Browsing"Uncategorized"

ย้อนอดีตสู่อนาคต

Jan 19, 2011 by     Comments Off on ย้อนอดีตสู่อนาคต    Posted under: Astronomy, Physics, Uncategorized

ย้อนอดีตสู่อนาคต
ประวัติศาตร์ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความสำคัญในตัวเอง
ทั้งนี้ความรู้ต่าง ๆ ในอดีตย่อมสะท้อนถึงความก้าวหน้าในปัจจุบันและอนาคต
ดังนั้น เรื่องย้อนอดีตสู่อนาคตเรื่องนี้จึงเปรียบประหนึ่งเป็นการเหลียวหลังและแลหน้าได้เป็นอย่างดี
อนึ่ง ผู้เขียนปรารถนาที่จะอำนวยประโยชน์แก่ผู้อ่านเท่าที่ความสามารถจะพึงมี
ด้วยเหตุนี้ ถ้าผู้อ่านได้แจ้งจุดประสงค์ในส่วนที่แสดงข้อคิดเห็นกลับมาบ้าง
ผู้เขียนจะได้มีข้อมูลบางส่วนเพื่อประกอบการพิจารณาในการเรียบเรียงให้ตรงตามจุดประสงค์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน
มนุษย์มีความคิดริเริ่มเกี่ยวกับอวกาศการบินจากความเพ้อฝันและจินตนาการของตัวเอง
มนุษย์ปรารถนาจะออกเดินทางจากโลกไปสู่ดินแดนแห่งภพอื่น ๆ ที่แสนไกลในอวกาศ
สิ่งนี้สะท้อนให้เรารับรู้ดังนี้
“มนุษย์เริ่มมีความเข้าใจถึงระบบสุริยะระบบหนึ่งของตัวเอง ระบบดาราจักรทางช้างเผือกระบบหนึ่ง และระบบรวมระบบหนึ่งที่รู้จักกันในนามเอกภพมานานแล้ว”
ตั้งแต่ประมาณต้น พ.ศ. 383 มนุษย์มีความคิดและพยายามที่จะอธิบายเกี่ยวกับรูปร่าง ขนาด ขอบเขต และความเป็นมาของเอกภพ
ทั้ง ๆ ที่เอกภพเป็นระบบที่ใหญ่โตมโหฬารระบบหนึ่ง
อนึ่ง ระบบเอกภพระบบหนึ่งประกอบด้วยระบบดาราจักรจำนวนมากโดยอาจจะมากถึงหมื่นล้านระบบ
ระบบดาราจักรระบบหนึ่งมีดาวฤกษ์รวมกันอยู่ถึงแสนล้านดวง
ระบบดาราจักรระบบหนึ่ง คือ ระบบดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้ของเรา
ดวงอาทิตย์ที่เปรียบเสมือนเป็นองค์ประธานของระบบสุริยะระบบหนึ่งอยู่ ณ ศูนย์กลางของระบบดังกล่าวนี้
ระบบสุริยะระบบนี้ของเรามีองค์ประกอบดังนี้
ดาวเคราะห์และดาวบริวาร ดาวเคราะห์น้อยจำนวนมาก อุกกาบาต ดาวหาง ก๊าซ ฝุ่นอวกาศ และอวกาศหรือปริภูมิ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเรารู้ว่า “โลกของเราเท่านั้นที่มีสิ่งมีชิวิตอาศัยอยู่”
แต่ก็ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่แท้จริงอย่างนิรันดรตราบใดที่เรายังไม่อาจไปสำรวจได้อย่างทั่วถึง
แม้แต่เราเคยเชื่อกันมาโดยปราศจากข้อสงสัยว่าดาวยมเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ในระบบสุริยะระบบนี้จนเรียกรวมกันว่า “ดาวนพเคราะห์” ก็ยังมีข้อผิดพลาด
ทั้งนี้เรายอมรับกันแล้วว่าดาวยมนั้นหาใช่ดาวเคระห์ของระบบสุริยะระบบนี้ไม่
อนึ่ง สำหรับผู้อ่านที่เคยมีความรู้เกี่ยวกับกฎโบด-ทิเทียสกฎหนึ่ง (A Bode-Titius law) ย่อมจะเฉลียวใจได้บ้างแล้ว
พ.ศ. 603 ลูเซียนแห่งซาโลมาทา ณ ประเทศกรีซมีจินตนาการอย่างแรงกล้าและได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับยานอวกาศลำหนึ่งที่เดินทางไปดวงจันทร์ได้เป็นผลสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม เรื่องทำนองนี้เป็นเพียงเรื่องที่ส่อถึงความเพ้อฝันอย่างเหลวไหลของผู้เขียนจนเกินกว่าที่ใคร ๆ ยอมรับได้ในสมัยนั้น
อีกทั้งคนส่วมากต่างเชื่อกันด้วยความสนิทใจว่าเป็นความคิดที่ไกลสุดกู่จนเกินกว่าความสามารถของมนุษย์โลกจะบันดาลให้เป็นจริงตามเนื้อเรื่องที่กล่าวถึงนั้นได้
เอ็ดเวิร์ด เฮลเป็นผู้หนึ่งที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ที่อยู่ในห้องทดลองในยานอวกาศลำหนึ่ง ๆ การสื่อสารผ่านอวกาศ และดาวเทียมสื่อสารดวงหนึ่ง ๆ
ทั้งนี้นิยายของเฮลที่ตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2412 นั้นเป็นที่รู้กันอย่างแพร่หลาย
แต่ก็คงมีน้อยคนนักที่คิดดังนี้
“วันหนึ่งในอนาคตอันใกล้มนุษย์โลกจะมีความสามารถเช่นนั้นได้”
อนึ่ง เป็นที่อัศจรรย์และเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปดังนี้
ชาวจีนเป็นชนชาติแรกที่ริเริ่มซึ่งนำไปสู่การทดลองเกี่ยวกับจรวดลำหนี่ง ๆ และศึกษาประสิทธิภาพอันเนื่องจากแรงขับดันของจรวดลำนั้น ๆ หาใช่ชาวตะวันตกอย่างที่มักเข้าใจกันนั้นแต่ประการใด
