Tagged with " Space Science"

สะพานเชื่อมโยง

Feb 17, 2011 by     Comments Off on สะพานเชื่อมโยง    Posted under: Astronomy, Physics, Uncategorized

สะพานเชื่อมโยง
การปฏิบัติการตามโครงการเมอร์คิวรีที่สำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดีเป็นดังนี้
1. ในการขึ้นสู่อวกาศครั้งหนึ่ง ๆ นั้นมีนักบินอวกาศเพียงคนเดียว
2. การบินแบบโพรเจกไทล์ 2 ครั้งโดยไม่เข้าสู่วงโคจรวงใดวงหนึ่ง
3. การโคจรรอบโลก 4 ครั้ง
ทั้งนี้ครั้งสุดท้ายนักบินอวกาศอยู่ในวงโคจรวงหนึ่ง ๆ ที่มากสุดถึง 22 รอบ
4. จากสถิติตามโครงการเมอร์คิวรีดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์ดังนี้
มนุษย์อวกาศมีความอดทนต่อสภาวะของการออกสู่อวกาศและกลับคืนสู่โลกอย่างปลอดภัย
มนุษย์อวกาศสามารถดำรงชีวิตภายใต้สภาวะไร้น้ำหนักได้เป็นเวลานาน
โดยที่สมรรถภาพในการทำงานไม่ลดลงแต่ประการใด
ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลอื่นใดที่จะยับยั้งโครงการขึ้นสู่อวกาศขอสหรัฐฯ ตามโครงการอื่น ๆ ลำดับต่อไป
ทั้งนี้โครงการต่อไปดังกล่าวนี้ คือ โครงการเจมินีโครงการหนึ่ง
โครงการเจมินีหรือโครงการคนคู่โครงการหนึ่งนี้องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2504
ทั้งนี้โครงการเจมินีโครงการนี้มีนักบินอวกาศ 2 คน
อนึ่ง เจมินีเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นตามชื่อของกลุ่มดาวฤกษ์คนคู่กลุ่มหนึ่ง
โดยที่กลุ่มดาวฤกษ์กลุ่มนี้มีดาวฤกษ์สว่าง 2 ดวงเป็นจุดเด่นดังนี้
กล่าวคือ คาสเตอร์ดวงหนึ่งและพาลลักซ์อีกดวงหนึ่ง
โครงการเจมินีโครงการนี้องค์การนาสามีจุดประสงค์ที่จะขยายประสบการณ์จากโครงการเมอร์คิวรีโครงการนั้นให้ก้าวหน้าและกว้างขวางยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ต้องการฝึกฝนนักบินอวกาศของสหรัฐฯ ให้มีสมรรถนะที่เพียงพอแก่การเดินทางไปยังเทห์ฟ้าอื่น ๆ ในเอกภพตามโครงการขั้นต่อไปดังนี้
กล่าวคือ โครงการอะพอลโลโครงการหนึ่งที่มีจุดหมายปลายทางที่ดวงจันทร์ซึ่งเป็นดาวบริวารดวงเดียวของโลกและเดินทางกลับมายังโลกอย่างปลอดภัย
ทั้งนี้จุดมุ่งหมายดังกล่าวนี้นับว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่ง
โดยเป็นสิ่งที่เกินความคาดฝันของคนทั่วไป
ทั้งนี้น้อยคนนักที่จะคิดว่ามนุษย์โลกจะสามารถทำเป็นผลสำเร็จได้ตามความปรารถนานี้ โดยอาจเป็นเพียงจินตนาการเชิงนิยายอวกาศเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ โครงการเจมินีโครงการนี้จึงเป็นก้าวที่ 2 ที่สำคัญยิ่งอีกก้าวหนึ่งของการบินอวกาศของสหรัฐฯ ที่เปรียบประหนึ่งเป็นสะพานเชื่อมโยงโครงการแรกโครงการหนึ่ง คือ โครงการเมอร์คิวรีโครงการนั้นกับโครงการอะพอลโลอีกโครงการหนึ่งที่อาจเรียกได้ดังนี้
