Browsing"Poems"

ดวงจันทร์ที่ฉันมองดู

Dec 11, 2010 by     1 Comment     Posted under: Astronomy, Physics, Poems, Uncategorized

ดวงจันทร์ที่ฉันมองดู

ดวงจันทร์นี้ที่ฉันมองต้องแปลกใจ
เพราะเหตุใดผิวสดใสกลายหม่นหมอง
บางแห่งคล้ำดำด่างต่างเคยมอง
ความผุดผ่องดั่งน้องนางกลับห่างไกล
เครเตอร์หรือคือหลุมใหญ่มากมายนัก
จึงประจักษ์ตระหนักกันนั่นไฉน
อุกกาบาตผงาดโหมโจมลงไป
กระหน่ำใส่ให้หน้าพรุนไม่คุ้นเลย
ดวงจันทร์นี้ที่ใกล้กันฉันเพื่อนบ้าน
บริวารทางการนั้นฉันวางเฉย
ได้เคลื่อนตามโลกไปไม่ละเลย
ไม่เมินเฉยเลยใกล้ไล่ตามไป
แสงนวลผ่องส่องมานั้นนั่นสะท้อน
ไม่ยอกย้อนสะท้อนว่ามาจากไหน
สุริยาครานี้มีโดยนัย
ส่งแสงไปให้ดวงจันทร์อันจันทรา
มนุษย์นี้ที่เดินทางอย่างทะนง
โดยมุ่งตรงเจาะจงไปที่ใฝ่หา
เดินทางกลับโลกนี้ที่ผ่านมา
ด้วยความกล้าปัญญาเลิศประเสริฐงาม
คนไทยนั้นฝันบ้างไหมกระไรนั่น
สู่ดวงจันทร์อันแดนไกลอยากใคร่ถาม
อันคนไทยเรียนรู้ได้ใคร่ติดตาม
อันเนื้อความตามนี้ที่ชี้นำ

ดวงจันทร์เป็นบริวารของโลกดวงเดียว
ทั้งนี้ช่วงเวลาซึ่งดวงจันทร์หมุนรอบตัวเองครบ 1 รอบและโคจรรอบโลกครบ 1 รอบนั้นเท่ากัน คือ 1 เดือนดาราคติหรือประมาณ 27 กับ 1 ใน 3 วัน
ด้วยเหตุนี้ ดวงจันทร์จึงหันเข้าหาโลกเพียงด้านเดียวเสมอ
อีกทั้งด้านของดวงจันทร์ซึ่งรับแสงโดยตรงจากดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิสูงกว่า 130 องศาเซลเซียส
ตรงกันข้าม ด้านที่ไม่ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิต่ำกว่า -150 องศาเซลเซียส
ดวงจันทร์มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 1 ใน 4 ของโลกหรือครึ่งหนึ่งของดาวอังคารโดยประมาณ
เนื่องจากดวงจันทร์มีมวลประมาณ 1 ใน 81 ส่วนของโลกดวงจันทร์จึงมีขนาดความโน้มถ่วงที่ผิวประมาณ 1 ใน 6 ของโลกเท่านั้น
สมมติ มนุษย์โลกคนหนึ่งซึ่งมีขนาดน้ำหนัก 600 นิวตัน ณ โลก เมื่อไปอยู่ที่ดวงจันทร์จะมีขนาดน้ำหนักประมาณ 100 นิวตันเท่านั้น
ดวงจันท์มีระยะทางเฉลี่ยจากโลกประมาณ 384,400 กิโลเมตร
ดังนั้น เราจึงเห็นดวงจันทร์ตอนเต็มดวงนั้นใหญ่ใกล้เคียงกับขนาดปรากฏของดวงอาทิตย์ คือ ประมาณครึ่งองศาทั้ง ๆ ที่ดวงจันทร์มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ใน 400 ส่วนของดวงอาทิตย์เท่านั้น
อนึ่ง ดวงจันทร์ไม่มีอากาศและไม่มีบรรยากาศห่อหุ้มเหมือนกับโลก
เครเตอร์จำนวนมากซึ่งเป็นผลจากการตกกระทบโดยตรงของอุกกาบาตจึงเป็นร่องรอยที่สนับสนุนสิ่งนี้ได้เป็นอย่างดียิ่ง
ด้วยเหตุนี้ ดวงจันทร์จึงเป็นเทห์ฟ้าชิ้นหนึ่งในปริภูมิแห่งนี้ซึ่งจะมีแต่ความเวิ้งว้างว่างเปล่าและเงียบสงบ
นอกจากนี้ ไม่มีร่องรอยของน้ำปรากฏอยู่ดังเช่นบนโลกของเรา
อย่างไรก็ตาม มนุษย์ยังปรารถนาที่จะเดินทางไปสำรวจอีกในอนาคต
ทั้งนี้มนุษย์มีความอยากรู้อยากเห็นสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาตินั่นเอง
อนึ่ง ขณะที่ดวงจันทร์โคจรตามวงโคจรวงหนึ่งรอบโลกนั้น พื้นผิวของดวงจันทร์ส่วนที่สะท้อนแสงได้ประมาณ 7% ของแสงจากดวงอาทิตย์จะปรากฏแก่คนบนโลกมีลักษณะแตกต่างกันไปตามตำแหน่งต่าง ๆ กันนั้น
ทั้งนี้จึงทำให้เกิดข้างขึ้นและข้างแรมฉะนี้
ผิวดวงจันทร์นั้นงามตามคนมอง
บางคนจ้องมองตอนเต็มเข้มแจ่มใส
บางคนนั้นต่างจิตคิดต่างไป
เป็นเสี้ยวไซร้ใคร่เห็นเน้นคิ้วงาม
อันต่างคนยลแตกต่างอย่างที่บอก
หาได้หลอกบอกกันได้ไม่ต้องถาม
ต่างจิตใจสิ่งใดต่างอย่างดีงาม
ย่อมสื่อความตามสิ่งนี้ดีทั่วกัน

สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
11 ธันวาคม 2553

120 และ 80

Dec 2, 2010 by     Comments Off on 120 และ 80    Posted under: Physics, Poems, Uncategorized

120 และ 80

ร้อยยี่สิบหยิบมานี้ที่อยากกล่าว
อยากบอกเล่ากล่าวถึงซึ่งความหมาย
เลขแปดสิบหยิบมานะอธิบาย
อยากขยายให้รู้สู่ทุกคน
ค่าความดันโลหิตสะกิดบอก
ไม่ได้หลอกบอกไว้ไม่สับสน
มิลลิเมตรปรอทไซร้ไม่วกวน
เราทุกคนต้องรู้หน่วยด้วยปัญญา

ทุก ๆ ครั้งที่เราไปสถานพยาบาล ณ แห่งหนึ่งเพื่อที่จะพบแพทย์คนใดคนหนึ่ง
เมื่อเราแสดงบัตรนัดหรือได้บอกถึงจุดประสงค์กับเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง
โดยทั่วไปเราจะต้องไปชั่งน้ำหนัก (เพื่อทราบมวลของตัวเองว่า ตอนนั้นมีค่ากี่กิโลกรัม) หรืออาจจะวัดส่วนสูงประกอบด้วย (แต่ในปัจจุบันนี้ไม่ค่อยกระทำกัน)
ทั้งนี้จะได้ใช้เป็นข้อมูลในเบื้องต้นให้แพทย์ผู้ตรวจได้รู้ว่า เรานั้นอ้วนขึ้นหรือผอมลงและแพทย์จะได้ถือเอาเป็นข้อชมหรือตำหนิคนไข้แต่ละคนตามแต่ละกรณี
ต่อจากนั้นโดยทั่วไปผู้ช่วยพยาบาลคนหนึ่ง (มักไม่ใช่นางพยาบาลโดยตรง คงประหยัดและเหมาะสมกับงานเป็นหลักนั่นเอง) ก็จะให้เราตรวจวัดความดันโลหิต (โดยที่ปัจจุบันนี้โรงพยาบาลซึ่งดูเหมือนจะทันสมัยแต่ละแห่งต่างก็จะใช้เครื่องวัดความดันอัตโนมัติที่คิดค่าเชิงสถิติ ทั้ง ๆ ที่คนไข้ส่วนมากต่างก็ไม่ค่อยชอบการวัดความดันอย่างนี้แต่ก็ต้องจำใจรับบริการเช่นนั้น)
หัวใจที่เป็นอวัยวะสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในจำนวนหลาย ๆ อย่างของเราทุกคนได้ทำหน้าที่คล้ายกับเครื่องสูบหรือปั๊ม (Pump) เครื่องหนึ่ง หากแต่ว่าหัวใจของเรานี้เป็นเครื่องสูบกล้ามเนื้อ (Muscular Pump) ก้อนหนึ่งที่ธรรมชาติได้บรรจงสรรค์สร้างมาให้เรา
โดยทำหน้าที่สูบให้โลหิตไหลไปตามเส้นโลหิตแดงทั้งหลายในร่างกายแล้วจึงจะไหลตามเส้นโลหิตดำเพื่อวนกลับสู่หัวใจ
ทั้งนี้สำหรับคนคนซึ่งมีระบบของความดันโลหิตปกติตอนที่หัวใจหดตัวมากสุดจะมีความดันโลหิตประมาณ 120 มิลลิเมตรปรอท ส่วนตอนขณะที่หัวใจผ่อนคลายมากสุดนั้น ณ ตอนนั้นคนคนนี้ยังมีความตึงที่กล้ามเนื้อข้างซ้ายของหัวใจห้องล่างหรือเวนทริเคิล (Ventricle) ห้องนี้ที่มากพอจึงทำให้เกิดความดันต่ำสุดประมาณ 80 มิลลิเมตรปรอท
ด้วยเหตุนี้ จึงถือได้กับว่า คนคนหนึ่งที่มีสภาวะความดันโลหิตปกติจะมีความดันสูงสุดประมาณ 120 มิลลิเมตรปรอทและมีความดันต่ำสุดประมาณ 80 มิลลิเมตรปรอท

