Browsing"Poems"

เตาไมโครเวฟในเบื้องต้น

Sep 28, 2010 by     Comments Off on เตาไมโครเวฟในเบื้องต้น    Posted under: Poems, Uncategorized

เตาไมโครเวฟในเบื้องต้น

เตาอย่างนี้มีใช้เมื่อไม่นาน
หากหลายบ้านขานตอบชอบเหลือหลาย
ความนิยมสมใจกันนั้นทั่วไป
หลากผู้ใช้ไขว่คว้ามาสู่ตน

รู้หรือไม่ใจฉันนั้นอยากเล่า
ใคร่บอกกล่าวรู้ไว้ไม่สับสน
หากระวังต่างรู้ไว้ไร้กังวล
เราทุกคนสนใจขยายความ

ความต่างศักย์เป็นโวลต์นี้ที่จะบอก
ไม่ย้อนยอกสูงนักหากสอบถาม
กระแสนั้นนั่นสูงด้วยช่วยติดตาม
ในเนื้อความตามที่กล่าวบอกเล่ากัน

สายดินนี้มีไว้ใคร่ต้องทำ
ฉันเฝ้าย้ำทำไว้ใจสุขสันต์
ไม่ลำบากยากกระไรใส่ใจกัน
สักหนึ่งอันขั้วดินนี้ที่บ้านใด

อันถ้วยชามยามใส่ในเตานั่น
เหมาะสมกันฉันเน้นเป็นไฉน
สีเงินทองต้องห้ามกันนั้นปะไร
ต้องใส่ใจข้อความนี้ที่กล่าวมา

ใช้ทุกครั้งตั้งมั่นดีมีสิ่งรอง
อีกทั้งต้องปิดฝาครอบชอบดีหนา
ต้องอยู่ห่างเอาไว้ได้รู้มา
รังสีฝ่ามาหาเราเข้าสู่กาย

อันตรายทายทักไว้ในรอบด้าน
เรานั้นต้านทานไว้นี้มีมากหลาย
ภัยหลากอย่างต่างมีที่เป็นไป
ไม่เห็นได้เกิดไม่ในพริบตา

หากสะสมบ่มเอาไว้ในตัวเรา
ความโง่เขลาเรารับไว้คล้ายสรรหา
นานวันเข้าภัยมากมายในกายา
เราถึงคราสิ้นชีพหนอรอความตาย

ด้วยความปรารถนาดี

รองศาสตราจารย์สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com

ความดัน (Pressure)

Sep 27, 2010 by     Comments Off on ความดัน (Pressure)    Posted under: Mechanics, Poems, Uncategorized

ความตัน (Pressure)

ความดันนี้ ณ ที่ใดอยากใคร่รู้
ที่ฉันอยู่รู้ไหมกระไรจ๋า
ระดับนี้นี่หรือถือกันมา
ระดับว่ากันนั้นนั่นทะเล

ระดับนี้ที่คิดกันบรรยากาศ
ไม่มีพลาดประกาศไว้ไม่หันเห
ค่านี้นั้นฉันชื่นชมสมคะเน
ไม่รวนเรเฉต่างไปได้เป็นมา

ความดันนี้ที่กล่าวกันฉันต้องเน้น
ต้องเลือกเฟ้นเน้นไปใช้ศึกษา
ความถูกจริงสิ่งนี้ที่เฟ้นมา
หลักวิชาว่ากันนี้มีหลักการ

ณ ที่นี้กล่าวนะสเกลาร์
นิยามข้าฯ ว่าไว้ในพื้นฐาน
อัตราส่วนชวนรู้ไว้ในหลักการ
อย่าเพียงอ่านเพียงผ่านไปไม่สราญ

ขนาดแรงแฝงไว้ในตัวเศษ
ไม่มีเลศเศษส่วนนี้มีตัวหาร
พื้นที่หรือคือสิ่งนั้นฉันต้องการ
เป็นตัวหารขานให้รู้สู่ความดัน

บรรยากาศคาดการณ์ได้ในสิ่งนี้
เป็นตัวชี้ที่กดลงตรงประสาน
มาตรวัดหรือคือสิ่งใดใคร่ต้องการ
เพื่อใช้อ่านขานค่าคราเป็นไป

