาวเจมินี (Gemini) เป็นรูปคนคู่
4. ราศีกรกฎหรือกลุ่มดาวแคนเซอร์ (Cancer) เป็นรูปปู
5. ราศีสิงห์หรือกลุ่มดาวลีโอ (Leo) เป็นรูปสิงโต
6. ราศีกันย์หรือกลุ่มดาวเวอร์โก (Virgo) เป็นรูปหญิงสาวพรหมจารี
7. ราศีตุลหรือกลุ่มดาวลิบรา (Libra) เป็นรูปคันชั่ง
8. ราศีพฤศจิกหรือกลุ่มดาวสคอร์ปิอุส (Scorpius) เป็นรูปแมงป่อง
9. ราศีธนูหรือกลุ่มดาวแซกจิตทาเรียส (Sagittarius) เป็นรูปคนยิงธนู
10. ราศีมังกรหรือกลุ่มดาวแคปริคอร์นัส (Capricornus) เป็นรูปมังกร
11. ราศีกุมภ์หรือกลุ่มดาวอะควอเรียส (Aquarius) เป็นรูปคนถือหม้อน้ำ
12. ราศีมีนหรือกลุ่มดาวพิสเซส (Pisces) เป็นรูปปลา

ถือโฉลกโชคชะตาว่ากันไป
ถืออย่างไรใคร่ทักจักรราศี
กลุ่มเหล่านั้นกลุ่มนั่นไซร้ใคร่ว่าดี
กลุ่มเหล่านี้ดีทั่วกันหมั่นพอเพียง
เราทุกคนจนหรือมีอยู่ดีได้
เพียงแต่ใจใคร่ต้องฟังยังน้ำเสียง
ต่างเตือนกันสนั่นไปให้พอเพียง
อย่าเอาเยี่ยงเพียงว่าข้าฯ ต้องรวย

สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
30 ธันวาคม 2553

เศษธุลี

Dec 26, 2010 by     Comments Off on เศษธุลี    Posted under: Astronomy, Poems, Uncategorized

เศษธุลี

เอกภพส่วนนี้ที่จะกล่าว
ใคร่บอกเล่ากล่าวกันนั้นอักโข
เอกภพคำรบนี้ที่ใหญ่โต
อันอ่าโอ่โตกระไรไม่รู้กัน
เริ่มจากเราเท่านี้อย่างที่รู้
สำรวจดูสู่โลกกว้างอย่างสุขสันต์
บนท้องฟ้าครานี้ที่รู้กัน
สุริยันอันดาราพาสุขใจ
สุริยะระบบนี้ที่ใหญ่ขึ้น
ใช่ใครอื่นตื่นตากว่าสิ่งไหน
ดาวเคราะห์นั้นอันดาวหางต่างกันไป
ดาวฤกษ์ไซร้ใคร่เห็นเป็นบุญตา
กลุ่มดาวฤกษ์เบิกฟ้าเวลาค่ำ
ฉันดื่มด่ำฉ่ำใจใฝ่ฝันหา
เนบิวลาครานี้ที่ผ่านตา
ยังไขว่คว้าหาต่อเติมเพิ่มตามใจ
ทางช้างเผือกเลือกมาว่ากันต่อ
เหมือนสิ่งล่อต่อเติมเสริมสิ่งไหน
ดาราจักรอยากใคร่เห็นเป็นเช่นใด
สืบเสาะไปให้ตะลึงถึงที่เป็น
เอกภพจบตรงไหนหาใครรู้
มาคิดดูรู้ใหญ่เหลือเหนือที่เห็น
ตัวเราหรือคือธุลีชี้ประเด็น
สุดท้ายเป็นเช่นธุลีที่บั้นปลาย

มนุษย์ได้พยายามทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติมานานนับพันปี
ทุกยุคทุกสมัยดูเหมือนว่า
เราต่างเข้าใจความลี้ลับของธรรมชาติมากขึ้น ๆ อย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม ตราบเท่าที่เรามีความรู้มากขึ้น ๆ
ตราบนั้นดูเหมือนว่า สิ่งที่เรายังไม่รู้กลับมากขึ้น ๆ เป็นทวีคูณ
ทุกวันนี้มนุษย์ยังไม่สามารถแม้แต่จะตอบได้อย่างชัดเจนว่า
เอกภพมีรูปร่างอย่างไร
มีขนาดโตเพียงใด
มีขอบเขตอยู่ ณ ที่ใด
และสุดขอบเขตของเอกภพจะเป็นอะไร
สิ่งหนึ่งที่ต่างยอมรับกันเป็นดังนี้
ตัวของเรานี้ คือ
เศษธุลีอันน้อยนิดของเอกภพ
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
26 ธันวาคม 2553