ภายใต้สภาวะเนื่องจากการทำงานของหัวใจซึ่งเรากำลังกล่าวถึงนี้โลหิตจะไหลออกจากหัวใจห้องล่างเข้าสู่หลอดเลือดแดงใหญ่หรือเอออร์ตา (Aorta) หลอดนี้ไปตามแขนงหนึ่ง ๆ ของเส้นโลหิตแดงและผ่านไปยังเส้นเลือดฝอยเส้นหนึ่ง ๆ ในที่สุด แล้วจึงจะมีกระบวนการของการไหลเวียนกลับในลักษณะที่ย้อนขั้นตอนจนบรรลุสู่สภาวะที่โลหิตไหลกลับเข้าสู่หัวใจห้องบนหรือเอเทรียม (Atrium) ทางข้างขวาของหัวใจขณะที่ก็มีค่าความดันใกล้ 0 มิลลิเมตรปรอท

ทั้งนี้เปรียบประหนึ่งการเดินทางที่ยาวไกลของคนคนหนึ่ง
โดยที่ตอนเริ่มออกเดินทางก็จะเปี่ยมไปด้วยพลัง
แต่จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเมื่อกลับมาถึงบ้านอย่างคนที่ไร้พลังเลยทีเดียว

โดยทั่วไปแล้วความดันโลหิตโดยเฉลี่ยก็จะประมาณ 100 มิลลิเมตรปรอทหรือประมาณ 135 เซนติเมตรน้ำ (ทั้งนี้เราจะสามารถคำนวณได้ประมาณ 136 เซนติเมตรน้ำ)

ณ ที่นี้จะกล่าวถึงขั้นตอนของการวัดความดันโลหิตของคนคนหนึ่งดังนี้
1. เมื่อเราบีบลูกยางที่เปิดลิ้นลูกหนึ่งซึ่งต่อสายยางเส้นหนึ่งไว้กับถุงอากาศของมาตรความดันของไหลหรือแมนอมิเตอร์ (Manometer) อันหนึ่งที่ได้พันไว้รอบแขนของคนไข้คนหนึ่งอากาศในถุงยางใบนี้จะบีบที่แขนและมีผลต่อเส้นโลหิตแดงจึงจะทำให้โลหิตไหลไปสู่ปลายแขนและมือข้างนั้นได้ยาก (โดยจะคล้าย ๆ กันกับเมื่อเราบีบที่ข้อมือข้างหนึ่งของเราเองจนแน่น)
ณ สภาวะดังกล่าวนี้คนไข้ก็จะรับรู้ถึงสภาพการบีบรัดที่แขนของเขาด้วย
2. เมื่อเราเริ่มคลายปุ่มที่ลูกยางลูกนั้นเพื่อปล่อยอากาศออกทางลิ้นปิดและเปิดค่าความดันของอากาศในถุงยางถุงนั้นก็จะลดลง ๆ อย่างต่อเนื่อง เมื่อความดันประมาณได้กับความดันโลหิตในเส้นโลหิตแดงโลหิตจะเริ่มไหล ณ ขณะนี้จะเป็นจังหวะรอยต่อที่จะต้องฟังจากหูฟังพร้อมกันกับสังเกตความดันซึ่งอ่านได้จากแมนอมิเตอร์อันนั้น
แล้วจึงบันทึกเป็นความดันโลหิตสูงสุด
(ถ้าผู้อ่านลองกำมือข้างหนึ่งให้แน่นและใช้มืออีกข้างหนึ่งบีบข้อมือข้างที่กำไว้นั้นแล้วปล่อยผู้อ่านก็จะรู้สึกถึงการไหลของโลหิตสู่ปลายนิ้วของมือข้างที่กำไว้เดิมนั้น)
3. ความดันของอากาศในถุงยางจะลดลง ๆ ตามที่กล่าวมาแล้วนั้น
ในที่สุดจะมีความดันที่ประมาณได้กับความดันโลหิตของเส้นโลหิตดำ
ทั้งนี้เราจึงจะบันทึกค่านี้เป็นความดันต่ำสุด
ดังนั้น เราวัดความดันโลหิตของเส้นโลหิตแดงเป็นค่าสูงสุดและของเส้นโลหิตดำเป็นค่าต่ำสุด
อย่างไรก็ตาม ค่าความดันที่วัดได้นี้ก็ไม่ได้มีความถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์
โดยที่จะมีความคลาดเคลื่อนจากค่าที่ควรจะเป็นตามสภาวะปกติของคนไข้คนหนึ่งได้
ทั้งนี้เนื่องมาจากองค์ประกอบหลายประการดังนี้
1. สภาพการทำงานของหัวใจของคนไข้คนหนึ่งขณะนั้น เช่น คนไข้คนหนึ่งที่เดินมาอย่างเร็วหรือแม้แต่อิริยาบถของคนไข้เองโดยไม่ว่าจะเป็นขณะที่ยืน นั่ง หรือ ณ ขณะที่นอนราบ
2. ความแม่นยำของแมนอมิเตอร์อันหนึ่ง
3. ความสามารถเฉพาะตัวของผู้ซึ่งทำการวัดนั้นทั้งในด้านการฟังด้วยหูฟังและการสังเกตระดับปรอทในแมนอมิเตอร์ที่กำลังเคลื่อนที่จะต้องสัมพันธ์กันอย่างถูกต้องนอกเหนือจากความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักวิชา
ด้วยเหตุนี้ ค่าของความดันที่วัดได้ในแต่ละครั้งจะมีความคลาดเคลื่อน
ทั้งนี้อาจจะเป็นไปได้ทั้งค่าที่สูงกว่าหรือต่ำกว่าที่เป็นจริง
อย่างไรก็ตาม ผลทางจิตวิทยาต่อคนไข้คนหนึ่ง ๆ นั้นมีมากอย่างยิ่ง