จากบันทึกทางประวัติศาสตร์เมื่อ 689 ปีก่อนพุทธศักราชชาวจีนที่ไคฟุงฟูได้ยิงลูกธนูดอกหนึ่ง ๆ ที่ติดบ้องไฟบ้องหนึ่ง ๆ เพื่อจู่โจมชาวมองโกลเลีย
อนึ่ง จนกระทั่งราว ๆ พ.ศ. 1801 ชาวยุโรปจึงมีความรู้เกี่ยวกับบ้องไฟบ้องหนึ่ง ๆ และกรรมวิธีของการขับเคลื่อนตามกระบวนการของดินปืนในบ้องไฟบ้องนั้น ๆ
ประมาณศควรรษที่ 19 นี้เองที่มนุษย์ส่วนใหญ่จึงมีสำนึกดังนี้
มนุษย์โลกน่าจะมีความรู้และมีความสามรถที่มากพอสำหรับการเดินทางออกไปเผชิญกับเทห์ฟ้าชนิดใดชนิดหนึ่งในห้วงอวกาศได้
ทั้งนี้ยานพาหนะยานหนึ่ง ๆ ที่จะช่วยให้มนุษย์สามารถทะยานขึ้นภายใต้ภาวะแรงโน้มถ่วงแรงหนึ่ง ๆ ของโลกได้ คือ “จรวดลำหนึ่ง ๆ ที่ต้องใช้พลังงานมหาศาล”
โดยที่ต้องประพฤติตามกฎการเคลื่อนที่ข้อ 3 ของนิวตัน
อนึ่ง เซอร์วิลเลียม คองกรีว์บแห่งจักรภพอังกฤษนับได้ว่าเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่ประจักษ์ในสมัยนั้น
โดยท่านได้พัฒนาดินขับเคลื่อนที่ใช้ในจรวดลูกหนึ่ง ๆ ดังที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสงครามนโปเลียนสมัยนั้นนั่นเอง
ใน พ.ศ. 2441 ซิโอลคอว์บสกีครูชาวรัสเซียได้เสนอแนะวิธีสร้างจรวดลำหนึ่ง ๆ โดยใช้กระบวนการของเชื้อเพลิงเหลวที่มีออกซิเจนหลวเป็นองค์ประกอบด้วย
ข้อเสนอแนะดังกล่าวนี้เองที่ถือว่าเป็นจุดประกายแรกที่ทำให้มนุษยชาติประสบความสำเร็จในการสร้างจรวดลำหนึ่ง ๆ ที่สามารถทะยานขึ้นสู่ห้วงอวกาศโดยที่เอาชนะแรงโน้มถ่วงของโลกแรงหนึ่งได้ในที่สุด
ศาสตราจารย์ฟิสิกส์ ดร. รอเบิร์ต เอช กอดดาร์ดแห่งมหาวิทยาลัยคลาร์กนับได้ว่าเป็นผู้ที่บุกเบิกการค้นคว้าเกี่ยวกับจรวดและอวกาศของสหรัฐอเมริกา
ดร. กอดดาร์ดและทีมงานได้สร้างจรวดลำแรก ๆ ขึ้น
ทั้งนี้ได้ส่งจรวดเชื้อเพลิงเหลวลำแรกขึ้นเป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2469
ดังนั้น จึงนับว่าเป็นปีเริ่มต้นของวิวัฒนาการของจรวดเชื้อเพลิงเหลว
โดยที่ ณ ครั้งนั้นจรวดเชื้อเพลิงเหลวลำดังกล่าวทะยานขึ้นสูงถึง 184 ฟุตอย่างหน้าตื่นตาและระทีกใจต่อผู้ที่พบเห็น
ดร. เฮอร์แมนน์ ออเบิร์ตแห่งเยอรมันได้ตีพิมพ์บทความเรื่องหนึ่ง คือ “จรวดสู่อวกาศ” ใน พ.ศ. 2466
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ความรู้เกี่ยวกับจรวดมีวิวัฒนาการที่ก้าวไปไกลมากอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมัยที่ประเทศเยอรมันปกครองตามระบอบนาซี
ทั้งนี้ได้ทุ่มงบประมาณและสนับสนุนการสร้างเจ๊ตวี 1 และจรวดวี 2 จนประสบความสำเร็จในที่สุด
อนึ่ง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นสหรัฐอเมริกาได้ใช้ความรู้เกี่ยวกับจรวดวี 2 ของเยอรมันดังกล่าวมาเป็นพื้นฐานความรู้ทางด้านวิวัฒนาการจรวดลำหนึ่ง ๆ ของตน
ธันวาคม พ.ศ. 2491 บรรยากาศแห่งการศึกษาอวกาศเริ่มส่อแววที่สดใส
ทั้งนี้สหรัฐอเมริกาประกาศดังนี้
สหรัฐอเมริกาวางแผนที่จะส่งดาวเทียมดวงหนึ่ง ๆ ขึ้นโคจรรอบโลก
พ.ศ. 2498 สหรัฐอเมริกาได้เสนอที่จะส่งดาวเทียมเพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ดวงหนึ่ง ๆ ขึ้นสู่ห้วงอวกาศเพื่อหาข้อมูลต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ในช่วงเวลาของปีภูมิศาสตร์สากล กล่าวคือ ระหว่าง พ.ศ. 2500 ถึง พ.ศ. 2501
อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาก็ต้องประสบความล้มเหลวในการส่งดาวเทียมดวงหนึ่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศตามเจตนาที่ตั้งไว้
ตรงกันข้าม สหภาพโซเวียตประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมดวงหนึ่งขึ้นสู่วงโคจรรอบโลกเป็นผลสำเร็จอย่างลับ ๆ
ณ ช่วงเวลานั้นนับว่าสหรัฐฯ ล้าหลังกว่าสหภาพโซเวียตทางด้านอวกาศชนิดไม่เห็นฝุ่น
โดยสรุปเป็นที่ยอมรับกันว่าชาวจีนเป็นผู้ที่มีความรู้ที่เป็นพื้นฐานของจรวดและการออกสู่อวกาศก่อนชนชาติใดในโลกนี้
อนึ่ง ในเบื้องต้นนั้นสหภาพโซเวียตได้พัฒนาความรู้เกี่ยวกับการออกสู่อวกาศที่ก้าวไกลกว่าสหรัฐฯ อย่างมาก
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
19 มกราคม 2554

