Tagged with " Mechanics"

ของดีที่ซ่อนไว้

Jan 8, 2011 by     Comments Off on ของดีที่ซ่อนไว้    Posted under: Mechanics, Poems, Uncategorized

ของดีที่ซ่อนไว้

อันของดีที่ซ่อนไว้อะไรเอ่ย
ใคร่เฉลยหากเฉยไว้ไม่สดใส
ของดีนี้มีอยู่คู่สิ่งใด
เอออะไรใคร่ตระหนักอยากเจอะเจอ
อันของดีที่ซ่อนไว้อยู่ไม่ไกล
เรานำไปใช้กันนั้นเสมอ
อาจจับต้องสิ่งนี้ไซร้คล้ายไม่เจอ
แต่กลับเผลอดึงไปไว้ใกล้ตัว

เพียงเห็นหัวเรื่องว่าของดีที่ซ่อนไว้เรื่องนี้ก็น่าจะสนใจแล้วใช่หรือไม่เอ่ย
อย่างน้อยก็อาจจะคิดว่า ผู้เขียนคงจะหลอกผู้อ่าน
เพราะว่าคนทั่วไปคงไม่เคยคิดแม้แต่น้อยว่า “ฟิสิกส์มีของดี”
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนซึ่งอยู่ในแวดวงของวิชาฟิสิกส์กลับคิดไปในทางที่จะตรงกันข้ามเลยก็เป็นได้
เพราะเชื่อว่า ของดีมีอยู่มากมายในวิชาฟิสิกส์และก่อประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมอย่างมากมายอีกด้วย
แต่ของดีที่ซ่อนไว้ตามหัวเรื่องของเรื่องนี้หาใช่ของดีทางฟิสิกส์แต่ประการใด หากแต่ว่าเป็นของที่นับว่าดีและมีประโยชน์ในยามที่เราต้องการจะใช้
ส่วนยามปกติเราก็จะเก็บเข้าที่เข้าทางราวกับว่าเป็นการเก็บซ่อนไว้ฉะนั้น
ปมปริศนาของชื่อเรื่องที่จ่าหัวไว้เริ่มจะเผยโฉมออกมาแล้ว
ว่าแต่ผู้อ่านยังคงสนใจอยู่อีกหรือไม่เอ่ย
ผู้อ่านทุกคนคงเคยเห็นหรือเคยใช้กระเป๋าเดินทางใบหนึ่งในยุคสมัยปัจจุบันที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกซ่อนไว้ทุกใบ
ไม่ว่าจะเป็นใบเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ข้างในของใบที่ใหญ่กว่า
หรือที่ซ่อนไว้กับใบใหญ่ของตัวเองในชุดนี้
ถ้ากระเป๋าเดินทางใบใดไม่มีสิ่งนี้ก็จะตกยุคไปโดยปริยาย
ของดีที่ซ่อนไว้ตามที่เรากล่าวถึงเป็นดังนี้
กล่าวคือ คันลาก หรือคันดึง หรือคันเข็นกระเป๋าแต่ละใบที่เราสามารถเก็บเข้าที่ไว้ได้ เมื่อไม่ต้องการใช้นั่นเอง
ทั้งนี้อุปกรณ์ที่เป็นส่วนเติมเต็มของกระเป๋าใบหนึ่งชิ้นนี้มีรูปร่างที่บอบบาง
แต่ก็มีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อเราไม่ต้องการยกหรือหิ้วกระเป๋าที่หนักใบนี้
ด้วยเหตุนี้ คันลาก หรือคันดึง หรือคันเข็นกระเป๋าใบหนึ่งแต่ละอันนั้นจึงทำหน้าที่ประหนึ่งเป็นเครื่องผ่อนแรงชนิดหนึ่งของเจ้าของกระเป๋าใบนั้นนั่นเอง
อันที่จริง คันลาก หรือคันดึง หรือคันเข็นอันหนึ่งของกระเป๋าเดินทางใบหนึ่งก็ใช้หลักเกี่ยวกับคานอันหนึ่งที่ได้ผนวกเข้ากับหลักการหมุนรอบตัวเองรอบแกนของล้อกลมคู่หนึ่งในขณะที่เคลื่อนที่ได้ระยะทางตามแนวทางแนวหนึ่ง ๆ ของการเคลื่อนที่นั้น
ทั้งนี้เมื่อล้อกลมอันหนึ่ง ๆ หมุนรอบแกนของตัวเองครบ 1 รอบกระเป๋าใบนั้นจะเคลื่อนที่ไปพร้อมกับเจ้าของเป็นระยะทางเท่ากับเส้นรอบวงของล้อกลมแต่ละอันนั่นเอง
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
8 มกราคม 2554