“โครงการพิชิตดวงจันทร์โครงการหนึ่งที่เป็นก้าวที่ 3 อันสำคัญสุดยอดในขณะนั้น”
ในระยะเริ่มแรกของการเดินทางขึ้นสู่อวกาศของมนุษย์โลกวงการแพทย์ต่างวิตกต่อผลกระทบที่มีต่อนักบินอวกาศดังนี้
เมื่อนักบินอวกาศต้องอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักซึ่งแตกต่างจากสภาวะปกติบนโลกของทุกคนอย่างมากเป็นเวลานานจึงเกรงว่าจะมีผลกระทบในทางที่ไม่ดีดังนี้
การหมุนเวียนของโลหิต
การทำงานของระบบอวัยวะภายในร่างกายระบบหนึ่ง ๆ
การทำงานของระบบประสาทที่เปรียบประหนึ่งได้กับกองบัญชาการของร่างกายระบบหนึ่ง
การเปลี่ยนแปลงต่อโครงสร้างของร่างกายของแต่ละคน
และผลกระทบต่อกรรมพันธุ์ของมนุษย์อวกาศในที่สุด
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลเชิงสถิติของกรณีต่าง ๆ ดังกล่าวนั้นที่ได้จากการตรวจสมรรถนะของนักบินอวกาศทั้งโครงการเมอร์คิวรีโครงการหนึ่งและโครงการเจมินีอีกโครงการหนึ่งดังที่กล่าวถึงในตอนนี้ความวิตกของวงการแพทย์ตามที่กล่าวนั้นก็ลดลงและปราศจากข้อสงสัยในที่สุด
23 มีนาคม 2508
มนุษย์อวกาศ 2 คนชุดแรกของโครงการเจมินีโครงการนี้ได้ทะยานขึ้นจากแหลมเคนเนดีสู่ห้วงเวหาภายใต้แรงขับดันของจรวดไทแทน 2 ลำหนึ่ง
ทั้งนี้มนุษย์อวกาศ 2 คนดังกล่าวมีดังนี้
เวอร์จิล กริสสอมที่ทำหน้าที่เป็นนักบินบังคับการคนหนึ่ง
และจอห์น ยังที่เป็นนักบินผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง
อนึ่ง จรวดไทแทน 2 ลำนี้มี 2 ท่อนดังนี้
โดยที่ท่อนแรกนั้นมีแรงขับดันที่เทียบเท่าแรงฉุดของม้ามากถึง 7 ล้านตัว
ส่วนท่อนที่ 2 นั้นเป็นยานอวกาศลำหนึ่ง คือ เจมินี 3 ลำหนึ่งที่มีชื่อเล่นดังนี้กล่าวคือ “มาลลี บราวน์”
ทั้งนี้ยานอวกาศลำนี้ทำหน้าที่ดังนี้
เป็นยานพาหนะในการเดินทาง
เป็นที่ปฏิบัติภารกิจ
และเป็นที่พักอาศัยรวมทั้งเป็นที่หลับนอนของนักบินอวกาศทั้ง 2 คน
อนึ่ง มาลลี บราวน์มีสมบัติดังนี้
สูง 11.5 ฟุตหรือประมาณ 2 เท่าของความสูงของคนไทย 1 คน
กว้าง 7.5 ฟุตที่มีขนาดประมาณได้กับห้องนอนห้องหนึ่งโดยทั่วไป
มวล 7 พันปอนด์หรือเทียบเท่ากับข้าวสารประมาณ 25 กระสอบ
ทั้งนี้ความสำเร็จของนักบินอวกาศทั้ง 2 คนและยานมาลลี บราวน์ลำนี้ในวงโคจรรอบโลกวงหนึ่ง ๆ นับว่าเป็นการประเดิมชัยที่สำคัญของการส่งยานคนคู่ลำหนึ่งขึ้นสู่วงโคจรรอบ ๆ โลกอย่างสวยหรู
อนึ่ง ระหว่างการโคจรรอบโลก 3 รอบนักบินอวกาศ 2 คนดังกล่าวนี้ได้ฝึกบังคับยานมาลลี บราวน์ลำนั้นดังนี้
เปลี่ยนวิถีวงโคจรวงหนึ่ง ๆ
พัฒนาเทคนิกการนัดพบกับยานอวกาศลำอื่น ๆ
และศึกษากรรมวิธีต่อติดกับยานอวกาศลำอื่น ๆ ด้วย