อันบารอมิเตอร์นี้ที่กล่าวนั่น
แม้ตัวฉันนั้นรู้บ้างเป็นอย่างไหม
อยากรู้จริงสิ่งนี้หรือคืออะไร
รีบเร็วไวใคร่รีบอ่านอันนเนื้อความ

หน่วยความดันนั้นหรือคือสิ่งใด
เป็นอย่างไหนกระไรใคร่สอบถาม
ตอบไม่ได้ไม่เป็นไรใคร่ติดตาม
อ่านเนื้อความตามนี้ไปอย่าได้รอ

ณ ที่นี้จะใช้คำว่า “ความดัน” (Pressure) ในลักษณะของปริมาณสเกลาร์ตัวหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ ถ้าผู้อ่านคนใดคนหนึ่งต้องการกล่าวถึงในลักษณะของปริมาณเวกเตอร์ตัวหนึ่งผู้อ่านคนนนั้นจะต้องกล่าวว่า “เวกเตอร์ความดัน” (Vector of pressure)
อย่างไรก็ตาม ในระดับนี้จะกล่าวถึงเฉพาะความดันเท่านั้น
สิ่งสำคัญที่ต้องการชี้แนะไว้ คือ นิยามของความดันนั้นจะต้องถูกต้องและสอดคล้องกันเป็นอย่างดี
ดังนั้น จึงใคร่ขอให้ผู้อ่านทุกคนสังเกตให้รอบคอบ
ทั้งนี้สาระส่วนนี้มักจะกล่าวกันผิด ๆ เสมอ
นิยามของความดันเป็นดังนี้
ความดัน คือ อัตราส่วนของขนาดแรงดันต่อพื้นที่

เราพิจารณาความสัมพันธ์อันหนึ่งได้ดังนี้
1. สมมติ พื้นที่ซึ่งมีแรงกระทำแรงหนึ่ง คือ A ตารางเมตร
2. ขนาดของแรงนี้ที่กดลงในแนวฉากแนวหนึ่งกับพื้นที่ดังกล่าวนั้น คือ F นิวตัน
ดังนั้น ความดัน P นิวตันต่อตารางเมตรเป็นดังนี้
กล่าวคือ P = F/A นิวตันต่อตารางเมตร
หน่วยของความดันในลักษณะอย่างอื่น ๆ เป็นดังนี้

1 พาสคัลเท่ากับ 1 นิวตันต่อตารางเมตร
1 บาร์เท่ากับ 1 แสนนิวตันต่อตารางเมตร
          เท่ากับ 1,000 มิลลิบาร์
1 มิลลิบาร์เท่ากับ 100 นิวตันต่อตารางเมตร
1 บรรยากาศประมาณ 1 แสนนิวตันต่อตารางเมตร

ความดัน ณ ระดับต่าง ๆ กันเป็นดังนี้
1. ความดันของอากาศ ณ ระดับน้ำทะเลเป็นดังนี้
กล่าวคือ 1 บรรยากาศที่เท่ากับปรอทสูง 76 เซนติเมตร
โดยเราจะคิดโดยประมาณ คือ 75 เซนติเมตรหรือ 3 ใน 4 ของเมตร
อนึ่ง ค่านี้จะเปรียบเทียบเป็นน้ำสูงประมาณ 10 เมตร
2. ณ ตำแหน่งที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล เช่น พื้นที่สูง ๆ และยอดเขาอากาศจะเจือจางลง ๆ ตามความสูงความดันของอากาศจะลดลง ๆ เช่นกัน
3. ตำแหน่งหนึ่ง ๆ ที่อยู่ลึกลงในน้ำความดันรวมจะเพิ่มขึ้น ๆ ตามความลึกของน้ำ ณ ที่นั้น ๆ
อนึ่ง ทุก ๆ ตำแหน่งความลึกประมาณ 10 เมตรที่เพิ่มความดันจะเพิ่มจากความดันปกติประมาณ 1 บรรยากาศ
สมมติ ณ ตำแหน่งหนึ่งที่ลึกลงไปในน้ำประมาณ 20 เมตรตำแหน่งนั้นจะมีความดันประมาณ 3 บรรยากาศ