สูงโปร่งและรับลม

Jan 6, 2011 by     Comments Off on สูงโปร่งและรับลม    Posted under: Mechanics, Poems, Uncategorized

สูงโปร่งและรับลม

ทรงสูงโปร่งโล่งดีที่ส่วนล่าง
เป็นแบบอย่างต่างไปในสมัย
บ้านชนบทจรดภาคหนึ่งถึงภาคใด
ล้วนแต่ใคร่ได้เห็นเด่นรับลม
หน้าต่างกว้างอย่าง 2 บานกาลก่อนนั้น
ต้องมีอันพลันหายไปไม่เหมาะสม
สมัยนี้ที่เปลี่ยนไปใจนิยม
ต่างชื่นชมเหมาะสมไม่ในบ้านเรา

ผู้เขียนมองรูปร่างของคนหนึ่งขณะที่ยืนตัวตรงจะแตกต่างไปจากการมองของคนอื่น ๆ บ้างเล็กน้อย แต่ใช่ว่าผู้เขียนจะเป็นคนที่แตกต่างไปจากผู้อื่น ๆ หากว่าผู้เขียนกำลังมองและคิดเชิงเปรียบเทียบสิ่งต่าง ๆ ในโลกในธรรมชาตินี้ซึ่งก็รวมทั้งสัดส่วนและอิริยาบถของคนเข้าด้วยกัน
ทั้งนี้ด้วยความหวังว่า ผู้อ่านทั้งหลายน่าจะพิจารณาเชิงเปรียบเทียบไปพร้อม ๆ กับผู้เขียนและมองถึงความเป็นหนึ่งเดียวของสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาตินั่นเอง
เมื่อพิจารณาอิริยาบถของคนคนหนึ่งดังที่กล่าวมาแล้วนี้
ณ ที่นี้ผู้เขียนขอแบ่งส่วนของร่างกายออกเป็นส่วนหลัก 3 ส่วนตามความคิดของผู้เขียนเองโดยไม่ได้อิงวิชาการโดยตรงแต่ประการใดดังนี้
1. ส่วนหัวซึ่งนับว่าเป็นส่วนที่สั้นเทียบกับอีก 2 ส่วน
แต่ส่วนนี้ก็เป็นส่วนที่มีความลี้ลับค่อนข้างมากในความคิดของผู้เขียน
ส่วนหัวเป็นส่วนที่รวมแหล่งรับความรู้สึกต่าง ๆ ของเราเกือบทุกอย่าง คือ ปาก หู ตา จมูก และลิ้น
ทั้งนี้ส่วนหัวยังห่อหุ้มสมองที่เปรียบประหนึ่งเป็นกองบัญชาการอีกด้วย
นอกจากนี้ ผมบนศีรษะของคนนั้นเปรียบประหนึ่งเป็นสิ่งคุ้มแดดและคุ้มฝนที่ทำหน้าที่คล้าย ๆ กับหลังคาของบ้านฉะนั้น
2. ส่วนตัวที่นับตั้งแต่คอลงมาจนถึงต้นโคนขาทั้ง 2 ข้าง
ส่วนตัวเปรียบประหนึ่งโรงงานโรงหนึ่งซึ่งมีเครื่องจักรต่าง ๆ ทำงานอยู่และเป็นส่วนที่ทำให้ชีวิตดำเนินอยู่ได้เช่นเดียวกับการคงอยู่ของโรงงานแห่งนั้น
นอกจากนี้ ส่วนตัวนั้นยังเปรียบประหนึ่งเป็นตัวบ้านซึ่งเป็นส่วนของที่พักอาศัยโดยรวมอีกด้วย
3. ส่วนขาที่นับต่อจากส่วนที่ 2 ดังกล่าวแล้วนั้น
ส่วนขาเป็นส่วนซึ่งเกี่ยวข้องกับอิริยาบถของคนแต่ละคนเป็นส่วนใหญ่และเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ด้วย
ส่วนขาจึงเปรียบประหนึ่งหน่วยประสานงานของบริษัทแห่งหนึ่ง
ส่วนขานี้เองที่นับว่ายาวเมื่อเปรียบเทียบกับอีก 2 ส่วนนั้น
ณ ที่นี้จึงอยากเปรียบเทียบส่วนขากับส่วนใต้ถุนบ้านของบ้านในชนบทที่อยู่ในท้องที่ลุ่มโดยมีลักษณะเป็นที่โล่งสูงโปร่งและรับลมตามหัวเรื่องของเรื่องนี้นั่นเอง