ทั้งนี้การปฏิบัติภารกิจดังกล่าวนี้ต้องใช้จรวดเล็ก ๆ 32 ลูกด้วยกัน
มิถุนายน 2508
นักบินอวกาศ 2 คน คือ เจมส์ แมกดิวิตและเอ็ดเวิร์ด ไวท์ขึ้นสู่วงโคจรรอบโลกวงหนึ่ง ๆ ในยานอวกาศเจมินี 4 ลำหนึ่งเป็นเวลานานถึง 4 วัน
โดยที่นักบินอวกาศไวท์คนนั้นได้ออกปฏิบัติภารกิจนอกยานอวกาศลำดังกล่าวนาน 20 นาที
ทั้งนี้ ณ ตอนนั้นนักบินอวกาศไวท์คนนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นดาวเทียมดวงหนึ่งที่โคจรรอบโลกพร้อม ๆ กันกับยานอวกาศเจมินี 4 ลำนั้นด้วย
สิงหาคม 2508
กอร์ดอน คูแปอร์และชาร์ลส์ คอนราดได้อยู่ในวงโคจรกับยานอวกาศเจมินี 5 ลำหนึ่งนานถึง 8 วันและวนรอบโลกถึง 120 รอบ
ทั้งนี้เป็นสถิติของการบินในอวกาศที่ยาวนานสุด
อนึ่ง พฤติกรรมดังกล่าวสื่อความหมายดังนี้
กล่าวคือ มนุษย์มีความทนทานต่อสภาวะนอกโลกเป็นเวลาที่ยาวนานมากพอต่อการเดินทางไปดวงจันทร์และกลับคืนสู่โลกอย่างปลอดภัย
ด้วยเหตุนี้ จึงต่างมีความเชื่อมั่นกันดังนี้
“มนุษย์จะสามารถเดินทางไปพิชิตดวงจันทร์ได้ในเร็ววัน”
ธันวาคม 2508
แฟรงค์ บอร์แมนและเจมส์ โลเวลล์ขึ้นสู่อวกาศในยานอวกาศเจมินี 7 ลำหนึ่ง
ทั้งนี้นักบินอวกาศ 2 คนนี้อยู่ในอวกาศนาน 14 วัน
โดยเป็นช่วงเวลาที่นานสุดของการอยู่ในอวกาศสำหรับโครงการเจมินีโครงการนี้
อย่างไรก็ตาม นักบินอวกาศคู่นี้ตกอยู่ในเวลาวิกฤติอย่างตื่นเต้น ณ ตอนหนึ่งดังนี้
กล่าวคือ ณ ขณะที่ยานอวกาศเจมินี 7 ของเขานั้นมียานอวกาศเจมินี 6 อีกลำหนึ่งที่มีนักบินอวกาศ 2 คน คือ วอลเตอร์ เชียร์ราและทอมมัส สแทฟฟอร์ดเป็นผู้บังคับกำลังไล่กวดอยู่
ในที่สุด ยานอวกาศ 2 ลำนี้ก็อยู่ห่างกันแค่เอื้อม ณ ระยะห่างประมาณ 1 ฟุต
มีนาคม 2509
เนียล อาร์มสตรองและเดวิด สก็อตเป็นนักบินอวกาศ 2 คนแรกที่สร้างประวัติของการต่อติดยานอวกาศเจมินี 8 ลำหนึ่งเข้ากับจรวดอะเจนาลำหนึ่งซึ่งเป็นเป้าหมายของการต่อติดในลักษณะของดาวเทียมดวงหนึ่งเป้าหมายหนึ่ง ณ ตอนนั้น
มิถุนายน 2509
ทอมมัส สแทฟฟอร์ดและยูกีน เชอร์แนนขึ้นโคจรสู่อวกาศกับยานอวกาศเจมินี 9- เอแล้วกลับลงมาได้อย่างแม่นยำ
กรกฎาคม 2509
จอห์น ยังและไมเคิล คอลลินส์ได้ควบคุมยานอวกาศเจมินี 10 ลำหนึ่งเข้าหาจุดนัดพบที่เป็นเป้าหมายอีกเป้าหมายหนึ่งเป็นผลสำเร็จได้อย่างดียิ่ง
กันยายน 2509
ยานอวกาศเจมินี 11 ลำหนึ่งขึ้นสู่วงโคจรรอบโลกวงหนึ่ง ๆ โดยมีนักบินอวกาศ 2 คน คือ ชาร์ลส์ คอนราดและริชาร์ด กอร์ดอนเป็นผู้บังคับยานอวกาศลำนี้ไปยังจุดนัดพบจุดหนึ่งเพื่อเข้าต่อติดกับจรวดอะเจนาลำหนึ่งที่ประพฤติตนเป็นเป็นดาวเทียมดวงหนึ่ง ณ ตอนนั้น
พฤศจิกายน 2509
การขึ้นสู่อวกาศครั้งนี้เป็นปฏิบัติการครั้งสุดท้ายของโครงการเจมินีโครงการนี้