เฆี่ยน

Jan 17, 2011 by     Comments Off on เฆี่ยน    Posted under: Uncategorized

เฆี่ยน
พ.ศ. 2488
ณ พื้นที่ของศาลาวัดชัยมงคล อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร
สถานที่โล่งซึ่งใช้เป็นที่เรียนของนักเรียนชั้นประถมปีที่ 1 ถึงชั้นประถมปีที่ 4
โรงเรียนเทศบาลวัดชัยมงคล
ณ ที่นั่นมีครู 2 คนเท่านั้น
ครูคนหนึ่งที่จำได้แม่น คือ ครูสนิท อุดมรัตน์ (ซึ่งเป็นชายหนุ่มรูปหล่อคนหนึ่ง)
โดยเป็นชื่อจริงที่ขอนำมากล่าว ณ ที่นี้เชิงสดุดีเพื่อเป็นเกียรติแก่ครูที่ดีในอดีตคนหนึ่งที่ผู้เขียนรู้จัก คุ้นเคย และอยู่ในความทรงจำไม่รู้ลืม
ครูสนิทสอนทุกวิชา
อย่างไรก็ตาม ที่นับว่าสอนดีและสอนเก่งมาก คือ เลขคณิต (รวมทั้งเลขคณิตคิดในใจด้วย)
เช้าวันหนึ่งครูสนิทเข้าสอนที่ชั้นประถมปีที่ 2 ในชั่วโมงแรก
วันนี้ครูสนิทดูเคร่งขรึมโดยไม่ยิ้มเหมือนอย่างทุก ๆ วัน
ครูสนิทพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบดังนี้
วันนี้ครูเข้าสอนชั้นนี้ก่อนในช่วงครึ่งชั่วโมงแรกแล้วครูจะให้นักเรียนทำโจทย์แบบฝึกหัดเพื่อรอครูกลับมาอธิบายเพิ่มเติมหลังจากที่ไปสอนชั้นประถมปีที่ 4 ในช่วงครึ่งชั่วโมงหลัง
นักเรียนทุกคนต่างก็นั่งนิ่งโดยไม่แน่ใจว่ามีอะไรเกิดขึ้น
ครูสนิทพูดต่ออีกดังนี้
อย่างไรก็ตาม วันนี้ครูต้องทำในสิ่งที่ครูไม่อยากทำเลย
นักเรียนต่างหันมองกันและกันอย่างงง ๆ
ครูสนิทหยุดนิ่งอยู่สักครู่หนึ่ง
แล้วจึงพูดต่อดังนี้
ครูจำเป็นต้องทำโทษนักเรียนที่ประพฤติไม่เหมาะสม
ทั้งนี้ครูหวังว่านักเรียนจะเข้าใจในสิ่งที่ครูต้องทำนี้
ทั้งนี้เพื่อว่าลูกศิษย์ของครูทุกคนต้องเป็นทั้งคนดีในวันนี้และวันข้างหน้า
ตอนนี้นักเรียนหลายคนมีสีหน้าหวั่นวิตกอย่างเห็นได้ชัด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักเรียนที่โตและมีอายุเกินเกณฑ์ที่กำหนด
ครูสนิทหยุดนิ่งอีกครั้งหนึ่ง
แล้วจึงพูดด้วยเสียงราบเรียบเช่นเดิมดังนี้
ลูกศิษย์ของครูคนไหนมีทั้งของที่ใช้เล่นการพะนันและได้เล่นการพะนันกันบ้างให้ยกมือขึ้น
ในตอนแรกไม่มีใครยกมือเลยสักคนเดียว
ทั้งนี้คงต่างตกใจและไม่ได้คาดคิดว่า “ครูสนิทจะถามเช่นนั้น”
ทันทีที่ผู้เขียนได้สติจึงยกมือขึ้นเป็นคนแรก
ครูสนิทหันมามองทางผู้เขียนด้วยสีหน้าตกใจ แปลกใจ และแสดงอาการไม่ค่อยจะเชื่อนัก
แต่ครูสนิทก็ไม่ได้แสดงอาการอย่างอื่น ๆ ทีเด่นชัด
แล้วครูสนิทก็ถามย้ำอีกครั้งหนึ่งดังนี้
นอกจากสมพงษ์แล้วมีใครอีกบ้าง
โดยที่ตอนนี้ครูมองไปทางกลุ่มนักเรียนตัวโต ๆ กลุ่มหนึ่งที่นั่งอยู่ทางด้านหลัง ๆ ของชั้น (ที่ไม่เรียกว่า “ห้องเรียน” ก็เพราะว่าเป็นพื้นที่โล่งโดยตลอด)
ต่อจากนั้นก็มีนักเรียนอีหหลาย ๆ คนยกมือขึ้นเป็นการยอมรับโดยดี
เอาล่ะ ตอนนี้กลุ่มนักเรียนกลุ่มนั้นน่ะออกมาที่หน้าชั้นทุกคน ครูสนิทพูด
ทั้งนี้ยังไม่ได้เอ่ยชื่อของผู้เขียนเลย
อนึ่ง เพื่อความเข้าใจนิยายอิงชีวิตจริงที่ผู้เขียนนำมากล่าวไว้ ณ ที่นี้เป็นการเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันนี้ผู้เขียนขอกล่าวแทรกเนื้อเรื่องส่วนหนึ่งไว้ตอนนี้ด้วยดังนี้
อันที่จริง ผู้เขียนไม่ได้เล่นการพะนัน
แต่เนื่องจากผู้เขียนอยู่ในครอบครัวที่ยากจนมาก ๆ ในตอนนั้น
ทั้งนี้ผู้เขียนมีเสื้อผ้าเพียงชุดเดียวเท่านั้น
กล่าวคือ กางเกงขาสั้น 1 ตัวและเสื้อยืดแขนยาวที่มีลายอีก 1 ตัว
ส่วนรองเท้าและถุงเท้านั้นไม่รู้จักเลย
อ้อ ดูเหมือนว่าไม่เคยมีการแปรงฟันด้วย
เท่าที่จำได้อาจจะอมเกลือบ้าง
หรือเอาขึ้เถ้าจากเตาอั้งโล่ใบหนึ่งมาถูฟันบ้างเป็นครั้งคราว
เพราะความจนนั่นแหละผู้เขียนจึงทำทุกอย่างที่จะสามารถแลกเปลี่ยน (ขายให้เพื่อน ๆ ) มาเป็นสตางค์
ของอย่างหนึ่งในจำนวนนั้นนอกจากเครื่องเล่นของเด็ก ๆ ขนิดหนึ่งที่เรียกว่า “จักจั่น” แล้วก็มีชุดไพ่ป๊อก (52 ใบ) ที่ทำจากกระดาษของซองบุหรี่ซองหนึ่ง ๆ ที่แข็งพอควรโดยมีชื่อเรียกกันว่า “บุหรี่ตราฆ้อง” โดยที่ผู้เขียนแกะไม้เป็นรูปต่าง ๆ 4 รูปตามที่ปรากฏในชุดไพ่ป็อก 1 ชุดดังนี้
กล่าวคือ โพดำ โพแดง ข้าวหลามตัด และดอกจิก
แล้วประทับเครื่องหมายของจำนวนรูปเลียนแบบของไพ่ป๊อก 1 ชุด
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ผู้เขียนจำไม่ค่อยได้ว่า “ขายกับเพื่อน ๆ ชุดละเท่าใด”
นี่แหละ คือ ที่มาว่าทำไมผู้เขียนจึงยกมือขึ้นเป็นคนแรกนั้น
อนึ่ง สมัยนั้นยังมีโอกาสเห็นสตางค์แดงมีรูตรงกลางราคา 1 สตางค์
ส่วนขนมถ้วยโต ๆ ก็ราคาถ้วยละไม่ถึง 10 สตางค์