บ้านทรงสูงและใต้ถุนโล่งแต่ละหลังในชนบทแห่งต่าง ๆ ล้วนแต่มีลักษณะของการใช้งานที่สอดคล้องกับสภาวะของท้องถิ่นและธรรมชาติ ณ แห่งนั้น
ทั้งนี้ ในสมัยก่อน ๆ นั้นชาวชนบทซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านตามลักษณะนี้ย่อมจะไม่เป็นทุกข์กับสภาวะตามฤดูกาลที่เป็นไปในแต่ปี
อีกทั้งยังปรับกายและใจให้กลมกลืนไปกับธรรมชาติได้เป็นอย่างดี
ฤดูแล้งหรือฤดูร้อนของทางราชการ
บ้านของเขาก็รับลมเป็นอย่างดี
เพราะว่าตัวบ้านซึ่งเป็นที่พักอาศัยอยู่ชั้นบนนั้นมีหน้าต่างแต่ละแห่งเป็นบานคู่ที่เปิดออกรับลมได้เกือบจะ 180 องศาทำนองเดียวกันกับประตูบ้านบานคู่นั่นเอง
อีกทั้งไม่มีเหล็กดัด
โดยเฉพาะไม่มีมุ้งลวดที่สกัดและกรองลมไปไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าบ้านหลังหนึ่งอยู่ในที่โล่งและตำแหน่งของหน้าต่างแต่ละบานอยู่ที่ต่าง ๆ อย่างเหมาะสมก็จะยิ่งให้ผลดีเป็นทวีคูณ
ในเวลากลางวันเขาก็จะอาศัยอยู่และทำกิจกรรมต่าง ๆ ณ บริเวณของใต้ถุนของบ้านซึ่งเป็นที่สูงโปร่งและรับลมได้ดีเกือบตลอดเวลา
ฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูที่ชุ่มฉ่ำ
เขาเหล่านั้นต่างจะดีใจเป็นอย่างยิ่งที่มีฝนตกต้องตามฤดูกาลเพราะนั่นหมายถึงว่า การเพาะหว่านของเขาจะได้ผลที่ดียิ่ง
อีกทั้งเขาไม่ต้องกังวลว่า หลังคาบ้านจะรั่ว
เพราะว่าบ้านของเขานั้นเป็นบ้านหลังคาทรงจั่วสูงที่สร้างเลียนแบบกันมาหลายชั่วอายุคนอย่างถูกต้องตามหลักวิชา (โดยเขาเองก็ไม่รู้)
ฤดูหนาวที่มีอากาศหนาวเย็น
เขาก็จะก่อไฟผิงกัน ณ บริเวณลานโล่งแจ้งที่อยู่ใกล้ ๆ กับใต้ถุนบ้านของเขา
ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการสุมไฟเพื่อให้มีควันและก็ไล่ยุงให้กับสัตว์เลี้ยงไปพร้อม ๆ กันด้วย
แล้วก็สนทนากันอย่างมีความสุข
ฤดูน้ำหรือฤดูน้ำหลากที่มีน้ำไหลมาท่วมท้องที่ลุ่มทั้งหลาย
เขาก็ไม่เดือดร้อน
เพราะเขามักไม่มีสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำไหล
น้ำจึงไม่ได้ไหลเชี่ยว
เขาจึงถือโอกาสหาสัตว์น้ำต่าง ๆ
และเขาก็ได้จังหวะในการกักเก็บน้ำไว้ในสระน้ำอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ ในสมัยนั้นจึงไม่มีการสูญเสียจากอุทกภัยดังเช่นทุกวันนี้
ผลดีประการต่าง ๆ ที่มีต่อคนชนบทในสมัยก่อนนั้น
หาได้เป็นเรื่องโชคชะตา
หรือเป็นความกรุณาปราณีของธรรมชาติที่มอบให้
หากแต่ว่าเกิดขึ้นจากความเหมาะสม
ความพอดี
ความพอเพียง
และความถูกต้องของการเป็นอยู่
ทั้งนี้รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ของเขาที่เลียนแบบกันมาเชิงอิงหลักของวิชา (โดยไม่รู้ตัว)
โดยเฉพาะวิชาฟิสิกส์ ดังเช่น บ้านทรงสูงและรับลมตามที่เราได้กล่าวมาแล้วภายใต้หัวเรื่องสูงโปร่งและรับลมฉะนี้
อนึ่ง ผู้เขียนต้องขออภัยผู้อ่านซึ่งต้องการเนื้อหาสาระเชิงการคำนวณ เพราะว่า สูงโปร่งและรับลมเรื่องนี้มีสาระเชิงบรรยายทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม หากผู้อ่านได้คิดไปพร้อม ๆ กับที่กำลังอ่าน
หรือคิดหลังจากที่ได้อ่านจนจบแล้ว
ผู้เขียนหวังว่า ผู้อ่านจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ที่คุ้มค่าเวลาของผู้อ่าน
อนึ่ง ผู้เขียนขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามผลงานเขียนฟิสิกส์ของผู้เขียน
ทั้งนี้ผู้เขียนต้องการสรรคุณค่าเชิงวิชาการสู่สังคม
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
6 มกราคม 2554