อนึ่ง ข้อสังเกตที่เป็นผลเชิงสถิติจากทางวิชาการประการหนึ่งเป็นดังนี้
ระยะความสูงเป็นเซนติเมตรของคนคนหนึ่งที่เทียบกับตำแหน่งหัวใจของเขาจะสัมพันธ์โดยประมาณกับความดันโลหิตของเส้นโลหิตแดงเป็นเซนติเมตรน้ำดังนี้
1. สมมติ ชายคนหนึ่งสูงประมาณ 180 เซนติเมตร
2. ความดันโลหิตแดงที่ตำแหน่งหัวใจของชายคนนี้ ณ ความสูง 0 เซนติเมตรนั้นจะมีค่าประมาณ 135 เซนติเมตรน้ำ
3. ความดันโลหิตแดง ณ ระดับตาหรือสมองที่อยู่สูงกว่าหัวใจของเขาประมาณ 55 เซนติเมตรนั้นก็จะมีค่าประมาณ 80 เซนติเมตรของน้ำ
4. ค่าความดันโลหิตแดง ณ ระดับหัวเข่าซึ่งอยู่ต่ำกว่าหัวใจของเขาประมาณ 60 เซนติเมตรจะประมาณ 195 เซนติเมตรของน้ำ
5. ค่าความดันโลหิตแดง ณ ระดับเท้าซึ่งก็อยู่ต่ำกว่าหัวใจของเขาประมาณ 120 เซนติเมตรจะประมาณ 255 เซนติเมตรของน้ำ
ณ ที่นี้ผู้เขียนใคร่เสนอแนะให้ผู้อ่านแต่ละคนได้ลองฝึกความคิดดังนี้
1. จงสังเกตความดันโลหิตของเส้นโลหิตแดงเทียบกับความสูงที่แท้จริงของชายคนนี้ขณะที่เขายืนตรง
2. ถ้าความดันโลหิตของเส้นโลหิตดำที่หัวใจของเขา คือ 0 เซนติเมตรน้ำ ค่า ณ ระดับตา ระดับหัวเข่า และที่เท้าของเขาเป็น -55 เซนติเมตร 60 เซฯติเมตร และ 120 เซนติเมตรน้ำหรือไม่
3. ผู้อ่านควรพิจารณาความดันโลหิตในเส้นโลหิตแดงและในเส้นโลหิตดำของแต่ละคนเองด้วย
ผู้เขียนหวังว่า คงจะไม่ยากเกินกว่าความสามารถของผู้อ่านแต่ละคน

สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
2 ธันวามคม 2553

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

Nov 26, 2010 by     Comments Off on คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า    Posted under: Physics, Poems, Uncategorized

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

หากปิดหูปิดตาว่าไม่รู้
ลองคิดดูรู้มาว่ามากหลาย
รู้หลายอย่างต่างไปใคร่มากมาย
อย่าเพิ่งหน่ายได้รู้เพิ่มคล้ายเติมแรง
รู้ทุกคนสนใจหรือไม่นั้น
สุริยันตะวันนี้ที่ส่องแสง
เช้ามาเยือนแล้วเคลื่อนไปได้สำแดง
คราส่องแสงแรงกล้าว่ากระไร
อันแสงนั้นรู้กันดีมีประโยชน์
หากมีโทษโจษกันนั่นไฉน
ผิวไหม้เหี้ยมเกรียมนั้นนั่นกระไร
เซลล์ผิวหน่ายตายไปได้เช่นกัน
แสงนี้หรือคือส่วนน้อยค่อยรับรู้
ฉันนำสู่รู้มากอย่างต่างสุขสันต์
วิทยุสู่ผู้ฟังดั่งรู้กัน
อีกคลื่นนั้นนั่นทีวีที่คุ้นเคย
หากเป็นคลื่นระรื่นหูรู้ให้ชัด
โทรทัศน์จัดกล่าวไว้คล้ายเฉลย
คลื่นไมโครโอ่ไว้บ้างเหมือนอย่างเคย
ไม่ละเลยเอ่ยรังสีที่ใต้แดง
ถึงคลื่นนี้มีกล่าวไว้ใคร่คุ้นเคย
ดังได้เอ่ยเฉลยมาว่าคือแสง
โอกาสหน้าคราใดใคร่สำแดง
แลใคร่แจ้งแถลงไว้คล้ายกระจาย
เหนือม่วงหรือคือรังสีที่ปัจเจก
รังสีเอกซ์เฉกเช่นเน้นสหาย
แกมมานี้ที่อีกอย่างต่างมากมาย
หากสุดท้ายในตอนนี้ที่คะนึง
ในส่วนนี้ใคร่ชี้ไว้ให้รู้กัน
ความสัมพันธ์อันหนึ่งนี้ที่กล่าวถึง
ไม่ยุ่งยากหากรู้ไว้ไม่บึ้งตึง
ยามกล่าวถึงจึงรู้ว่าน่าควรจำ