โดยมีจุดประสงค์สำคัญหลักเพิ่มขึ้นจากของทุกครั้งที่ผ่านมาของโครงการเจมินีโครงการดังกล่าวดังนี้
กล่าวคือ ต้องปฏิบัติการทั้งการนัดพบเพื่อต่อติดเหมือนครั้งก่อน ๆ ประการหนึ่ง
แต่ที่สำคัญสุดในครั้งนี้ คือ ต้องทำภารกิจของการปลดออกด้วยอีกประการหนึ่ง
นักบินอวกาศ 2 คนซึ่งขึ้นไปกับยานอวกาศเจมินี 12 ลำหนึ่งในครั้งนั้น คือ เจมส์ โลเวลล์และเอ็ดวิน แอลดริน
ทั้งนี้นักบินอวกาศ 2 คนดังกล่าวต้องต่อติดกับจรวดอะเจนา-ดีลำหนึ่ง
ต่อจากนั้น ก็ต้องสามารถปลดออกได้ด้วยดังกล่าวแล้วนั้น
อนึ่ง เพื่อความมั่นใจที่จะดำเนินการปฏิบัติการตามโครงการส่งนักบินอวกาศขึ้นพร้อมกันโครงการหนึ่ง ๆ แอลดรินยังได้ออกปฏิบัติภารกิจนอกยานอวกาศเจมินี 12 ลำนี้เป็นเวลาที่นานถึง 2 ชั่วโมง 9 นาที
ณ ขั้นนี้เป็นที่ยอมรับกันดังนี้
“ปฏิบัติการส่งท้ายโครงการเจมินีโครงการนี้สำเร็จอย่างดียิ่ง”
ทั้งนี้โครงการเจมินีโครงการนี้ใช้เวลาทั้งสิ้น 20 เดือน
ใช้งบประมาณที่มากถึง 2 หมื่น 8 พันล้านบาท ณ ขณะนั้น
ผู้อ่านลองคิดว่า “เฉพาะโครงการเจมินีโครงการเดียวก็ใช้เงินมากฉะนี้”
นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมว่า ณ ตอนนั้นเกิดขึ้นเมื่อประมาณมากกว่า 45 ปีมาแล้ว
อนึ่ง ผู้เขียนมีข้อคิดประการหนึ่ง ๆ ดังนี้
“ประเทศเล็ก ๆ อย่างประเทศไทยของเรานั้นจะมีเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวยเพื่อทำโครงการใหญ่ ๆ สักโครงการหนึ่งเช่นนั้นหรือ”
นี่คือ คำตอบประการหนึ่งที่คนไทยจำนวนไม่น้อยที่มีความรู้ความสามารถและได้ไปศึกษาในประเทศที่ก้าวหน้า ณ ประเทศต่าง ๆ แต่เมื่อกลับมายังประเทศไทยแล้วเราก็ไม่สามารถทำอะไรที่ก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศใหญ่ ๆ เหล่านั้นได้
ดังนั้น วิชาที่เกี่ยวกันนี้ เช่น ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์อวกาศ และวิชาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านอวกาศก็เป็นเพียงการศึกษาเพื่อประดับความรู้ของเราเท่านั้น
หาได้อำนวยประโยชน์ในด้านการค้นคว้าแต่ประการใด
ทั้งนี้ผู้เขียนเป็นผู้หนึ่งที่เคยศึกษาดาราศาสตร์ก็มีความเห็นดังนี้
ประเทศไทยมีแต่นักดาราศาสตร์สมัครเล่นเท่านั้น
หาได้มีนักดาราศาสตร์ที่แท้จริงไม่
โดยที่กิจกรรมทางดาราศาสตร์ของเราในปัจจุบันนี้ไม่แตกต่างไปจากสิ่งที่เราเคยทำกันมาเมื่อมากกว่า 50 ปีมาแล้ว
อย่างไรก็ตาม ถ้าทำใจได้และคิดดังนี้
“เราทำเท่าที่เราทำได้ดีกว่าที่เราจะไม่ทำอะไรเลย”

รศ.สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
http://www.vcharkarn.com/sompongse
17 กุมภาพันธ์ 2554

บันไดขั้นแรกของสหรัฐฯ