โดยปกติคนเราจะคุ้นเคยกับความดันของอากาศ ณ สถานที่อยู่ตามปกติ
ดังนั้นไม่ว่าความดันจะเพิ่มหรือลดตามตำแหน่งหนึ่ง ๆ ดังกล่าว เราจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงนั้นได้
อนึ่ง เนื้อหาสาระตามที่กล่าวมาแล้วนี้ย่อมเพียงพอแล้วสำหรับผู้อ่านคนหนึ่ง ๆ โดยทั่วไป
ส่วนผู้อ่านบางคนที่ต้องการรู้สาระเชิงลึกสาระต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกรุณาหาอ่านได้จากหนังสือฟิสิกส์ของผู้เขียนที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร. 02-218-3269

นักเรียน ครู และอาจารย์ที่ติดตามรับรู้สาระฟิสิกส์ทางสื่อโทรทัศน์ตามเจตนาที่ดีของรัฐฯ นั้นขอได้พิจารณาความถูกต้องอย่างแท้จริง
ฟิสิกส์เป็นวิชาที่ยากแต่ก็หาได้ยากเกินกว่าที่จะรับรู้ถ้าผู้ที่ถ่ายทอดมีความรู้ที่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม ทั้งผู้เขียนและผู้สอนที่ขาดประสบการณ์มักมีข้อผิดพลาดอยู่เสมอโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้น เจตนาที่ดีอย่างไม่รู้จริงนี้อาจจะเป็นการยื่นดาบ 2 คมให้แก่ผู้ที่ต้องการศึกษา
โดยเปรียบประหนึ่งมียาพิษที่แอบแฝงไว้ด้วยโดยไม่ได้ตั้งใจ
ผลเสียดังกล่าวนี้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วประเทศของเรา
ถ้ายังเป็นเช่นนี้โอกาสที่จะแก้ไขให้ถูกต้องย่อมยากอย่างยิ่ง
นี่แหละ คือ การศึกษาของประเทศที่จัดว่า ด้อยพัฒนา
กรรมของเด็ก ๆ และกรรมของประเทศโดยแท้

ด้วยความห่วงใยและปรารถนาดีอย่างจริงใจ

รองศาสตราจารย์สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com

ภาพจากกล้องพ้องกันอันสายตา

Sep 24, 2010 by     Comments Off on ภาพจากกล้องพ้องกันอันสายตา    Posted under: Poems, Uncategorized

ภาพจากกล้องพ้องกันอันสายตา

ประเด็นสำคัญที่ใคร่กล่าวถึงเชิงเปรียบเทียบ 3 ประการดังนี้
1. สิ่งต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่จริงทั้งที่เป็นไปตามพฤติกรรมของธรรมชาติและที่เราได้สร้างขึ้น
2. สิ่งที่เราเห็นได้ด้วยตาของเราที่มีกระบวนการเชิงฟิสิกส์
3. ภาพเนื่องจากกล้องถ่ายภาพที่ใช้หลักของฟิสิกส์เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาสาระของฟิสิกส์เพื่อสังคมตามเจตนา
ผู้เขียนจะไม่เน้นเชิงวิชาการที่ลึกซึ้งแต่ประการใด
หากทว่ายังคงไว้ถึงความถูกต้องด้วยเสมอฉะนี้

ภาพนี้หรือคือภาพจริงสิ่งมีอยู่
ทุกคนดูรู้เห็นเป็นอย่างไหน
ฉันใช้กล้องส่องดูรู้จากใจ
สิ่งที่ได้คล้ายกันอันสายตา

ทั้งแนวตั้งยังแนวนอนสะท้อนไป
ตามหลักไซร้ใคร่เป็นเช่นนี้หวา
แนวทั้งหลายได้ลู่ไปสุดสายตา
ลู่เข้าหาคล้ายจุดสุดคะนึง

สูงกว่าตาเดินลงตรงไปหา
ต่ำกว่าตาเดินขึ้นฝืนไปถึง
จุดอนันต์นั่นไซร้ใคร่คะนึง
ได้แต่ซึ้งตะลึงอยู่ดูความงาม

อนิจจาว่าไปไม่เหมือนจริง
เพราะทุกสิ่งท้วงติงได้พร้อมใคร่ถาม
มีหรือนั่นปลายทางนั้นฉันเดินตาม
พยายามตามไปสุดสายตา