GenPhysics Problem 6

Jan 1, 2011 by     Comments Off on GenPhysics Problem 6    Posted under: Mechanics, Physics, Uncategorized

GenPhysics Problem 6

สมมติ ขณะที่เราแขวนปลายข้างหนึ่งของโซ่เส้นหนึ่งไว้ ณ ตำแหน่งหนึ่งซึ่งอยู่สูงจากพื้น h เมตร ณ ขณะนั้นปลายล่างอีกข้างหนึ่งของโซ่เส้นนี้จรดกับพื้นพอดี
เมื่อปลายบนของโซ่เส้นนี้หลุดจากตำแหน่งที่แขวนนั้นจะทำให้ส่วนของโซ่เส้นนี้ค่อย ๆ กองลงบนพื้น ณ แห่งนั้น
ถ้าโซ่เส้นนี้มีความหนาแน่นมวลเชิงเส้น (Linear mass density) ดังนี้กล่าวคือ a กิโลกรัมต่อเมตร
จงหาขนาดแรงสุทธิแรงหนึ่งที่พื้น ณ แห่งนั้นกระทำกับโซ่เส้นนี้ ณ ขณะที่เส้นโซ่เส้นดังกล่าวหลุดจากตำแหน่งที่แขวนตำแหน่งนั้นลงมา y เมตร
ตอบ 3agy นิวตัน