ณ ที่นี้ใคร่ขอกล่าวถึงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าตามความถี่โดยสังเขปดังนี้
1. คลื่นโทรทัศน์วิทยุ
2. คลื่นไมโคร
3. รังสีใต้แดง
4. แสง
5. รังสีเหนือม่วง
6. รังสีเอกซ์
7. รังสีแกมมา

อนึ่ง ใคร่ขอเสริมสาระที่เกี่ยวข้องสาระหนึ่ง ๆ ดังนี้
ความยาวคลื่น คือ ความยาวของ 1 ลูกคลื่นมีหน่วยเป็นเมตร
ความถี่คลื่น คือ จำนวนลูกคลื่นต่อวินาทีหรือครั้งต่อวินาที
ทั้งนี้หน่วยที่นิยมใช้กัน คือ เฮิรตซ์ (Hz)
อัตราเร็วคลื่น คือ ระยะทางซึ่งคลื่นเคลื่อนที่หรือแผ่ออกไปใน 1 วินาที
ทั้งนี้อัตราเร็วคลื่นมีหน่วย คือ เมตรต่อวินาที
อนึ่ง อัตราเร็วของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในปริภูมิอิสระหรือในอากาศมีค่าดังนี้
ประมาณ 300 ล้านเมตรต่อวินาทีซึ่งประมาณ 1 ล้านเท่าของอัตราเร็วเสียงในอากาศ ณ อุณหภูมิปกติ

ความสัมพันธ์หลักอันหนึ่งเป็นดังนี้
“อัตราเร็วคลื่นเท่ากับผลคูณของความถี่คลื่นกับความยาวคลื่น”

สมมติ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งหนึ่งออกอากาศ ณ ความถี่ 100 เมกะเฮิรตซ์
คลื่นวิทยุของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งนั้นมีความยาวคลื่นประมาณเท่าใด
ตอบ ประมาณ 3 เมตร

ข้อเสนอแนะ
ถ้าผู้อ่านคนใดคนหนึ่งเป็นนักเรียนควรพิจารณาเพิ่มเติมดังนี้
1. ใช้ความสัมพันธ์อันดังกล่าวในรูปแบบแบบหนึ่งของสัญลักษณ์ของปริมาณตัวหนึ่ง ๆ
2. คำนวณเพื่อทดสอบคำตอบนั้น

รศ.สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
26 พฤศจิกายน 2553

คลื่นไมโครรู้ไว้ได้ความรู้

Nov 25, 2010 by     Comments Off on คลื่นไมโครรู้ไว้ได้ความรู้    Posted under: Physics, Poems, Uncategorized

คลื่นไมโครรู้ไว้ได้ความรู้

ไมโครนี้มีความหมายคล้ายเป็นจุล
คงไม่คุ้นจุลนี้ที่เล็กน้อย
คลื่นไมโครคุยไว้ใคร่หวังคอย
รอสักหน่อยค่อยรู้กันฉันบรรยาย
สเปกตรัมคำนี้ที่ยกมา
ปรารถนาว่าไว้ยังไม่สาย
ของสิ่งใดใคร่กล่าวนี้ที่บรรยาย
เหมือนท้าทายให้ติดตามเนื้อความกัน
ดวงอาทิตย์คิดหรือไม่หาใครรู้
ส่งแสงสู่โลกไซร้ได้สุขสันต์
พลังงานผลาญไปใคร่รู้กัน
สุริยันผันมาว่ากระไร
คลื่นแม่เหล็กคลื่นอื่นใดคลื่นไฟฟ้า
คลื่นนานาว่ากันนั่นไฉน
ขอตัดตอนกล่าวก่อนตอนนี้ไง
คลื่นนี้ไซร้คลื่นไมโครว่าโก้กัน
คลื่นวิทยุระบุไว้ในนามร่วม
อีกทั้งรวมคลื่นที่มีสีสัน
โทรทัศน์จัดไว้ด้วยช่วยรู้กัน
ทั้งคลื่นสั้นคลื่นยาวสาวสืบความ
ยูเอชเอฟเสพกันนี้ที่เคยชิน
เคยได้ยินหรือไม่อยากใคร่ถาม
คลื่นเอเอ็มเอฟเอ็มเติมเสริมเนื้อ
ความโปรดติดตามอ่านกันบรรยาย