เดินเท่าใดไปถึงไม่อยากใคร่ปลง
จึงนั่งลงส่งใจไปค้นหา
ประกอบกันฉันคิดไปในวิชา
จึงรู้ว่าครานี้ที่หลอกลวง

ตาเรานี่เทคโนนี้ที่สามารถ
ก็ไม่อาจคาดรู้จริงสิ่งใหญ่หลวง
ธรรมชาติผงาดอยู่ดูหลอกลวง
สิ่งทั้งปวงล่วงรู้มาหาเป็นจริง

ณ ที่นี้จึงใคร่กล่าวสรุปดังนี้
สิ่งที่เราเห็นด้วยตาของเราและภาพซึ่งบันทึกได้จากกล้องถ่ายรูปล้วนแต่มีข้อจำกัดที่สอดคล้องกัน โดยเรารับรู้เช่นนั้นและยอมรับเช่นนั้นตลอดมา
ด้วยเหตุนี้ เราจึงมักคิดว่า สิ่งนั้นเป็นความจริง
อย่างไรก็ตาม หาได้เหมือนกับที่เป็นจริงไม่
อนึ่ง ไม่ว่ากล้องถ่ายรูปและดวงตาของเราที่มีกระบวนการทางฟิสิกส์ที่เลียนแบบกันได้อย่างดียิ่ง หากทว่ายังไม่สามารถเข้าถึงธรรมชาติได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้หลักของการมองเห็นเชิงฟิสิกส์ดังกล่าวสรุปได้ดังนี้
สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่สูงกว่าระดับของสายตาจะปรากฏมีแนวทางที่ลู่ลง
ตรงกันข้าม สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ต่ำกว่าระดับของสายตามีแนวทางที่ลู่ขึ้น
ด้วยเหตุนี้ จึงเปรียบประหนึ่งว่า แนวทางต่าง ๆ กันจะไปบรรจบกันที่ตำแหน่งสุดสายตาตำแหน่งหนึ่งนั้น
อนึ่ง ขอกล่าวเสริมไว้ดังนี้
หลักของการมองเห็นที่ไม่เป็นจริงนี้เป็นที่ยอมรับกันทางฟิสิกส์
ฟิสิกส์เป็นวิชาที่พยายามเข้าถึงธรรมชาติหากทว่ายังมีขีดจำกัด
ธรรมชาติเท่านั้นที่เป็นจริงเสมอ

รองศาสตราจารย์สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com

มาตรกำลังไฟฟ้า (Wattmeter)

Sep 21, 2010 by     1 Comment     Posted under: Poems, Uncategorized

 

มาตรกำลังไฟฟ้าหรือวัตต์มิเตอร์ (Wattmeter)

มาตรไฟฟ้าตัวนี้ที่มองเห็น
บอกประเด็นเน้นสิ่งใดให้ศึกษา
หน้าบ้านฉันเห็นกันนานวันมา
รู้ไหมว่าสำคัญอันฉันใด

อย่างน้อยนั้นฉันรู้ดีที่มาตรนี้
ตัวบ่งชี้กระไรใช้ไฟฟ้า
ต้องจ่ายเงินหาเพลินไม่ได้แจ้งมา
เอือมระอาค่าไฟนี้ที่สิ้นเปลือง

มาตรกำลังไฟฟ้าหรือวัตต์มิเตอร์ (Wattmeter) มีความหมายดังนี้
อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่สื่อถึงกำลังไฟฟ้าและสะท้อนไปสู่พลังงานไฟฟ้าที่เราใช้กัน
ทั้งนี้ 1 หน่วยหรือ 1 ยูนิต คือ พลังงานไฟฟ้า 1 กิโลวัตต์-ชั่วโมง
อนึ่ง พลังงานไฟฟ้า 1 กิโลวัตต์-ชั่วโมงมีความหมายดังนี้
กล่าวคือ พลังงานไฟฟ้าที่คิดจากกำลังไฟฟ้า 1 กิโลวัตต์เป็นเวลา 1 ชั่วโมง