คู่ไม่แฝด

Dec 17, 2010 by     Comments Off on คู่ไม่แฝด    Posted under: Astronomy, Physics, Poems, Uncategorized

คู่ไม่แฝด
เธอกับฉันคู่กันฝันก่อนนี้
น้องกับพี่คู่กันนั่นไฉน
ดำกับขาวคู่กันว่ากันไป
ศูนย์นั้นไซร้ให้คู่หนึ่งจึงงงงวย
โลกของเราเจ้ามีคู่ฟังดูแปลก
เราจำแนกแยกไว้คล้ายไม่สวย
อยากรู้จริงสิ่งนี้ที่งงงวย
รับรู้ด้วยบทความตามนี้เอย

คนจำนวนหนึ่งเชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในเอกภพจะมีเป็นคู่
ทั้งนี้อาจจะเป็นคู่แฝดที่คิดกันว่าเหมือนกัน แต่ก็ยังมีส่วนที่แตกต่างอยู่บ้าง หรือแม้แต่คู่ไม่แฝดดังที่เราจะกล่าวถึง ณ ที่นี้มีอยู่ค่อนข้างมาก
โดยที่อาจจะคู่ไม่แฝดที่คล้ายกัน
คู่ไม่แฝดที่มีความเหมือนที่แตกต่าง
คู่ไม่แฝดที่แตกต่าง
หรือคู่ไม่แฝดที่ตรงกันข้ามดังนี้
ผู้อ่านคนใดคนหนึ่งจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม
แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งเชื่อว่า เอกภพ (Universe) ก็มีคู่ที่ไม่แฝด คือ ปฏิเอกภพ (Anti-Universe)
คู่ไม่แฝดของโลก (Earth) คือ ปฏิโลก (Anti-Earth)
คู่ไม่แฝดของระบบสุริยะระบบหนึ่ง (A Solar System) คือ ปฏิระบบสุริยะอีกระบบหนึ่ง (An Anti-Solar System)
สสาร (Matter) มีคู่ไม่แฝด คือ ปฏิสสาร (Anti-Matter)
อนุภาคตัวหนึ่ง (A Particle) มีคู่ไม่แฝดตัวหนึ่ง คือ ปฏิอนุภาคตัวหนึ่ง (An Anti-Particle)
ควาร์กตัวหนึ่ง (A Quark) ที่เรารู้จักได้โดยยากนั้นเป็นกระจุกหนึ่งของอนุภาคมูลฐานแท้จริงก็มีปฏิควาร์กหรือแอนติควาร์กตัวหนึ่ง (An Anti-Quark) ด้วย
อ่านแล้วก็น่าขันในความคิดของคนที่ช่างค้นคว้า ช่างสืบเสาะ และช่างคิดนะ
อย่างไรก็ตาม คนเหล่านั้นหาได้คิดกันอย่างเพ้อฝันโดยไม่มีสิ่งอ้างอิงและไม่มีสิ่งที่จะสามารถเปรียบเทียบได้เลยก็หาไม่
ความรู้เบื้องต้นแต่ลึกซึ้งตามที่เราค้นพบบางประการเป็นดังนี้
อนุภาคประจุไฟฟ้าบวก คือ โปรตอนตัวหนึ่ง (A Proton) มีอนุภาคประจุไฟฟ้าลบ คือ อิเล็กตรอนตัวหนึ่ง (An Electron) ซึ่งมีค่าของประจุไฟฟ้าเท่ากัน
แต่โปรตอนตัวหนึ่งมีมวลประมาณ 1,000 เท่าของอิเล็กตรอน 1 ตัว
อีกทั้งยังพบว่า ทั้งโปรตอนตัวหนึ่งและอิเล็กตรอนอีกตัวหนึ่งต่างก็มีคู่ไม่แฝดของตัวเองอีกต่างหากดังนี้
โปรตอนตัวหนึ่งมีปฏิโปรตอนตัวกนึ่ง (An Anti-Proton) เป็นคู่ไม่แฝด
อิเล็กตรอนตัวหนึ่งมีคู่ไม่แฝดตัวหนึ่ง คือ โพซิตรอนตัวหนึ่ง (A Positron) หรือที่รู้จักกันในนามอิเล็กตรอนบวกตัวหนึ่ง (A Positive Electron)
ผู้เขียนเพิ่งเริ่มกล่าวถึงตัวอย่างคู่ไม่แฝดของโปรตอนตัวหนึ่งกับอิเล็กตรอนอีกตัวหนึ่งเพียงคู่เดียว