แนวคิด
แรงสุทธิแรงหนึ่งซึ่งพื้น ณ แห่งนั้นทำกับโซ่เส้นนี้ ณ ขณะหนึ่งมี 2 ส่วนดังนี้
1. แรงแรงหนึ่งที่ต้านต่อแรงแรงหนึ่งที่กดลงบนพื้นอันเนื่องมาจากแรงโน้มถ่วง แรงหนึ่งที่ทำต่อโซ่ส่วนนี้
ทั้งนี้ขนาดของแรงแรงนี้ คือ agy นิวตัน
2. แรงแรงหนึ่งที่ต้านต่อแรงแรงหนึ่งเนื่องจากการเคลื่อนที่ของโซ่ส่วนนี้
ทั้งนี้ขนาดของแรงแรงนี้ คือ 2agy นิวตัน
อนึ่ง การพิจารณาขนาดของแรงแรงหนึ่งดังกรณีนี้เราต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์อันหนึ่งของแรงภายนอกแรงหนึ่งกับอัตราโมเมนตัมที่เปลี่ยนตามที่เรานิยมกล่าวถึงกันในนามสมการการเคลื่อนที่เชิงเส้นสมการหนึ่ง

ข้อคิด GenPhysics Problem 6 ข้อนี้อาจจะยากกว่าระดับปัญหาพื้นฐานของระดับมัธยมศึกษาตอนปลายบ้างเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนคาดหวังดังนี้
กล่าวคือ คงไม่เกินความสามารถของผู้ที่ต้องการศึกษาฟิสิกส์อย่างแน่นอน

สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
1 มกราคม 2554

สังขยาลอยแก้ว

Dec 18, 2010 by     Comments Off on สังขยาลอยแก้ว    Posted under: Mechanics, Physics, Uncategorized

สังขยาลอยแก้ว
สังขยาลอยไว้อยู่ในแก้ว
ฟังดูแล้วแปลกใจใคร่สงสัย
สังขยาที่ว่านี้นี่กระไร
รีบอ่านในเนื้อความตามบอกมา
จึงร้องอ๋ออ้ออย่างนี้ที่ทำได้
หลอกข้าฯ ไซร้ให้หลงอ่านนานนักหนา
แท้ที่จริงสิ่งนี้หรือคือวิชา
ใคร่บอกว่าน่าสนใจได้ความจริง