พลังงานไฟฟ้า กำลังไฟฟ้า และช่วงเวลาสัมพันธ์กันดังนี้

กล่าวคือ พลังานไฟฟ้าเท่ากับผลคูณของกำลังไฟฟ้ากับช่วงเวลา

อนึ่ง ผู้อ่านบางคนอาจจะสนใจความสัมพันธ์อันหนึ่งที่อยู่ในรูปของสัญลักษณ์จึงจะขอแสดงประกอบไว้ด้วยดังนี้
สมมติ กำลังไฟฟ้า คือ P วัตต์
ช่วงเวลาที่ใช้ไฟฟ้า คือ t วินาที
และพลังงานไฟฟ้า คือ W จูล
ความสัมพันธ์อันหนึ่งเป็นดังนี้
กล่าวคือ W=Pt จูลหรือวัตต์-วินาที

กิโลวัตต์และวัตต์สัมพันธ์กันดังนี้
1 กิโลวัตต์เท่ากับ 1,000 วัตต์
ช่วงเวลาเป็นชั่วโมงสัมพันธ์กับวินาทีดังนี้
1 ชั่วโมงเท่ากับ 3,600 วินาที
ดังนั้น พลังงานไฟฟ้า 1 หน่วยหรือ 1 ยูนิตเป็นดังนี้
1 หน่วยหรือ 1 ยูนิตเท่ากับ 1 กิโลวัตต์-ชั่วโมง
เท่ากับ 1,000 × 3,600 วัตต์-วินาทีหรือจูล
เท่ากับ 3,600,000 วัตต์-วินาทีหรือจูล
เท่ากับ 3.6 ล้านวัตต์-วินาทีหรือจูล

ดังนั้น จำนวนเลขที่มากเช่นนี้ผู้อ่านอาจจะตกใจมากอย่างแน่นอน

ผู้อ่านคนใดคนหนึ่งลองคิดพลังงานไฟฟ้าในการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าดังนี้
ถ้าผู้อ่านคนหนึ่งใช้เตารีดไฟฟ้า 1,000 วัตต์ 1 อันเป็นเวลานาน 1 ชั่วโมงผู้อ่านคนนี้ย่อมใช้พลังงานไฟฟ้าดังนี้
พลังงานไฟฟ้าที่ใช้เท่ากับ 1,000 × 1 วัตต์-ชั่วโมง
เท่ากับ 1 × 1 คือ 1 กิโลวัตต์-ชั่วโมง
เท่ากับ 3.6 ล้านวัตต์-วินาทีหรือจูล
ตอนนี้ผู้อ่านก็ต้องตกใจอีกครั้งหนึ่งด้วยเช่นกัน
ดังนั้น ผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านทุกคนสำรวจกำลังไฟฟ้าของอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดในบ้านของทุกคนนั้นแล้วคำนวณหาพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในแต่ละเดือนโดยประมาณ

ปรารถนาดี

รองศาสตราจารย์สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com

ใต้แดง แสง และเหนือม่วง

Sep 20, 2010 by     Comments Off on ใต้แดง แสง และเหนือม่วง    Posted under: Poems, Uncategorized

 

ใต้แดง แสง และเหนือม่วง

หัวข้อนี้มีประเด็นเน้นสิ่งใด
บอกก็ได้ในประเด็นเน้นที่แสง
หากสมทบพบเหนือม่วงพ่วงใต้แดง
คล้ายจำแลงแฝงมาคราปะปน

เรียงลำดับจับใต้แดงแซงมาก่อน
ใคร่สะท้อนย้อนไว้คล้ายสับสน
อันที่จริงสิ่งนี้อยู่ที่ตน
ไม่สับสนเริ่มต้นไปคล้ายชักจูง

เรียงเช่นนี้บ่งชี้ไปให้รู้กัน
เหนือม่วงนั้นนั่นมีความถี่สูง
ใต้แดงต่ำย้ำไว้ให้จรุง
ใคร่ผดุงมุ่งเนื้อหาว่าตามกัน

ตรงกันข้ามความยาวคลื่นอย่างอื่นนี้
ใต้แดงมีที่สูงกว่าหาเย้ยหยัน
สองสิ่งนี้ที่ผกผันกันและกัน
สิ่งนี้นั้นฉันและเธอเพ้อกระไร

อันแสงขาวใช่ขาวราวกระดาษ
อย่าได้คาดอาจผิดแน่แลเสียหาย
ขาวแต่ชื่อหรือนี่ที่กลับกลาย
เราทั้งหลายไม่เห็นแสงแย้งหรือไร