ต่อจากนั้นครูสนิทก็ใช้ไม้เรียวที่เหลาไว้อย่างดีตีที่ก้นของนักเรียนกลุ่มนั้นคนละ 1 ทีพร้อมกับพูดอะไรบางอย่างไปพร้อม ๆ กับที่ตีด้วย
ทั้งนี้นักเรียนแต่ละคนที่โดนทำโทษก็คำนับครูสนิททั้งก่อนและหลังที่ถูกตีด้วย
อีกทั้งไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองครูแต่ประการใด
นอกจากนี้ บางคนก็ยังหันมายิ้มกับเพื่อน ๆ ที่นั่งอยู่
โดยแสดงออกถึงการยอมรับต่อความผิดที่ตัวเองทำนั้น
อ้อ ครูสนิทก็ตีค่อย ๆ เท่านั้นโดยที่ไม่ได้เงื้อไม้เรียวจนสุดแขนอย่างที่เห็นภาพการทำโทษของครูทางโทรทัศน์ดังที่ปรากฏให้เห็นนั้น
หลังจากที่ครูสนิทตีก้นนักเรียนกลุ่มนั้นครบทุกคนแล้ว
ครูสนิทมองมาทางผู้เขียน
อ้าว ตอนนี้ถึงทีสมพงษ์ล่ะ
ขณะที่ครูสนิทตีผู้เขียนอย่างค่อย ๆ 1 ทีก็พูดด้วยดังนี้
“เธอนี่ซื่อจริง ๆ นะ”
เมื่อทำโทษจนครบทุกคนแล้วครูสนิทก็พูดอบรมสั่งสอนถึงสิ่งที่ดีและไม่ดี
โดยในตอนท้ายยังพูดอีกดังนี้
สมพงษ์เป็นเพียงผู้ทำไพ่ป๊อกและไม่ได้เล่นการพะนันก็ตาม
แต่สมพงษ์ก็ยอมรับผิดด้วย
ครูก็ต้องลงโทษด้วยเช่นกัน
ทั้ง ๆ ที่ครูรู้ดีว่าสมพงษ์เป็นนักเรียนที่เรียนดีสุดของชั้นและประพฤติดี
ท้ายสุดนี้ผู้เขียนขอกล่าวถึงการเรียบเรียงเรื่องนี้เพื่อชี้ให้เห็นดังนี้
ครูในสมัยโบราณนั้นเป็นครูด้วยจิตและวิญญาณอย่างแท้จริง
ทั้งนี้หวังเพื่อให้ลูกศิษย์เป็นคนดีของประเทศชาติ
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่ออย่างสนิทใจดังนี้
ปัจจุบันนี้ต้องมีครูที่ดี ๆ จำนวนมากเช่นกัน
ดังนั้น จึงใคร่ขอสดุดีครูทุกคนด้วยความจริงใจ
อนึ่ง ผู้เขียนต้องขออภัยครูดี ๆ ของผู้เขียนหลาย ๆ คนที่ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงไว้ ณ ที่นี้
ผู้เขียนคิดอยู่นานว่าจะลงในเว็บไซต์เว็บนี้ของผู้เขียนหรือไม่
ทั้งนี้ผู้อ่านหลาย ๆ คนอาจจะบอกว่าไม่เกี่ยวกับฟิสิกส์สักหน่อย
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เป็นนิยายที่อิงชิวิตจริงของผู้เขียน
แต่ก็เกี่ยวกับแรงแรงหนึ่ง
ทั้งนี้เกี่ยวข้องกับคู่แรงกิริยา-ปฏิกิริยาคู่หนึ่งด้วย
ประกอบกับผู้เขียนอยากกล่าวสดุดีครูทั้งหลาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครูสนิท อุดมรัตน์ที่ผู้เขียนเคารพรักเป็นที่สุด
ผู้เขียนจึงขออนุญาตผู้อ่านได้โปรดอนุโลมยอมรับไว้ ณ ที่ด้วย
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
17 มกราคม 2554