สมมติ เตาคลื่นไมโครใบหนึ่งให้คลื่นไมโคร ณ ความยาวคลื่นประมาณ 0.12 เมตร
คลื่นไมโครเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง
อัตราเร็วของคลื่นนี้ในอากาศประมาณ 300 ล้านเมตรต่อวินาที
ดังนั้น ความถี่คลื่นจากเตาคลื่นไมโครใบนี้ประมาณ 2.5 เท่าของพันล้านรอบต่อวินาที
ทั้งนี้เราคำนวณได้จากความสัมพันธ์อันหนึ่งดังนี้
“อัตราส่วนระหว่างอัตราเร็วคลื่นและความยาวคลื่นของคลื่นไมโครคลื่นดังกล่าว”
(อนึ่ง สำหรับผู้ที่เรียนโดยตรงสามารถใช้ความสัมพันธ์อันหนึ่งได้โดยง่าย)
ทั้งนี้คลื่นไมโครหรือไมโครเวฟ คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง
คลื่นไมโครมีความยาวคลื่นน้อยกว่าของคลื่นวิทยุโทรทัศน์
หากทว่ามากกว่าของรังสีใต้แดงในลักษณะที่คาบเกี่ยวกันบ้าง
อนึ่ง เราสามารถกล่าวในอีกลักษณะหนึ่งได้ดังนี้
คลื่นไมโครนี้มีความถี่คลื่นมากกว่าของคลื่นวิทยุโทรทัศน์
หากทว่าน้อยกว่าของรังสีใต้แดงในลักษณะที่คาบเกี่ยวกันด้วยเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ เพื่อง่ายแก่การจำเราจึงจะกล่าวเสริมไว้ดังนี้
คลื่นไมโครอยู่ระหว่างคลื่นวิทยุโทรทัศน์และรังสีใต้แดง
อนึ่ง ทางวิชาการในบางที่อาจจะกล่าวไว้รวม ๆ กันดังนี้
คลื่นวิทยุเป็นกลุ่มหนึ่งของคลื่นชนิดต่าง ๆ ดังนี้
คลื่นไมโคร คลื่นโทรทัศน์ยูเอชเอฟ คลื่นวิทยุวีเอชเอฟ และคลื่นวิทยุทั้งคลื่นสั้น คลื่นปานกลาง และคลื่นยาว
อย่างไรก็ตาม ส่วนนี้เกินความจำเป็นของผู้อ่านโดยทั่วไป
ผู้เขียนใคร่ขอกล่าวย้ำไว้ตอนท้ายของเรื่องนี้ดังนี้
คลื่นไมโครที่เรากล่าวนี้มีความยาวคลื่นอยู่ในช่วงมิลลิเมตรถึงช่วงของหลักสิบเซนติเมตร
อย่างไรก็ตาม เรากล่าวแต่เพียงโดยประมาณเท่านั้น
รศ.สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
25 พฤศจิกายน 2553

ของระลึกที่โลกลืม

Nov 22, 2010 by     Comments Off on ของระลึกที่โลกลืม    Posted under: Astronomy, Poems, Uncategorized

ของระลึกที่โลกลืม

ตัวข้าฯ นี้ที่เฝ้าดูอยู่แน่วแน่
ก็เห็นแต่แดนสรวงปวงสวรรค์
อีกผลงานผ่านมาสารพัน
ทั้งดวงจันทร์ดวงดาวที่พราวพราย
คนทั้งโลกโชคดีหลายได้คุ้มครอง
สิ่งหวังปองสนองให้ดั่งใจหมาย
เกียรติระบือชื่อเสียงขจรขจาย
สิ่งทั้งหลายมลายสยบซบเท้าเอย

ถอดความเลียนแบบเนื้อหาตามคำตรัสของสันตะปาปาปอลที่ 6 (Pope Paul VI) ตามที่ได้จารึกไว้ในแผ่นจารึกขนาดจิ๋วแผ่นหนึ่งซึ่งได้ย่อลงมาเป็น 1 ใน 200 ส่วนจากของจริง
วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 (วันและเวลา ณ ประเทศไทย)
วันนั้นโลกทั้งโลกอยู่ในความเงียบ แต่ใจของทุก ๆ คนบนโลกหาได้เงียบสงบ ดังที่ปรากฏอยู่ไม่
ทุกคนซึ่งรวมทั้งผู้เขียนเองด้วยต่างก็อยู่ในสภาวะที่อาจจะสับสนบ้างเพราะไม่แน่ใจว่า “เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันนั้นจะลงเอยด้วยสถานใด”

ข้อความดังที่ผู้เขียนกล่าวไว้นี้ผู้อ่านคนหนึ่ง ๆ ซึ่งมีโอกาสอยู่ในช่วงวันและเวลานั้นจะสามารถยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ผู้เขียนมิได้กล่าวจนเกินจริงแต่ประการใด