แสงขาวนั่นพลันกระจายกลายแสงสี
ต่างรู้ดีเจ็ดสีนั้นนั่นไฉน
แดงแสดเหลืองเรื่องนี้ดีกระไร
เขียวต่อไซร้ไปน้ำเงินเพลินสีคราม

สีม่วงท้ายนับได้ใคร่ครบครัน
เจ็ดสีนั้นฉันบอกไว้หาใครถาม
คิดให้ดีเจ็ดสีนั้นนั่นสื่อความ
สู่ดังนามถามใครนั้นใต้แดง

สีเหนือนั้นนั่นหรือคือเหนือม่วง
ฉันเลยพ่วงช่วงชิงกล่าวเล่าปนแสง
คงเข้าใจหาผิดไม่ในสำแดง
หากจะแย้งอย่างไรใคร่รับฟัง

รังสีใต้แดงดังกล่าวมีความยาวคลื่นแบบฉบับประมาณ 1 ในแสนของ 1 เมตร
ดวงอาทิตย์ยังคงเป็นแหล่งต้นทางหลักของรังสีใต้แดงในธรรมชาติที่มีบทบาทมากต่อโลก
นอกจากนี้ วัตถุที่มีอุณหภูมิสูง เช่น เตารีดไฟฟ้าก็ให้รังสีใต้แดงด้วย
ทั้งนี้เราสามารถใช้เทอร์มอมิเตอร์อันหนึ่ง ๆ วัดอุณหภูมิได้
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อเรา คือ ทำให้ผิวหนังไหม้เกรียมได้

รังสีเหนือม่วงมีค่าความยาวคลื่นแบบฉบับประมาณ 1 ในร้อยล้านของเมตร
ดวงอาทิตย์ยังคงเป็นแหล่งต้นทางของรังสีเหนือม่วงในธรรมชาติ
ทั้งนี้รังสีเหนือม่วงนี้เป็นรังสีที่อันตรายต่อเราชนิดหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ คนที่ไปเที่ยวตามชายทะเลขณะที่มีแดดกล้าย่อมได้รับรังสีเหนือม่วงดังกล่าว โดยจะทำให้ผิวหนังคล้ำเกรียม
หากทว่ากลับกลายเป็นที่นิยมสำหรับชาวผิวขาวที่ชอบผิวคล้ำ ๆ กัน

รองศาสตราจารย์สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com

หม้อแบตเตอรี่ของรถยนต์ใบหนึ่ง

Sep 17, 2010 by     Comments Off on หม้อแบตเตอรี่ของรถยนต์ใบหนึ่ง    Posted under: Poems, Uncategorized

 

แบตเตอรี่ของรถยนต์ใบหนึ่ง

แบตเตอรี่มีมากไหมที่ไม่รู้
หากถามดูอยู่ตรงไหนใคร่สับสน
เป็นเช่นนี้มีมากไซร้ก็หลายคน
ลองสืบค้นคนใกล้กันนั่นประไร

คนใกล้ตัวเงียบไว้ไม่ว่ากัน
คนอื่นนั้นนั่นหรือฤๅไฉน
อาจบอกมาว่าไม่รู้อยู่ที่ใด
บางคันไซร้มองไม่เห็นเน้นปิดบัง

ในห้องเครื่องเบื้องใดซ้ายหรือขวา
หรือเบื้องหน้าว่าไปใต้เบาะหลัง
ใช่ล้อเล่นเป็นเช่นนั้นฉันจริงจัง
สักกี่ครั้งตั้งใจมองน้ำพร่องไป

อันที่จริงสิ่งนี้ที่กล่าวกัน
อันน้ำนั้นผิดไปบ้างต่างรู้ไหม
น้ำกรดนั้นนั่นมีอยู่รู้อย่างไร
คอยเติมไปใช้น้ำกลั่นต้องหมั่นดู

อากาศนี้ ที่ร้อนมากจากที่เคย
น้ำระเหยเลยลดไปไม่อดสู
ธรรมดาว่ากันฉันก็ดู
ขอให้รู้อยู่ต่ำไปใคร่ต้องเติม