คลื่น

Jan 16, 2011 by     Comments Off on คลื่น    Posted under: Physics, Uncategorized

 

คลื่น
คลื่น (Wave) มีสมบัติพื้นฐานเบื้องต้นที่นิยมเปรียบเทียบกับของอนุภาค (Particle) คือ คลื่นไม่มีมวลเหมือนกับอนุภาค
นอกจากนี้ โดยทั่วไปต่างนึกถึงคลื่นตามลักษณะที่รับรู้โดยสามัญสำนึก
อย่างไรก็ตาม แท้จริงแล้วคลื่นที่เราศึกษากันมีความลึกซึ้งมากกว่านั้น
คลื่นชนิดต่าง ๆ ที่เรารู้จักกันโดยทั่วไปมีดังนี้
1. คลื่นน้ำ (Water wave)
2. คลื่นแสง (Light wave)
3. คลื่นเสียง (Sound wave)
4. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic wave)

อนึ่ง เราสามารถจำแนกชนิดของคลื่นอย่างกว้าง ๆ 2 วิธีดังนี้
1. การจำแนกตามลักษณะของการเคลื่อนที่ของคลื่นดังนี้
ก. คลื่นตามขวาง (Transverse wave) เป็นดังนี้
กล่าวคือ คลื่นชนิดหนึ่ง ๆ ที่อนุภาคต่าง ๆ ของตัวกลางหรือปริมาณตัวหนึ่ง ๆ ที่เป็นสมบัติเฉพาะตัวเปลี่ยนแปลงตามทิศทางหนึ่ง ๆ ซึ่งย่อมขวางกับทิศทางการแผ่หรือการเคลื่อนที่ของคลื่นชนิดต่าง ๆ เหล่านั้น
เช่น คลื่นเส้นเชือก คลื่นน้ำ (ดังที่คิดกันอย่างผิวเผิน) และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ข. คลื่นตามยาว (Longitudinal wave) เป็นดังนี้
กล่าวคือ คลื่นชนิดหนึ่ง ๆ ที่อนุภาคของตัวกลางของคลื่นชนิดนั้น ๆ สั่นไปและมาตามแนวทางแนวหนึ่ง ๆ ที่ขนานกับแนวทางการเคลื่อนที่ของคลื่นแนวหนึ่ง
เช่น คลื่นเสียง
ทั้งนี้คลื่นตามยาวคลื่นหนึ่ง ๆ เป็นคลื่นกล (Mechanical wave) ด้วย
2. การจำแนกตามสมบัติที่เกี่ยวกับตัวกลางดังนี้
ก. คลื่นกลมีสมบัติดังนี้
กล่าวคือ คลื่นชนิดหนึ่ง ๆ ที่มีตัวกลางสำหรับการเคลื่อนที่หรือการแผ่ของคลื่นชนิดนั้น ๆ
เช่น คลื่นน้ำ คลื่นเสียง และคลื่นเส้นเชือก
ข. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีสมบัติดังนี้
กล่าวคือ คลื่นชนิดต่าง ๆ ที่แผ่ได้แม้แต่ในปริภูมิอิสระ
ทั้งนี้คลื่นแสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง
อนึ่ง อัตราเร็วคลื่นของคลื่นแสงในปริภูมิอิสระแห่งหนึ่งเป็นดังนี้
กล่าวคือ ประมาณ 300 ล้านเมตรต่อวินาที

อนึ่ง ณ ที่นี้ผู้เขียนต้องการกล่าวนำเพียงง่าย ๆ เท่านั้น
ดังนั้น ผู้อ่านคนที่สนในใจมากกว่านี้ก็จะสามารถหาอ่านได้จากหนังสือฟิสิกส์พื้นฐานทั่วไป
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
16 มกราคม 2554

อัตราเร็วแสง

Jan 15, 2011 by     Comments Off on อัตราเร็วแสง    Posted under: Physics, Uncategorized