วันนั้นผู้เขียนนั่งติดตามเหตุการณ์อยู่ ณ ห้องส่งของสถานีโทรทัศน์ฯ ช่อง 4 ที่ บางขุนพรหม กรุงเทพฯ ตามคำเชิญของนายพิชัย วาสนาส่ง (ต้องขอเอ่ยนำไว้ ณ ที่นี้เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน ) โดยที่นายพิชัย วาสนาส่งเป็นผู้ร่วมอภิปรายคนหนึ่งด้วย
ณ ขณะนั้นต้องยอมรับว่า นอกจากความตื่นเต้นต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยไม่มีใครเลยที่มีความเชื่อมั่นเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นต้องสำเร็จด้วยดีอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งผู้เขียนซึ่งอยู่ในฐานะผู้บรรยายเหตุการณ์วันนั้นก็ไม่ได้เชื่ออย่างสนิทใจว่า คนบนโลกกำลังจะรับรู้เหตุการณ์ที่เป็นจริง
อย่างไรก็ตาม โดยมรรยาทที่มีต่อส่วนรวมและต่อสังคมโลกผู้เขียนจึงไม่ได้แสดงความคิดความรู้สึกเช่นนั้นออกมาเลย ไม่ว่าจะเป็นทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ
ในที่สุด เหตุการณ์ระทึกโลกก็ผ่านพ้นไปและเป็นที่กล่าวขานถึงกันอีกนาน
แต่เหตุการณ์วันนั้นได้ผ่านไปนานมากแล้วในความรู้สึกของคนทั่วไปจึงแทบจะไม่มีใครกล่าวถึงอีกเลย
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังรู้สึกราวกับว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้เองจึงใคร่นำมากล่าวเพื่อเป็นการเตือนใจแก่คนที่เคยรับรู้มาแล้วประการหนึ่งและอีกประการหนึ่งนั้น คือ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังที่ไม่มีโอกาสได้เห็นเหตุการณ์สำคัญซึ่งเป็นเพียงครั้งเดียวในโลกนี้ครั้งนั้นด้วย
วันนั้นเป็นวันที่ยานอวกาศลำหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า อะพอลโล 11 (Apollo 11) ได้ลงจอดบนผิวดวงจันทร์อย่างนิ่มนวลท่ามกลางความตื่นเต้นและดีใจของคนทั้งโลก
ทั้งนี้วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 เป็นวันหนึ่งที่เราเคยคิดกันดังนี้
เราทุกคนจะจดจำวันนี้ไว้จนชั่วนิรันดร
ณ วันนี้ผู้เขียนเองไม่ค่อยแน่ใจนักว่า คนบนโลกจำนวนเท่าใดซึ่งยังคงระลึกถึงวันแห่งมนุษยชาติวันนั้นได้

ทั้งนี้ของที่ระลึกชิ้นเล็กสุดชิ้นนี้เป็นชิ้นที่มนุษย์โลกได้ฝากไว้บนดวงจันทร์ในการเยี่ยมเยียนเป็นครั้งแรกครั้งนั้น
เมื่อเวลาประมาณ 09.56 น. ของวันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2512
ตามวันและเวลาของประเทศไทย
ณ วันมนุษยชาติวันนั้นนีล อาร์มสตรอง (Neil Armstrong) ซึ่งเป็นผู้บังคับยานอวกาศอะพอลโล 11 เป็นมนุษย์คนแรกที่ก้าวลงเหยียบพื้นผิวของดวงจันทร์ได้ลงไปยืนอย่างผงาดบนแผ่นกลมแผ่นหนึ่งที่ฐานของยานอินทรีย์เหล็กลำนี้
สักครู่หนึ่งเขาจึงเปล่งด้วยเสียงดังที่แสดงพลังดังนี้
“ก้าวนี้นับว่าเป็นเพียงก้าวสั้น 1 ก้าวของมนุษย์โลกคนหนึ่ง แต่จะเป็นก้าวกระโดดยักษ์ก้าวหนึ่งของมนุษยชาติ”
นับจากวันนั้นจนกระทั่งถึงวันนี้
ก้าวแรกก้าวหนึ่งนั้นก็ยังคงเป็นก้าวแรกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น
มนุษยโลกจึงยังคงต้องรอก้าวกระโดดของมนุษยชาติก้าวหนึ่ง ๆ ต่อไปอีก
ทั้งนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า จะต้องรอกันอีกนานสักเท่าใด
แม้แต่โอกาสที่มนุษย์โลกสามารถสัมผัสพื้นผิวของดวงจันทร์ได้อีก
รศ.สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
22 พฤศจิกายน 2553

ท่องปริภูมิ

Nov 19, 2010 by     Comments Off on ท่องปริภูมิ    Posted under: Astronomy, Poems, Uncategorized

ท่องปริภูมิ

   ตัวเรานี้อยู่ที่โลกอย่างโชคดี
เป็นแหล่งที่ชีวาได้อาศัย
บรรยากาศหุ้มด้วยช่วยสบาย
เคลื่อนที่ไปในแหล่งใดไร้ตัวตน

   โลกหมุนไปตัวเราไซร้ได้หมุนตาม
ทุกชั่วยามตามไปในทุกหน
โลกโคจรรอบปีที่ทุกคน
ต่างสับสนตนอยู่ไหนในต่างแดน