ณ ขณะนี้เป็นไปได้ว่า ผู้อ่านบางคนเริ่มที่จะงง ๆ ต่อสาระทางวิชาการกันแล้ว
ผู้เขียนจึงใคร่กล่าวถึงคู่ไม่แฝดในลักษณะอื่น ๆ บ้าง
ก่อนที่ผู้อ่านจะเลิกสนใจเรื่องคู่ไม่แฝดนี้ซะก่อนดังนี้
ผู้อ่านอาจจะไม่เชื่อว่า เราทุกคนก็มีคู่แฝดที่ไม่เหมือนด้วยเช่นกัน โดยคู่แฝดที่ไม่เหมือนของแต่ละคนตามที่จะกล่าวถึงนี้บางคนอาจจะเคยคิดมาเสมอว่า เป็นเสมือนตัวแทนของตัวเองโดยที่คิดว่าเหมือนตัวเองทุกประการ
ณ ที่นี้ผู้เขียนกำลังจะกล่าวถึงภาพ (Image) ของแต่ละคนในกระจกเงาราบบานหนึ่งนั่นเอง
แท้จริงแล้วภาพของเราที่ปรากฏอยู่ทางส่วนข้างหลังกระจกเงาราบบานหนึ่งนั้น ย่อมจัดอยู่ในประเภทคู่ไม่แฝดในลักษณะที่ตรงกันข้ามตามข้อกำหนดของผู้เขียนนี้
ทั้งนี้ภาพของเราดังกล่าวนั้นจะมีลักษณะที่กลับซ้ายและขวากับของตัวเราทั้งสิ้น ดังที่เรียกว่า การกลับข้าง (Lateral Inversion)
ดังเช่น ถ้าเรายกมือข้างซ้ายภาพก็จะล้อเลียนเราโดยยกมือข้างขวา
หรือแม้แต่ว่าเรามีไฝเม็ดโตเม็ดหนึ่งที่ริมฝีปากข้างขวาภาพของเราในกระจกเงาราบบานนั้นก็จะมีไฝเม็ดโตเม็ดหนึ่งที่ริมฝีปากข้างซ้าย
ภาพของเราดังกล่าวนี้ ปรากฏทุกอย่างที่กลับซ้ายและขวากับของตัวเราเช่นนี้ ดังนั้น เราจะคิดว่า ภาพนั้น คือ ตัวของเราอีกหรือ
ในโลกนี้มีคู่ที่ไม่แฝดจำนวนมากลักษณะหนึ่ง คือ คู่ที่ไม่แฝดเชิงเพศ
ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ต่าง ๆ ล้วนต่างก็เข้าข่ายกรณีนี้ทั้งนั้น
เพราะทั้งคนและสัตว์ต่างก็มีเพศชายและเพศหญิงคู่กัน
ธรรมชาติยังกำหนดคู่ไม่แฝดให้กับสิ่งต่าง ๆ อีก เช่น
กรณีของสีดำกับสีขาวและความสว่างกับความมืด
กรณีนี้เกี่ยวข้องวิชาแสงทางฟิสิกส์
หากแต่เราไม่มีวิชาไม่แสงซึ่งควรจะเป็นคู่วิชาไม่แฝด
นอกจากนี้ เราจะกล่าวถึงความสว่างในวิชาแสงโดยไม่กล่าวถึงความมืดเลย
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า ถ้าแห่งใดแห่งหนึ่งมืดเราก็ถือว่าแห่งนั้นไม่มีแสงหรือมีแสงค่อนข้างจะน้อย ๆ ก็เป็นได้
เราจึงกล่าวว่า แสงเคลื่อนที่หรือแผ่อยู่ในบริเวณแห่งหนึ่ง ๆ
กรณีร้อนกับเย็น
กรณีนี้ก็คล้าย ๆ กับกรณีของความสว่างกับความมืดเช่นกัน
เพราะว่าเราก็จะกล่าวถึงอุณหภูมิที่บ่งบอกถึงระดับของความร้อน
และกล่าวถึงปริมาณความร้อนในรูปของพลังงานความร้อนที่มีหน่วยเป็นจูลในวิชาความร้อนโดยไม่มีวิชาความเย็น
เราคงคิดในทำนองเดียวกันว่า ความเย็น คือ ความร้อนที่น้อย ๆ
ดังนั้น เราจึงกล่าวกันดังนี้
“พลังงานความร้อนถ่ายโอนจากแห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งฉะนี้”
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
17 ธันวาคม 2553