เติมน้ำกลั่นรู้กันมาว่าอย่างไร
หากรู้ไหมอะไรขาดอาจต้องเสริม
ประจุไฟใช้ได้ไม่เหมือนเดิม
ลองอ่านเพิ่มเติมความรู้สู่ตัวตน

ไฟหมดหม้อท้อแท้แลตกใจ
ทำอย่างไรเข็นได้ไหมใคร่สับสน
ทางที่ดีมีไว้ในรถยนต์
อาจสับสนค้นหาว่ากระไร

สายต่อนี้ต้องมีไว้ใช้พ่วงหม้อ
เพียงใคร่ขอต่อพ่วงกันอันคันไหน
รับรองว่าครานี้ที่เป็นไป
เครื่องยนต์ไซร้ใคร่ทำงานในทันที

แบตเตอรี่ของรถยนต์แต่ละใบในรถยนต์คันหนึ่งมีแรงเคลื่อนไฟฟ้า 12 โวลต์และต่อเป็นครบเป็นวงจรไฟฟ้ากระแสตรง โดยมีขั้วบวกขั้วหนึ่งและขั้วลบอีกขั้วหนึ่งที่ต้องต่อกับสายต่อแต่ละเส้นอย่างแน่นโดยไม่สามารถขยับได้
ทั้งนี้ขั้วลบขั้วนั้นจะต่อไว้กับแท่นของรถยนต์อย่างเห็นได้ชัด
ในปัจจุบันนี้แบตเตอรี่ของรถยนต์ใบหนึ่งมักมีตาแมวเพื่อบอกสภาพของหม้อแบตเตอรี่ใบนั้นดังนี้
1. ตาแมวสีฟ้า คือ ประจุไฟฟ้าไว้เต็มและใช้งานได้ตามปกติ
2. ตาแมวสีเหลือง คือ ต้องประจุไฟฟ้าเพิ่มเติม
3. ตาแมวสีขาวหรือใส คือ ต้องเติมน้ำกลั่น
ดังนั้น เราจึงควรสังเกตอยู่เสมอว่า หม้อแบตเตอรี่ใบนั้นอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดีหรือไม่
อนึ่ง ถ้าน้ำกลั่นลดลงอยู่เรื่อย ๆ ย่อมสื่อให้เรารู้ว่า หม้อแบตเตอรี่ใบนั้นเริ่มเสื่อมสภาพ เราควรไปให้ทางร้านแบตเตอรี่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงตรวจสอบ
ทั้งนี้ทุกครั้งที่เราเติมน้ำกลั่นลงไปอีกน้ำกรดก็จะเจือจางลง ๆ สภาพความเป็นกรดก็ย่อมจะลดลง ๆ ตามไปด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้เราสามารถทดสอบในเบื้องต้นว่า หม้อแบตเตอรี่ใบหนึ่งยังพอใช้ได้หรือไม่นั้นดังนี้
กล่าวคือ เมื่อลองบีบแตรตามปกติและเสียงยังดังดีหม้อแบตเตอรี่ใบนี้ยังคงใช้ได้
อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีเสียงแตรหรือดัง ๆ หาย ๆ ในขั้นแรกจะต้องตรวจสอบสภาพของสายต่อแต่ละเส้นที่ขั้วทั้ง 2 ขั้วนั้น
เมื่อพบว่า หม้อแบตเตอรี่ของรถยนต์ใบหนึ่งไม่อยู่ในสภาพที่ใช้ได้ดังที่เรียกกันว่า ไฟหมดหม้อ อีกทั้งรถยนต์คันหนึ่งคันใดที่มีระบบเกียร์อัตโนมัติเราจึงไม่สามารถเข็นรถยนต์คันนี้เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานตามปกติได้
ณ ตอนนี้เราต้องพึ่งสายพ่วงหม้อแบตเตอรี่ชุดหนึ่งซึ่งควรมีไว้ประจำรถยนต์แต่ละคันอย่างยิ่ง
หาไม่แล้วเราอาจจะต้องเสียโอกาสซึ่งเราจะต่อพ่วงกับหม้อแบตเตอรี่ใบหนึ่งของรถยต์คันอื่น ๆ ที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือกับเราอย่างน่าเสียดาย

รองศาสตราจารย์สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com