ทั้งนี้ผู้เขียนนำเสนอสังขยาลอยแก้วเรื่องนี้ไว้ ณ ที่นี้
ผู้เขียนมีเจตนาแต่เพียงเพื่อการเปรียบเทียบพฤติกรรมอย่างหนึ่งกับหลักทางวิชาฟิสิกส์
โดยที่มิได้มีเจตนาแอบแฝงอย่างอื่น ๆ แม้แต่น้อยนิดจึงขอให้รับรู้ไว้ด้วย
วิธีของการดื่มสุราหรือเหล้าเท่าที่ผู้เขียนรับรู้มาเป็นดังนี้
วิธีแรก คือ การดื่มสุราโดยไม่มีการเจือปนสิ่งอื่นใดก่อนแล้วจึงจะดื่มน้ำตาม
วิธีนี้มีชื่อเรียกกันในวงสุราว่า “ตบตูด”
ผู้เขียนต้องขออภัยด้วย
เพราะคำที่คงไว้ตามเดิมนี้อาจจะเป็นภาษาพูดโดยตรงโดยมิได้ใช้ว่า “ตบก้น”
วิธีที่ 2 คือ การดื่มสุราที่เจือปนหรือผสมกับเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ ที่ชอบ
การดื่มตามวิธีนี้อาจจะมีส่วนช่วยปรับปรุงรสชาติให้กลมกล่อมตามรสนิยมของตัวเองและเป็นการกลบเกลื่อนผู้อื่นได้บ้าง
ถ้าผสมสุราไว้ในขวดเครื่องดื่มชนิดใดชนิดหนึ่งนั้นแทน
วิธีที่ 3 คือ การดื่มในลักษณะหนึ่งที่มีชื่อเรียกกันดังนี้
กล่าวคือ ออนเดอะร็อก (On the Rock) ที่ฟังแล้วจะรู้สึกค่อนข้างแปลกนะ
วิธีนี้ผู้ดื่มจะรินสุราลงในแก้วใบหนึ่งที่ใส่น้ำแข็งก้อน ๆ ไว้ก่อนแล้วจึงดื่มและจะดื่มน้ำตามด้วยหรือไม่ก็ได้
วิธีที่ 3 นี้จึงคล้าย ๆ กับวิธีแรกนั่นเอง
วิธีที่ 4 คือ การดื่มสุราที่ผสมกับโซดาหรือน้ำ
วิธีที่ 4 นี้ตามที่ทำกันอยู่โดยทั่วไปเป็นดังนี้
ผู้ดื่มรินสุราลงในแก้วใบหนึ่งก่อนแล้วจึงรินโซดาหรือน้ำลงผสมกับสุราที่อยู่ในแก้วใบนั้นและอาจจะเขย่าแก้วใบนี้บ้างเล็กน้อย
สุราจะผสมกับโซดาหรือน้ำจนมองดูเหมือนกับว่าเป็นเนื้อหนึ่งเดียวกัน
ณ ขั้นนี้ก็พร้อมที่จะดื่มแล้ว
อย่างไรก็ตาม ณ ที่นี้ผู้เขียนใคร่เสนอแนะการดื่มตามวิธีที่ 4 นี้
โดยที่มีขั้นตอนของกระบวนการที่สลับขั้นตอนกันดังนี้
เรารินโซดาหรือน้ำลงในแก้วใบหนึ่งก่อนแล้วจึงเอียงแก้วใบนั้นเล็กน้อยพร้อมกับค่อย ๆ รินสุราลงไปอย่างระมัดระวัง
โดยจะเห็นว่า “สุรายังอยู่แถวส่วนบนของโซดาหรือน้ำที่มีอยู่เดิมในแก้วใบนี้”
เราจะยังไม่ดื่มโดยทันที
แต่จะค่อย ๆ วางแก้วใบดังกล่าวนี้ที่มีโซดาหรือน้ำอยู่ทางส่วนล่างและมีสุราอยู่แยกอีกชั้นหนึ่งทางส่วนบนนั้นซึ่งเราก็จะมองดูคล้ายกับสังขยา
เนื่องจากว่ามีสีเหลืองอ่อน ๆ ตามสีของสุราที่เราค่อย ๆ รินลงไปนั้น
ด้วยเหตุนี้ จึงเรียกกันในวงสุราวงหนึ่ง ๆ ว่า “สังขยาลอยแก้ว”
วิธีนี้ คือ วิธีหนึ่งที่นิยมใช้ทดสอบกันในขั้นต้นดังนี้
กล่าวคือ “ผู้ดื่มคนใดคนหนึ่งเริ่มจะมึนเมาแล้วหรือยัง”
ทั้งนี้เพราะว่าถ้าผู้ดื่มคนใดที่มึนเมามากแล้วผู้ดื่มคนนั้นก็จะไม่อยู่ในวิสัยที่จะสามารถทำตามกระบวนการดังกล่าวนี้ได้เลย
อนึ่ง ผู้อ่านคนใดคนหนึ่งสามารถอธิบายเชิงฟิสิกส์ของพฤติกรรมดังกล่าวนี้ได้หรือไม่
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
18 ธันวาคม 2553

GenPhysics Problem 5

Dec 11, 2010 by     Comments Off on GenPhysics Problem 5    Posted under: Mechanics, Physics, Uncategorized