Feb 12, 2011 by     Comments Off on บันไดขั้นแรกของสหรัฐฯ    Posted under: Astronomy, Physics, Uncategorized

บันไดขั้นแรกของสหรัฐฯ
ถ้าบันไดขั้นแรกไม่เกิดก็ไม่ต้องหวังที่จะมีบันไดขั้นต่อ ๆ ไป
นอกจากนั้น ภารกิจที่บันไดขั้นแรกนี้ต้องสำเร็จอย่างงดงามด้วย
หาไม่แล้วความท้อแท้ย่องบังเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นักบินอวกาศของสหรัฐอเมริกา 6 คนแรกผู้อาจเอื้อมพิชิตอวกาศโดยการเดิมพันด้วยชีวิตตามโครงการเมอร์คิวรีโครงการหนึ่งมีดังนี้
1. อะแลน บี เชปปาร์ด
2. เวอร์จิล ไอ กริสสอม
3. จอห์น เอช เกลนน์
4. เอ็ม สก็อต คาร์เพนเทอร์
5. วอลเตอร์ เอ็ม เชียร์รา
6. แอล กอร์ดอน คูเปอร์
21 กุมภาพันธ์ 2504 องค์การนาสาได้ประกาศดังนี้
จำนวน 3 ใน 7 คนของมนุษย์อวกาศฝึกหัดของสหรัฐฯ ตามโครงการเมอร์คิวรีโครงการนี้ได้สิ้นสุดการฝึกอบรมรอบสุดท้ายแล้วดังนี้
1. จอห์น เอช เกลนน์ซึ่งเป็นนักบินอวกาศวัย 39 ปีของสหรัฐฯ ชุดแรกนี้
2. เวอร์จิล ไอ กริสสอมวัย 35 ปีและสูง 5 ฟุต 7 นิ้ว
ทั้งนี้เป็นนักบินอวกาศที่เตี้ยสุด
3. อะแลน บี เชปปาร์ดวัย 37 ปี
5 พฤษภาคม 2504
23 วันหลังจากที่กาการินซึ่งเป็นมนุษย์อวกาศคนแรกของสหภาพโซเวียตขึ้นโคจรรอบโลกเป็นผลสำเร็จ
วันที่ 5 พฤษภาคม 2504 นี้เป็นวันแห่งการรอคอยของชาวโลกทั่วไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวโลกแห่งค่ายเสรีที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ
วันนั้นเป็นวันที่จรวดเรดสโตนลำหนึ่งได้ส่งแรงขับดันต่อแคปซูลอิสรภาพ 7 ลำหนึ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าท่ามกลางความระทึกใจของชาวโลกทั้งหลายที่ติดตามเหตุการณ์ครั้งนี้
แคปซูลอิสรภาพ 7 ลำนี้มีมนุษย์อวกาศคนหนึ่ง คือ เชปปาร์ดอยู่ภายในด้วย
ทั้งนี้เชปปาร์ดอยู่ในท่าครึ่งนั่งและครึ่งนอน
เราเชื่อได้เลยว่า ณ ตอนนั้นหัวใจของเชปปาร์ดต้องเต้นรัวระทึกราวกับกลองศึกอย่างแน่นอน
วันที่ 5 พฤษภาคม 2504 วันนี้เป็นวันที่สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จ
เชปปาร์ดประสบความสำเร็จในการพิชิตอวกาศดังที่คาดหวังไว้
ทั้งนี้เชปปาร์ดอยู่ในสภาพไร้น้ำหนัก 5 นาที
โดยที่เวลาของการเดินทางทั้งสิ้น 15 นาที
จริงอยู่ช่วงเวลาเพียง 15 นาทีอาจจะเป็นชั่วเวลาเพียงน้อยนิดประหนึ่งความรู้สึกเพียงชั่วการกระพริบตาของคนทั่ว ๆ ไป
อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลา 15 นาทีดังกล่าวนี้เป็นช่วงเวลาอันแสนตื่นเต้นสุด ๆ ของคนทุกคนเช่นกัน
ทั้งนี้เป็นช่วงเวลาของการรอคอยที่นานแสนนานปานประหนึ่งช่วงเวลาของอายุของเอกภพของเราสำหรับคนบนพื้นโลกทุกคนที่เฝ้าติดตามเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วยความรู้สึกที่สับสนระคนกับความกังวลอย่างที่สุด