อัตราเร็วแสง
แอลเบิร์ต ไมเคลสัน (Albert Michelson) มีความคิดดังนี้
กล่าวคือ การพิจารณาการเคลื่อนที่ของแสงตามท่อยาว 1.6 กิโลเมตรท่อหนึ่ง
ในที่สุด อัตราเร็วแสงในสุญญากาศจากแนวคิดของไมเคลสันเป็นดังนี้
กล่าวคือ c เท่ากับ 299,792,458 เมตรต่อวินาทีโดยประมาณ
ทั้งนี้สื่อความหมายของความยาว 1 เมตรดังนี้
กล่าวคือ ความยาว 1 เมตร คือ ระยะทางซึ่งแสงที่เคลื่อนที่ในสุญญากาศในช่วงเวลาเท่ากับ 1 ใน 299,792,458 วินาทีตามเวลาของนาฬิกาซีเซียมเรือนหนึ่ง (A cesium clock) ที่เป็นมาตรฐานของเวลา
อนึ่ง อัตราเร็วแสงในสุญญากาศหรือปริภูมิอิสระแห่งหนึ่งเป็นดังนี้
กล่าวคือ c เท่ากับ 300,000,000 เมตรต่อวินาทีโดยประมาณ
ทั้งนี้อัตราเร็วแสงในสุญญากาศหรือปริภูมิอิสระแห่งหนึ่งมีสมบัติดังนี้
กล่าวคือ อัตราเร็วแสงดังกล่าวคงตัวโดยไม่ขึ้นกับกรอบอ้างอิงกรอบหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม สมบัติดังกล่าวย่อมขัดต่อสามัญสำนึกของเราตามที่รับรู้ได้
แต่การศึกษาตามทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษทฤษฎีหนึ่งเราก็ต้องยอมรับโดยไม่มีข้อแม้แต่ประการใด
ปรากฏว่า อัตราเร็วแสงในอากาศประมาณ 1 ล้านเท่าของอัตราเร็วเสียงในอากาศแห่งหนึ่ง ณ สภาวะปกติ
แสงเคลื่อนที่จากดวงอาทิตย์ถึงโลกในเวลาประมาณ 500 วินาที
หรือกล่าวได้ดังนี้
โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 500 วินาทีแสง
ทั้งนี้ระยะห่างดังกล่าวนี้ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร
โดยในทางดาราศาสตร์นิยมกล่าวถึงดังนี้
กล่าวคือ 1 หน่วยดาราศาสตร์ (1 astronomical unit) “A.U.”
ดังนั้น ถ้ายอมรับตามความคิดใหม่ว่าดาวเคราะห์ดวงนอกสุดของระบบสุริยะระบบนี้ คือ ดาวเคราะห์สมุทร (Neptune) ระบบสุริยะระบบดังกล่าวของเรานี้จึงมีขนาด 80 หน่วยดาราศาสตร์โดยประมาณ
อย่างไรก็ตาม เทห์ฟ้าต่าง ๆ ที่อยู่นอกระบบสุริยะของเรานั้นอยู่ห่างจากเรามาก
หน่วยดาราศาสตร์จึงไม่เหมาะสำหรับการบอกระยะทางของเทห์ฟ้าเหล่านั้น เช่น ดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง ๆ ในดาราจักรทางช้างเผือกระบบหนึ่งของเราเอง
ทั้งนี้เราจึงมีหน่วยที่เหมาะสมกว่า คือ ปีแสง (light year) “ly”
อนึ่ง 1 ปีแสงมีความหมายดังนี้
กล่าวคือ ระยะทางที่แสงเคลื่อนที่ในปริภูมิอิสระเป็นเวลา 1 ปี
โดยที่มีค่าประมาณ 9.5 ล้านล้านกิโลเมตร
หรือประมาณ 63,290 หน่วยดาราศาสตร์
ทั้งนี้เราเชื่อกันว่าดาวฤกษ์ดวงที่อยู่ใกล้โลกมากสุดนอกจากดวงอาทิตย์ที่เป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งแล้ว คือ ดาวฤกษ์พรอกซิมา เซนทอรี (Proxima Centauri) ซึ่งอยู่ ณ ระยะประมาณ 4.25 ปีแสง
โดยสื่อให้เรารู้ดังนี้
กล่าวคือ ณ ขณะที่เราดูดาวฤกษ์ดวงนี้เป็นเวลา ณ ขณะที่แสงเดินทางมา 4.25 ปีแล้ว
อนึ่ง ผู้เขียนใคร่กล่าวเสริมไว้ ณ ที่นี้ด้วยดังนี้
ผู้อ่านทุกคนคงแปลกใจอย่างยิ่งว่าเราทุกคนนั้นต่างมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในอดีตทั้งสิ้นหาใช่ ณ ขณะปัจจุบันดังที่เข้าใจกันแต่ประหารใด
ทั้งนี้แสงต้องใช้เวลาในการเดินทางจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาสู่ตาของเราแล้วจึงมีการมองเห็นนั่นเอง
ดังนั้น ถ้าชายหนุ่มคนหนึ่งบอกแก่หญิงสาวคนหนึ่งดังนี้
“ณ ปัจจุบันนี้ผมรักคุณสุดชีวิต”
ทั้งนี้ความจริงแล้วชายหนุ่มคนดังกล่าวบอกความรักที่มีต่อหญิงสาวคนนั้น ณ เหตุการณ์ต่อความรู้สึกของเขานับย้อนไปเท่ากับเวลาที่แสงเคลื่อนที่
อ้าว คุณผู้หญิงทั้งหลายจะเชื่อคำพูดเชิงอ้อนวอนของชายหนุ่มคนหนึ่ง ๆ ได้อย่างไร
กรณีขอให้ผู้อ่านทุกคนทำความเข้าใจเชิงวิชาการที่ถูกต้องให้กระจ่างด้วย
ผู้เขียนเชื่อว่าผู้อ่านทุกคนยอมรับกัน ณ ขณะนี้ดังนี้
กล่าวคือ 1 ปีแสงเป็นหน่วยของระยะทางที่ไกลสุด ๆ
อย่างไรก็ตาม เทห์ฟ้าอื่น ๆ ที่อยู่นอกระบบดาราจักรทางช้างเผือกระบบนี้ของเรายังมีอีกมาก โดยรวมทั้งระบบดาราจักรระบบอื่น ๆ ด้วย
ดังนั้น เราจึงมีหน่วยที่บอกระยะทางที่ไกลกว่า 1 ปีแสงอีก
กล่าวคือ พาร์เซก (parsec) “pc”
ทั้งนี้ 1 พาร์เซกเท่ากับ 206,265 หน่วยดาราศาสตร์
เท่ากับ 3.26 ปีแสงโดยประมาณ
อนึ่ง ผู้เขียนต้องขออภัยผู้อ่านที่เรียบเรียงไว้อย่างยืดยาวเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม ใคร่บอกแก่ผู้อ่านทุกคนดังนี้
ทั้ง ๆ ที่เรากำหนดหน่วยของระยะทางที่ใหญ่โตจนเกินกว่าที่สามัญสำนึกของทุกคนจะยอมรับได้
แต่ยังนับว่าสั้นนักเทียบกับขนาดของเอกภพที่เราเองก็ยังไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วเอกภพของเรานี้มีรูปร่างเป็นอย่างไร มีขนาดใหญ่โตสักเพียงใด และมีเทห์ฟ้าอื่น ๆ ที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกับเอกภพของเราหรือไม่
อนิจจาคนใดคนหนึ่งมีอายุอยู่สัก 100 ปีก็นับว่านานสุด ๆ แล้ว
ดังนั้น ต้องยอมรับกันดังนี้
กล่าวคือ เราทุกคนต่างมีความรู้ที่น้อยนิดเทียบกับสิ่งที่เป็นอยู่ในธรรมชาติ
อย่าเสียเวลากับการขัดแย้งกันอย่างไร้สาระ
โปรดศึกษาตัวเองให้ถ่องแท้
และโปรดศึกษาธรรมชาติร่วมกัน
ผู้เขียนเชื่อว่าจะมีประโยชน์คุ้มค่ากับความเป็นคนของเราทุกคน
อนึ่ง ถ้าสาระของอัตราเร็วแสงสาระนี้มีความดีอยู่บ้างผู้เขียนขอย้อนรำลึกถึงครูและอาจารย์ทุกคนของผู้เขียนด้วยสิ่งอันดีงามที่เทียบเท่ากับอัตราเร็วแสงนี้ด้วยฉะนี้
ปรารถนาดีอย่างจริงใจ
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
15 มกราคม 2554