การทรงตัวของเธอ

Dec 16, 2010 by     Comments Off on การทรงตัวของเธอ    Posted under: Physics, Poems, Uncategorized

การทรงตัวของเธอ
ศูนย์ถ่วงของสตรีที่มีครรภ์คนหนึ่งจะมาอยู่ทางด้านหน้าของเธอ

สมัยนี้มีพุงยุ่งแน่แน่
คนท้องแก่แย่ยิ่งสิ่งทั้งสอง
แนวศูนย์ถ่วงล่วงล้ำออกนอกครรลอง
ฐานรับรองต้องฝืนอยู่คู่กันไป
ทรงตัวอยู่รู้ว่าท่ามั่นคง
แม้ยืนตรงลงนั่งยังแจ่มใส
ถึงกระนั้นศูนย์ถ่วงไซร้ไม่เลยไกล
เหมือนแผ่นใหญ่ได้รองอยู่ดูมั่นคง

ผู้อ่านคงจะเคยสังเกตบ้างว่าคนทั่วไปนั้นจะยืนอย่างสบาย ๆ ในลักษณะที่ขอบในของฝ่าเท้าทั้งสองข้างไม่ได้ชิดติดกัน
ตรงกันข้าม ถ้าต้องการให้ชิดกันก็จะต้องฝืนอิริยาบถ
อีกทั้งจะรู้สึกว่าไม่ค่อยสะดวกสบายนัก
คนอ้วนคนหนึ่งก็จะต้องยืนอยู่ในอิริยาบถท่าหนึ่งที่ขอบฝ่าเท้าด้านใกล้กันของ 2 ข้างอยู่ห่างกันมากกว่าคนผอมอีกคนหนึ่ง
คนที่มีพุงโตคนหนึ่งและสตรีที่ตั้งครรภ์อีกคนหนึ่งต่างก็มักจะยืนและเดินในลักษณะที่ตัวของเขาเอนไปทางข้างหลังบ้าง
โดยที่จะเป็นลักษณะที่อาจจะแตกต่างจากสภาพเดิมตามปกติของเขาไป
นอกจากนี้ ถ้าเรายืนเอนตัวไปทางข้างหน้า ในระยะแรก ๆ เราก็พอจะยืนอยู่ได้ แต่ถ้าเราเอนตัวมากขึ้น ๆ เราก็อาจจะล้มลง
อย่างไรก็ตาม โดยสามัญสำนึกเราอาจจะก้าวไปทางข้างหน้าบ้าง
หรือไม่ก็ย่อตัวลงเพื่อให้กลับมาอยู่ในลักษณะที่เข่าทั้งสองข่างงอเพื่อทำให้เราไม่ล้มได้
การกระทำต่าง ๆ ดังกล่าวนี้เข้าลักษณะของหลักวิชาฟิสิกส์ดังนี้
เราสามารถทรงตัวอยู่ในสภาพสมดุล
กล่าวคือ เราอยู่ในอิริยาบถท่าหนึ่งอย่างสบายและไม่ล้มลงนั้น
ทั้งนี้เนื่องมาจากแรงลัพธ์แรงหนึ่งซึ่งเป็นผลจากความโน้มถ่วง (Gravitation) ของโลกที่กระทำ ณ ตำแหน่งศูนย์ถ่วง (Center of gravity) ตำแหน่งหนึ่งของเรานี้มีทิศทางอยู่ในบริเวณพื้นที่ของส่วนร่างกายของเราที่สัมผัสกับพื้น
ด้วยเหตุนี้ พื้นที่ตามที่เรากล่าวถึงนี้ดังกรณีต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นดังนี้
กล่าวคือ บริเวณที่คิดจากขอบนอกของฝ่าเท้าทั้งสองของเราในขณะนั้นนั่นเอง
ณ ที่นี้เรากล่าวโดยสรุปได้ดังนี้
“ตราบใดที่แรงโน้มถ่วงที่กระทำ ณ ตำแหน่งศูนย์ถ่วงของเรามีทิศทางอยู่ในฐานของเราเองตราบนั้นเราก็อยู่สมดุลในอิริยาบถท่านั้นได้”
อนึ่ง คนชราหลังค่อมคนหนึ่งและคนพิการทางขาอีกคนหนึ่งซึ่งต้องใช้ไม้เท้าอันหนึ่งช่วยค้ำพยุงตัวขณะเวลาที่เดินก็อยู่ภายใต้หลักการของวิชาฟิสิกส์ที่กล่าวถึงนี้
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
16 ธันวาคม 2553