อดีตประธานาธิบดีเคนเนดีของสหรัฐฯ ได้ติดตามเฝ้าดูการส่งมนุษย์อวกาศคนแรกของสหรัฐฯ ครั้งนี้ทางโทรทัศน์ ณ กรุงวอชิงตันด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้อดีตประธานาธิบดีเคนเนดีของสหรัฐฯ ได้ติดต่อแสดงความชื่นชมยินดีกับเชปปาร์ดในนาทีแรกที่มีโอกาส
ณ เวลาที่เชปปาร์ดกลับคืนสู่โลกอย่างปลอดภัย ณ แห่งหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก
อนึ่ง ครุสชอว์บซึ่งเป็นผู้นำแห่งสหภาพโซเวียตได้โทรเลขถึงเคนเนดีมีใจความดังนี้
“ชัยชนะของมนุษย์ที่มีต่ออวกาศครั้งล่าสุดครั้งนี้ย่อมเป็นแนวทางอันดียิ่งที่นำไปสู่ความก้าวหน้าทางด้านอวกาศโดยปราศจากขีดจำกัด”
21 กรกฎาคม 2504
77 วันหลังจากที่เชปปาร์ดประสบความสำเร็จขึ้นสู่อวกาศ
เวอร์จิล ไอ กริสสอมเป็นมนุษย์อวกาศคาที่ 2 ของสหรัฐฯ ที่พิชิตอวกาศเป็นผลสำเร็จ
ทั้งนี้กริสสอมขี้นไปกับแคปซูลเมอร์คิวรีลำหนึ่งที่มีสมญานามดังนี้
“ระฆังเสรีภาพ 7”
กริสสอมเดินทางเป็นเวลานาน 16 นาที
อยู่ในภาวะไร้น้ำหนัก 5 นาที
เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วมากกว่า 5 พันไมล์ต่อชั่วโมง
โดยที่เร็วกว่าอัตราเร็วของเชปปาร์ดประมาณ 180 ไมล์ต่อชั่วโมง
อนึ่ง เมื่อกริสสอมสิ้นสุดการเดินทางอย่างปลอดภัยก็ได้รับโทรศัพท์แสดงความชื่นชมยินดีจากอดีตประธานาธิบดีเคนเนดีเช่นเดียวกัน
โดยถือเป็นเกียรติอันสูงสุดที่ได้รับ
ทั้งนี้ทั้งเชปปาร์ดและกริสสอมต่างขึ้นสู่ห้วงอวกาศในช่วงเวลาที่เกือบเท่า ๆ กัน
โดยประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน
จึงเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นเป็นทวีคูณ
อย่างไรก็ตาม มนุษย์อวกาศทั้ง 2 คนยังไม่ได้เข้าสู่วงโคจรรอบโลกวงหนึ่งแต่ประการใด
ดังนั้น จึงเป็นความสำเร็จเบื้องต้นเท่านั้น
ขั้นต่อไปจึงเป็นภารกิจในการนำมนุษย์อวกาศเข้าสู่วงโคจรรอบโลกวงหนึ่ง ๆ ให้เป็นผลสำเร็จ
ถ้าสามารถกระทำได้จึงจะนับได้ว่า “เป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง”
ทั้งนี้โครงการ ณ ขั้นนี้จึงเป็นการส่งมนุษย์อวกาศ 3 คนขึ้นโคจรรอบโลกอย่างปลอดภัย
โดยที่มนุษย์อวกาศ 3 คนที่ได้รับเกียรติในโครงการดังกล่าวมีดังนี้
1. จอห์น เอช เกลนน์
2. เอ็ม สก็อต คาร์เพนเทอร์
3. วอลเตอร์ เอ็ม เชียร์รา
เช้าตรู่ของวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2505
จรวดแอตลาสลำหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ที่แหลมคานาเวอรัล
โดยมีแคปซูลมิตรภาพ 7 ลำหนึ่งต่อไว้ ณ ส่วนยอดด้วย