โลกหมุนรอบตัวเองครบรอบในแต่ละวันและในเวลาเดียวกันโลกของเราก็โคจรตามวงโคจรวงหนึ่งรอบดวงอาทิตย์ครบรอบในเวลา 1 ปี
โลกของเรานี้เป็นสมาชิกดวงหนึ่งในระบบสุริยะระบบหนึ่งที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบนี้และดวงอาทิตย์เองก็เป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งในจำนวนแสนล้านดวงของระบบดาราจักรทางช้างเผือกระบบหนึ่งซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นรูปกังหันอันหนึ่งที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 หมื่นพาร์เซก
ทั้งนี้ 1 พาร์เซกซึ่งมีค่าประมาณ 3.26 ปีแสงนี้ คือ 206,265 หน่วยดาราศาสตร์และ 1 หน่วยดาราศาสตร์ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร
อนึ่ง แสงเคลื่อนที่จากดวงอาทิตย์ถึงโลกในเวลาประมาณ 500 วินาที
และ 1 ปีแสง คือ ระยะทางที่แสงเดินทางในเวลา 1 ปี
โดยที่ในเวลา 1 วินาทีแสงเคลื่อนที่ในสุญญากาศหรืออากาศประมาณ 300 ล้านเมตร
เมื่อเสียงเคลื่อนที่ในอากาศประมาณ 330 เมตรใน 1 วินาที
อนึ่ง ดวงอาทิตย์ควรจะอยู่ ณ ตำแหน่งหนึ่งของปลายแขน ณ ระยะประมาณ 3 หมื่นปีแสงจากศูนย์กลางของดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้
ด้วยเหตุนี้ ทั้งดวงอาทิตย์และโลกของเรานี้ก็จะต้องเคลื่อนที่ไปพร้อม ๆ กันกับการหมุนรอบตัวเองของระบบดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้
ดาราจักรของเรานี้หมุนอย่างไม่เป็นระเบียบดังการเคลื่อนที่ของฝูงชนของกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมาก โดยที่ดาวทั้งหลายซึ่งอยู่แถวส่วนในของดาราจักรจะเคลื่อนที่เร็วกว่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดวงอาทิตย์ซึ่งอยู่ ณ ปลายแขนส่วนนอกของดาราจักรระบบนี้ยังจะมีการเคลื่อนที่ของตัวเองด้วย
อย่างไรก็ตาม เราประมาณว่า ดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้เคลื่อนที่ครบรอบในช่วงเวลาประมาณ 240 ล้านปี
อนึ่ง ระบบดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้ยังอยู่ในปริภูมิในเอกภพซึ่งก็มีระบบดาราจักรที่มากถึงหมื่นล้านระบบที่ต่างก็เคลื่อนที่
อีกทั้งภพของเราก็กำลังขยายตัว

ทั้งนี้เราจึงกล่าวโดยสรุปเชิงการประมาณดังนี้
เราทุกคนต่างก็เคลื่อนที่ไปพร้อมกับการหมุนรอบตัวเองและการโคจรของโลก
ในขณะเดียวกัน โลกของเราก็เคลื่อนที่ไปพร้อมกับระบบสุริยะระบบหนึ่งที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางอยู่ในระบบดาราจักรทางช้างเผือกระบบหนึ่งที่หมุนรอบตัวเองและเคลื่อนที่อยู่ในเอกภพ
ทั้งนี้เอกภพนี้ก็กำลังขยายตัวซึ่งสอดคล้องโดยประมาณในระดับหนึ่งกับทฤษฎีหนึ่ง คือ ทฤษฎีบิกแบงทฤษฎีหนึ่ง (A Big Bang Theory)

ผู้อ่านควรจะประมาณเองว่าวันหนึ่ง ๆ เราแต่ละคนเคลื่อนที่ไปในปริภูมิอย่างไรกันบ้าง แล้วผู้อ่านอาจจะแปลกใจต่อสิ่งที่ทุก ๆ คนมักไม่ได้คาดคิดมาก่อนนี้

อนึ่ง ผู้เขียนใคร่เสนอเป็นข้อคิดประกอบไว้ ณ ที่นี้ด้วยดังนี้
เนื่องจากว่า เราอยู่ในระบบดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้เราจึงยากที่จะรู้ถึงรูปร่างของดาราจักรของเราเอง ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องการประมาณสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวของเราออกไปในลักษณะที่เปรียบประหนึ่งเราเป็นศูนย์กลางของระบบระบบหนึ่งในการประมาณนั้น
ทั้งนี้จะคล้าย ๆ กับว่า เรากำลังอยู่ท่ามกลางของฝูงชนที่มารวมกันอยู่เป็นจำนวนมากแล้วเราประมาณลักษณะและจำนวนของฝูงชนกลุ่มนี้
หรือเราเปรียบประหนึ่งว่า นางพญาผึ้งตัวหนึ่งจะประเมินจำนวนและรูปร่างโดยรวมของผึ้งงานทั้งหลายในรังของตัวเองที่อยู่โดยรอบฉะนั้น

อนึ่ง ถ้าเรามีโอกาสท่องปริภูมิตามหัวเรื่องนี้เรายิ่งจะรู้สึกดังนี้
สิ่งที่เรารู้นั้นช่างน้อยนิดเทียบกับสิ่งต่าง ๆ ที่เรายังไม่อาจล่วงรู้ได้เลยในเอกภพที่เราอาศัยอยู่นี้
รศ.สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
19 พฤศจิกายน 2553