แสงเชิงท้ศน์

Jan 14, 2011 by     Comments Off on แสงเชิงท้ศน์    Posted under: Physics, Uncategorized

แสงเชิงทัศน์
ณ ที่นี้จะขอกล่าวถึงทัศนคติเกี่ยวกับแสงโดยสังเขปดังนี้
1. เซอร์ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton) มีความคิดดังนี้
กล่าวคือ แสงเป็นอนุภาคชนิดหนึ่ง
ทั้งนี้นิวตันเสนอทฤษฎีอนุภาคของแสงทฤษฎีหนึ่ง (A particle theory of light) และสนับสนุนทฤษฎีดังกล่าวถึงการทดลองเกี่ยวกับสมบัติของแสงดังนี้
ก. การสะท้อนของแสง (Reflection of light)
ข. การหักเหของแสง (Refraction of light)
อนึ่ง ในสมัยนั้นกล่าวสรุปเกี่ยวกับแสงดังนี้
“แสง คือ ลำอนุภาคลำหนึ่งที่หลุดออกมาจากแหล่งต้นทางแหล่งหนึ่ง”
2. คริสเตียน ฮอยเกนส์ (Christian Huygens) มีความคิดดังนี้
กล่าวคือ แสงเป็นคลื่นชนิดหนึ่ง
ทั้งนี้ฮอยเกนส์ได้เสนอทฤษฎีคลื่นของแสงทฤษฎีหนึ่ง (A wave theory of light) ที่สามารถอธิบายการสะท้อนและการหักเหของแสงได้เช่นเดียวกัน
3. ทอมัส ยัง (Thomas Young) สามารถทดลองสมบัติเชิงคลื่นของแสงดังนี้
ก. การแทรกสอดของแสง (Interference of light)
ข. การเลี้ยวเบนของแสง (Diffraction of light)
ทั้งนี้แสงเชิงอนุภาคไม่แสดงสมบัติของแสง 2 ประการดังกล่าว
4. เจมส์ คลาร์ก แมกซ์เวลล์ (James Clerk Maxwell) มีความคิดดังนี้
กล่าวคือ แสงเป็นคลื่นชนิดหนึ่ง
ทั้งนี้แมกซ์เวลล์เองได้ประมวลจากความหมายเชิงทฤษฎีดังนี้
กล่าวคือ แสงเป็นคลื่นชนิดหนึ่งในคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic waves)

5. แอลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) มีความคิดดังนี้
กล่าวคือ แสงเป็นลำของอนุภาคลำหนึ่งที่เรียกว่า โฟตอน (Photon)
ดังนั้น จึงเป็นการสนับสนุนทฤษฎีอนุภาคของแสงทฤษฎีหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ เราจึงนิยมกล่าวถึงสมบัติของแสงเชิงอิงธรรมชาติตามลักษณะของการผสมผสานระหว่างคลื่นและอนุภาคดังนี้
กล่าวคือ ทวิภาวะของแสง (Duality of light)
ทั้งนี้สุดแต่ว่า สมบัติคล้ายอนุภาค (Particle-like property) ประการหนึ่งหรือสมบัติคล้ายคลื่น (Wave-like property) อีกประการหนึ่งซึ่งสอดคล้องกันกับพฤติกรรมของแสงตามปรากฏการณ์หนึ่ง ๆ
ผู้เขียนใคร่แสดงความคิดเห็นประกอบไว้ ณ ที่นี้ดังนี้
โดยทั่วไปเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า “ผู้อ่านทุกคนต้องคิดอยู่เสมอว่าเรานั้นสัมผัสกับแสงมาตั้งแต่เกิดและในการศึกษาเราย่อมเข้าใจแสงเป็นอย่างดี”
ตรงกันข้าม ผู้เขียนใคร่เสนอแนะว่า “ทั้ง ๆ ที่เราคุ้นเคยกับแสงมาตั้งแต่เกิดก็จริงอยู่ แต่เรายังไม่สามารถระบุให้ตายตัวได้เลยว่าแสงนั้นเป็นอนุภาคหรือคลื่น”
ทั้งนี้เราต่างกล่าวถึงแสงอย่างไม่กระจ่างดังที่กล่าวแล้วนั้นย่อมเป็นสื่งบ่งชี้ถึงความสามารถในการเข้าถึงความเป็นตัวตนที่แท้จริงของแสง
ดังนั้น เราจึงสามารถกล่าวอย่างเต็มปากดังนี้
“เราไม่เข้าใจแสงในธรรมชาติอย่าถ่องแท้นั่นเอง”

สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
14 มกราคม 2554

สอบเท่าที่จำเป็น

Jan 13, 2011 by     Comments Off on สอบเท่าที่จำเป็น    Posted under: Uncategorized

สอบเท่าที่จำเป็น
1. สอบมากเด็ก ๆ และผู้ปกครองก็ต้องเครียดทั้งเรื่องเงินและทำให้สมองเสื่อม
2. เป็นการส่งเสริมกวดวิชาราวกับต้องการให้เป็นเช่นนั้น
ทั้ง ๆ ที่ก็รู้กันว่า “เด็ก ๆ เรียนกวดวิชากันจนไม่มีเวลาทำอะไรอยู่แล้ว”
เรียนหนังสือกันทั้ง 7 วันใน 1 สัปดาห์
โดยที่วันหนึ่ง ๆ อาจจะเรียนถึง 8 ชั่วโมงถึง 10 ชั่วโมง
อีกทั้งต้องใช้เวลาเดินทางนานนับชั่วโมง
แล้วเด็ก ๆ มีเวลาทบทวนและเรียนรู้ด้วยตัวเองบ้างหรือไม่
เวลาที่จะทำกิจกรรมที่ชอบและเป็นประโยชน์มีสักเท่าใด
วันหนึ่ง ๆ เด็ก ๆ ได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพและความปลอดโปร่งของจิตใจบ้างหรือไม่
อ้อ วันหนึ่ง ๆ เด็ก ๆ ได้พักผ่อนเพียงพอหรือไม่
บรรดาผู้ใหญ่ทั้งหลายลองทบทวนดูกันเถอะดังนี้
“ได้คำนึงถึงจิตใจของเด็ก ๆ มากหรือน้อยเพียงใด”
เด็ก ๆ ก็เป็นคนคนหนึ่งที่ควรสามารถเลือกทางปฏิบัติในฐานะที่เป็นคนได้เช่นเดียวกับผู้ใหญ่คนใดคนหนึ่ง
แล้วผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยใช้เวลาให้เป็นประโยชน์มากอย่างที่ให้เด็ก ๆ ทำนั้นหรือไม่
3. สอบ สอบ และก็สอบ
ลองคิดดูกันเถอะว่า “เด็ก ๆ ต้องสอบกี่ครั้งกัน”
สอบที่โรงเรียนโรงใดโรงหนึ่งนี่ก็แล้วแต่
4. ตอนนี้มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ๆ นิยมสอบตรงมากยิ่ง ๆ ขึ้น
สิ่งนี้สะท้อนถึงอะไร
มีใครคิดและตระหนักหรือไม่
5. ได้มีโอกาสถามโรงเรียนโรงต่าง ๆ ครูอาจารย์ เด็กนักเรียน และผู้ปกครองเกี่ยวกับความต้องการในการสอบ GAT และการสอบ PAT บ้างหรือไม่
6. ไม่ว่าทำอะไรก็ตามมักพูดแต่ข้อดีโดยละเว้นที่จะกล่าวถึงข้อไม่ดีซึ่งอาจมากกว่า
7. สิ่งใดเริ่มทำได้ก็เลิกได้เมื่อรู้ว่าไม่เหมาะสม
ก็ไหนชมกันเป็นนักหนาว่า “คนที่ทำผิดแล้วกลับใจเป็นคนดีนั้นเป็นคนที่น่ายกย่องอย่างยิ่ง”
8. ผู้เขียนต้องการข้อคิดเห็นและข้อสนับสนุนจากคนไทยที่ปรารถนาดีต่อส่วนรวมทุกคนอย่างจริงใจ
ทั้งนี้โปรดนึกถึงตอนที่ลูกหลานของท่านต้องผจญอยู่ในห้วงกรรมที่ผู้ใหญ่ยัดเยียดให้ต้องยอมรับอย่างจำใจเป็นเวลาที่นานหลาย ๆ ปี
ชีวิตของคนคนหนึ่ง ๆ ไม่ได้ยาวนานมากนัก
จงใช้เวลาของชีวิตที่ได้รับการบำรุงทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสมบูรณ์

รศ.สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
13 มกราคม 2545