ณ เวลาที่กำหนดจอห์น เอช เกลนน์ที่อยู่ในชุดนักบินอวกาศอย่างครบครันก็เข้าไปอยู่ในแคปซูลมิตรภาพ 7 ลำนั้น
โดยพร้อมที่จะทะยานขึ้นสู่อวกาศและเข้าสู่วงโคจรรอบโลกวงหนึ่ง ๆ
ในที่สุด แคปซูลมิตรภาพ 7 รูประฆังลำนี้ก็นำจอห์น เกลนน์เข้าสู่วงโครจรรอบโลกวงหนึ่งเป็นผลสำเร็จ
ระหว่างที่เกลนน์โคจรตามวงโคจรวงหนึ่ง ๆ รอบโลก 3 รอบเกลนน์ได้ติดต่อกับสถานีติดตามภาคพื้นดินสถานีหนึ่ง ๆ ดังนี้
1. ได้มองเห็นอนุภาคเล็ก ๆ เรืองแสงสีเขียวและสีเหลืองที่มีขนาดเท่าหัวเข็มหมุดเคลื่อนที่ผ่านแคปซูลมิตรภาพ 7 ลำนี้ ณ ระยะห่างประมาณ 6 ฟุตถึง 7 ฟุตด้วยอัตราเร็วประมาณ 3 ถึง 5 ไมล์ต่อชั่วโมง
2. ณ ขณะที่ผ่านเหนือประเทศออสเตรเลียเกลนน์กล่าวด้วยอารมณ์ดีดังนี้
“แสงไฟฟ้าจากเมืองเพิร์ตที่เขามองนั้นเปรียบเสมือนประหนึ่งเป็นสัญญาณแห่งมิตรภาพอันสวยงามจากโลกมนุษย์”
อนึ่ง ในระหว่างที่เกลนน์กำลังโคจรรอบโลกรอบหนึ่ง ๆ ตามภารกิจของเขานั้น ณ ตอนหนึ่งอดีตประธานาธิบดีเคนเนดีได้ติดต่อแสดงความชื่นชมยินดี
ทั้งนี้ข้อความตอนหนึ่งมีใจความดังนี้
“เมื่อเราเริ่มต้นการค้นคว้าทางด้านอวกาศช้ากว่าประเทศอื่นเราตระหนักดีว่าเราต้องเดินทางอีกไกลเพื่อที่จะแข่งขันทางด้านอวกาศนี้ แต่เดี๋ยวนี้เราเองกำลังท่องอยู่ในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งใหม่ อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า สหรัฐอเมริกานั้นต้องสามารถแล่นเรือไปอยู่ในตำแหน่งที่ 2 จนกระทั่งบรรลุสู่ ณ ตำแหน่งแนวหน้าตำแหน่งหนึ่งได้ในที่สุด…”
24 พฤษภาคม 2505
เอ็ม สก็อต คาร์เพนเทอร์เป็นมนุษย์อวกาศสหรัฐฯ คนที่ 2 ที่โคจรรอบโลกรอบหนึ่ง ๆ โดยแคปซูลออโรรา 7 ลำหนึ่ง
คาร์เพนเทอร์โคจรตามวงโคจรวงหนึ่ง ๆ ครบรอบในช่วงเวลา 88.3 นาที
ทั้งนี้คาร์เพนเทอร์โคจรรอบ ๆ โลกเป็นเวลานานกว่า 4 ชั่วโมง
อนึ่ง ระหว่างที่คาร์เพนเทอร์กำลังโคจรในรอบที่ 2 นั้นได้กล่าวสนับสนุนถึงอนุภาคเล็ก ๆ คล้าย ๆ กับที่เกลนน์ได้รายงานมาก่อนหน้านั้น
อีกทั้งคาร์เพนเทอร์ก็ได้ถ่ายภาพอนุภาคเล็ก ๆ ดังกล่าวไว้ด้วย
นอกจากนี้ คาร์เพนเทอร์ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมดังนี้
“อนุภาคเล็ก ๆ นั้นน่าจะเป็นอนุภาคของน้ำค้างแข็งที่อยู่นอกแคปซูลออโรรา 7 ลำนี้ก็เป็นได้”
อนึ่ง เพื่อทดลองประสิทธิภาพในการมองเห็นสีต่าง ๆ ในอวกาศคาร์เพนเทอร์ได้ปล่อยบัลลูนลูกหนึ่ง ๆ ที่มีมีสีต่าง ๆ กันออกสู่ข้างนอกของแคปซูลออโรรา 7 ลำนี้
ทั้งนี้คาร์เพนเทอร์รายงานดังนี้
“สีที่มองเห็นได้ดีสุด คือ สีแสด”
คาร์เพนเทอร์เสร็จสิ้นภารกิจและกลับคืนสู่โลกอย่างปลอดภัยเช่นเดียวกับนักบินอวกาศของสหรัฐฯ ทุกคนก่อนหน้านั้น
3 ตุลาคม 2505