GenPhysics Problem 5

สมมติ เครื่องยนต์ของรถยนต์คันหนึ่งมีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนพลังงานเคมีไปเป็นพลังงานกลของการเคลื่อนที่เพียง 24%
ทั้งนี้พลังงานเคมีของน้ำมันที่ใช้ 250 ล้านจูลทำให้รถยนต์คันดังกล่าววิ่งด้วยอัตราเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นเวลานาน 1,200 วินาที
จงหาขนาดแรงคงตัวแรงหนึ่งที่ทำให้รถยนต์คันนี้เคลื่อนที่ได้ในสภาวะเดียวกันนั้น

แนวคิด 1. หาอัตราเร็วของรถยนต์คันนี้เป็นเมตรต่อวินาที
2. พิจารณาความสัมพันธ์อันหนึ่งสำหรับประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ของรถยนต์คันนี้          3. หากำลังออก (Output Power) ของเครื่องยนต์เครื่องดังกล่าว
4. เราใช้นิยามของประสิทธิภาพในการทำงานของอุปกรณ์ชนิดหนึ่งและนิยามของกำลังที่เกี่ยวข้องกับปริมาณ 2 ตัว คือ แรงแรงหนึ่งและความเร็วตัวหนึ่งดังนี้
กล่าวคือ ผลคูณเชิงสเกลาร์ผลคูณหนึ่งระหว่างปริมาณ 2 ตัวดังกล่าวนั้น
ทั้งนี้จะได้ปริมาณกำลัง P วัตต์ตัวหนึ่ง
5. ขนาดแรงคงตัวแรงหนึ่งที่ทำให้รถยนต์คันนี้เคลื่อนที่ได้ในสภาวะเดียวกันเป็นดังนี้
กล่าวคือ 2,000 นิวตัน

สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
11 ธันวาคม 2553

GenPhysics Problem 4

Dec 6, 2010 by     Comments Off on GenPhysics Problem 4    Posted under: Mechanics, Physics, Uncategorized

GenPhysics Problem 4

สาระของปัญหาข้อนี้สาระหนึ่ง ๆ เป็นดังนี้
1. ปลายข้างหนึ่งของเส้นเชือกเล็กและเบาเส้นหนึ่งที่ยาว 1 เมตรมีมวล 0.01 กิโลกรัมก้อนหนึ่งติดอยู่
2. ปลายอีกข้างหนึ่งของเส้นเชือกเส้นนี้ผูกติดไว้กับขอตัวหนึ่งที่เพดานห้อง
3. เส้นเชือกเส้นนี้แกว่งทำมุมกับแนวยืนแนวหนึ่งได้มากสุดเท่ากับ 60 องศา
4. ณ ขณะที่เส้นเชือกเส้นนั้นทำมุม 30 องศากับแนวยืนแนวนั้นมวล ณ ปลายเส้นเชือกเส้นดังกล่าวมีขนาดความเร็วบัดดลเท่าใด
ตอบ ประมาณ 2.7 เมตรต่อวินาที

แนวคิด พลังงานจลน์ของมวลก้อนนี้ที่เพิ่มขึ้นมาจากพลังงานศักย์โน้มถ่วงที่ลดลง
ข้อเสนอแนะ
1. พลังงานจลน์และพลังงานศักย์โน้มถ่วงของวัตถุก้อนหนึ่งเป็นปริมาณเชิงเปรียบเทียบ
2. สัญลักษณ์ตัว v ตัวหนึ่งที่อยู่ในความสัมพันธ์อันหนึ่งของปริมาณพลังงานจลน์ตัวหนึ่งของวัตถุก้อนใดก้อนหนึ่ง คือ ขนาดความเร็วบัดดลของวัตถุก้อนนั้น
หาใช่ความเร็วบัดดลของวัตถุก้อนนั้นตามที่ชอบกล่าวถึงกันไม่
3. ถ้ากล่าวถึงในนามอัตราเร็วบัดดลก็จะอยู่ในระดับที่อนุโลมได้โดยประมาณ
4. ถ้าผู้ใดเรียนมาต่างจากที่ผู้เขียนกล่าวถึงนี้ควรที่จะหาเหตุผลมาอธิบายสนับสนุนด้วย

รศ.สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
6 ธันวาคม 2553