หวานนอกขมใน

Dec 14, 2010 by     Comments Off on หวานนอกขมใน    Posted under: Physics, Poems, Uncategorized

หวานนอกขมใน

อันหวานนอกบอกว่าน่าขมใน
อย่าท้อใจใคร่ลิ้มชิมสักหน
ปลายลิ้นแตะนั่นแหละดีอยู่ที่ตน
รสหวานล้นค้นได้จริงสิ่งรู้มา
สัมผัสบ้างข้างลิ้นไซร้ได้รสเปรี้ยว
ไม่ทันเคี้ยวเค็มเอี่ยวด้วยช่วยค้นหา
ก่อนจะกลืนลื่นลงไปคล้ายกินยา
จึงรู้ว่าหน้าหวานนอกหลอกขมใน

ผัดเปรี้ยวหวานจานหนึ่งย่อมบ่งบอกให้เรารู้ว่า อาหารจานนี้จะต้องเน้นที่ 2 รสดังนี้

กล่าวคือ รสเปรี้ยวรสหนึ่งและรสหวานอีกรสหนึ่ง
ทั้งนี้ก็จะมีรสเค็มอีกรสหนึ่งที่แอบแฝงอยู่
ปลา 3 รสจานหนึ่งเป็นรายการอาหารที่ดูเหมือนจะคลุมเครือบ้าง
แต่สำหรับคนไทยแล้วไม่น่าจะมีอะไรที่แอบแฝง
เพราะจะรู้กันโดยทั่วไปว่า ปลา 3 รสจานนี้ต้องมี 3 รสเป็นจุดเด่นดังนี้
กล่าวคือ รสเปรี้ยว รสหวาน และรสเค็ม 3 รสอย่างครบเครื่อง
แต่บางคนก็อาจจะเพิ่มรสเผ็ดตามประสาคนไทยเข้าไปผนวกด้วย
ทั้งนี้ไม่เคยได้ยินว่ามีอาหาร 4 รสจานโปรดจานหนึ่งซึ่งมีรสเปรี้ยว รสหวาน รสเค็มและรสขมอย่างครบครัน
คงเป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่ไม่ชอบรสขม
นอกจากอาหารที่มีรสขมเป็นรสเด่น เช่น ผัดสะตอ ต้มมะระ และสะเดาลวกกับน้ำปลาหวาน (นี่ก็แปลกนะ เพราะว่าน้ำปลาก็ต้องเค็ม แต่กลับเน้นที่รสหวานของน้ำตาล คงต้องการจะใช้รสหวานเพื่อกลบรสขมก็เป็นได้ โดยเราจะรับรู้รสหวานที่ปลายลิ้นก่อนที่เราจะรับรสขมที่โคนลิ้น)
อย่างไรก็ตาม ณ ที่นี้จะกล่าวถึงรส 4 รสที่เป็นสากล คือ รสเปรี้ยว รสหวาน รสเค็ม และรสขมตามที่เรารับรู้ได้ ณ บริเวณต่าง ๆ ที่ลิ้นของเราฉะนั้น
ธรรมชาติมีความละเอียดอ่อนเป็นที่สุด
ทั้งนี้สิ่งต่าง ๆ ที่ธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้นมาซึ่งรวมทั้งการลิ้มรสของเราด้วยนั้นล้วนแต่มีจุดประสงค์ในการปฏิบัติที่สะดวก เหมาะสม และพึงกระทำทั้งสิ้น
ถ้าไม่คิดถึงวิวัฒนาการของมนุษย์ที่นานนับอย่างน้อยหลายพันปีมนุษย์ควรจะลองลิ้มรสสิ่งต่าง ๆ ด้วยการเลียอย่างแผ่วเบา
กล่าวคือ เราจะต้องใช้บริเวณปลายลิ้นซึ่งเป็นแหล่งที่บอกรสหวานเลียหรือสัมผัสสิ่งนั้น ๆ อย่างระมัดระวัง
ทั้งนี้เราจะรับรู้รสเค็มรสหนึ่งและรสเปรี้ยวอีกรสหนึ่งแถว ๆ ข้าง ๆ ของลิ้น
กว่าที่เราจะรับรู้รสขมได้ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นผ่านไปยังบริเวณโคนลิ้นซึ่งเป็นส่วนที่ตอบสนองต่อรสขมนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ เราจึงกล่าวว่า “หวานที่ปลายลิ้นแต่ขมที่โคนลิ้น”
คำกล่าวนี้จะเปรียบเชิงรูปธรรมโดยตรงกับสำนวนสำนวนหนึ่งดังนี้
กล่าวคือ “หวานนอกขมในหรือหวานนอกแต่ขมใน”
อย่างไรก็ตาม ก็ย่อมจะสื่อความหมายที่แตกต่างไปจากความหมายเปรียบเทียบโดยนัยตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไปดังนี้
สำนวนหวานนอกขมในสำนวนนี้สื่อให้เรารู้ดังนี้
กล่าวคือ การแสดงออกมาภายนอกนั้นดูดีดูงาม แต่ในใจนั้นกลับตรงกันข้ามโดยสื้นเชิง
อันที่จริง ก็มีความหมายที่คล้าย ๆ กับสำนวนอีกสำนวนหนึ่งดังนี้
กล่าวคือ “ปากหวานก้นเปรี้ยว”
ทั้งนี้สื่อให้เรารู้ว่า เป็นการพูดหวานแต่หาจริงใจไม่
อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกันโดยอนุโลมหัวเรื่องหวานนอกขมในเรื่องนี้ที่เราเน้นถึงตำแหน่งการรับรู้รสต่าง ๆ ที่ลิ้นของเราก็น่าจะพอรับได้
ณ ขั้นนี้เราอาจจะคิดกันว่าประสาทการรับรู้รสทั้ง 4 รสของเรานี้เป็นสิ่งที่เราจะเชื่อได้อย่างแท้จริง
แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่
อย่างน้อยแม้แต่อุณหภูมิของอาหารก็ยังมีส่วนต่อการลิ้มรสอาหารของเรา
แท้จริงแล้วตัวเรานั่นแหละที่จะหลอกตัวของเราเอง
สมมติ เรากินส้มที่หวานผลหนึ่งโดยเราเลือกกิน 3 ช่วงของเวลาดังนี้
กินส้มก่อน แล้วคั่นด้วยการกินน้ำตาล กินส้มอีกครั้ง แล้วสลับด้วยการชิมมะนาว 1 ชิ้น แล้วจึงตบท้ายด้วยส้มผลเดิมนั้น
ทั้งนี้เราจะบอกว่า รสชาติของส้มผลนี้ใน 3 ครั้งนั้นแตกต่างกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะเชื่อการลิ้มรสของเรา 100 เปอร์เซ็นต์ได้อย่างไร
นอกจากนี้ แม้แต่กลิ่นก็ยังมีผลต่อการลิ้มรส
ดังนั้น บางคนจึงกินยาที่มีรสแปลก ๆ ที่ตัวเองไม่ชอบพร้อมกับบีบจมูกเพื่อไม่ให้รับรู้กลิ่น
ผู้สูงอายุดูเหมือนว่าจะชอบของขมและบอกกันดังนี้
“ผู้สูงอายุกินของขมเก่ง”
แท้จริงแล้วเมื่ออายุมากขึ้น ๆ ประสาทที่เคยไวต่อรสขมกลับเสื่อมลงก็เป็นได้
เรื่องหวานนอกขมในเรื่องนี้จึงจบลงอย่างเรียบง่ายฉะนี้

หวานหรือไม่หาใครรู้
หวานหรือไม่ใคร่รู้     ลองชิม
หากแต่ว่าข้าฯ ลิ้ม     บ่ได้
เหล็กแกร่งแฝงสนิม ซ่อนไว้ ในตัว
เป็นเช่นนี้แล้วไซร้    ใคร่รู้ เจ็บทรวง
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
14 ธันวาคม 2553