คือ วันขึ้นสู่อวกาศของนักบินอวกาศสหรัฐฯ ด้วยความเชื่อมั่นอีกครั้งหนึ่ง
ทั้งนี้วันนี้เป็นเพียงอีกวันหนึ่งของปี พ.ศ. 2505 ที่สหรัฐฯ ต้องการปิดโครงการของปีนี้อย่างสมบูรณ์เพื่อไม่ให้มีข้อกังขาอีกต่อไปสำหรับก้าวต่อ ๆ ไปของโครงการอวกาศโครงการใหม่ ๆ ที่จะตามมา
วอลเตอร์ เอ็ม เชียร์ราเป็นนักบินอวกาศของสหรัฐฯ คนสุดท้ายที่ขึ้นสู่วงโคจรรอบ ๆ โลกใน พ.ศ. 2505 นี้ด้วยแคปซูลซิกมา 7 ลำหนึ่ง
ทั้งนี้เชียร์ราโคจรตามวงโคจรรอบโลกด้วยอัตราเร็วถึง 17,550 ไมล์ต่อชั่วโมง
โคจรอยู่นานถึง 8 ชั่วโมง 45 นาที
โดยโคจรครบ 1 รอบทุก ๆ ช่วงเวลา 88.5 นาที
และโคจรรอบโลกถึง 6 รอบด้วยกัน
เนื่องจากความสำเร็จของการโคจรตามวงโคจรรอบโลกของนักบินอวกาศของสหรัฐฯ 2 ครั้งที่ผ่านมา
ดังนั้น การขึ้นสู่วงโคจรรอบโลกของเชียร์รานี้จึงเป็นเพียงการปิดประตูบานหนึ่งให้สนิทอย่างสมบูรณ์เท่านั้น
ทุกคนจึงเชื่อมั่นถึงความสำเร็จโดยไร้ข้อกังขาแต่ประการใด
ด้วยเหตุนี้ ผลที่ออกมาก็เป็นไปตามที่คาดหวังดังกล่าวฉะนี้
อนึ่ง ความสำเร็จของการโคจรรอบโลกของนักบินอวกาศของสหรัฐฯ ทั้ง 3 ครั้งในช่วงเวลาเพียง 1 ปีนี้ย่อมก่อให้เกิดความเชื่อมั่นอย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่อยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักของนักบินอวกาศคนหนึ่ง ๆ ที่ผ่านมาอย่างปลอดภัยก็มากขึ้น ๆ เป็นลำดับ
อย่างไรก็ตาม เพื่อหวังผลต่อไปในอนาคตจึงมีจุดประสงค์ที่จะให้นักบินอวกาศอยู่ในอวกาศนานกว่าที่ผ่านมาเป็นทวีคูณ
สิ่งนี้ คือ จุดมุ่งหมายเด่นจุดหนึ่งในปี พ.ศ. 2506
พ.ศ. 2506
แอล กอร์ดอน คูเปอร์หนุมใหญ่วัย 36 ปีเป็นคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับคัดเลือกให้ปฏิบัติภารกิจในการดำรงชีวิตที่ยาวนานอย่างปลอดภัยในปีนี้
กอร์ดอน คูเปอร์ซึ่งอยู่ในแคปซูลความสัตย์ 7 ลำหนึ่งได้โคจรตามวงโคจรรอบโลกถึง 22 รอบระหว่างวันที่ 15 และ 16 พฤษภาคม 2506
โดยมีระยะทางที่ไกลกว่า 5 แสนไมล์
ทั้งนี้ระหว่างการโคจรรอบ ๆ โลกดังกล่าวคูเปอร์ได้ปฏิบัติภารกิจหลายชนิดอย่างมีประสิทธิภาพดังนี้
บังคับแคปซูลความสัตย์ 7 ลำนี้ด้วยตัวเอง
ถ่ายภาพนิ่งภาพหนึ่ง ๆ
ถ่ายภาพยนตร์
สังเกตดาวฤกษ์ต่าง ๆ
และส่งรายงานภารกิจมายังสถานีติดตามภาคพื้นดินสถานีหนึ่ง ๆ เป็นระยะ ๆ
เมื่อครบกำหนดเวลาการเดินทางในอวกาศที่ยาวนานคูเปอร์ก็กลับคืนสู่โลกอย่างปลอดภัยท่ามกลางความยินดีของคนที่ติดตามโดยทั่วกัน
อนึ่ง ขณะที่คูเปอร์อยู่บนเรือลำที่รอรับลำหนึ่งนั้นอดีตประธานาธิบดีเคนเนดีก็ได้ติดต่อเพื่อแสดงความชื่นชมยินดีต่อความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในการปฏิบัติภารกิจเชิงก้าวกระโดดของช่วงเวลาที่คูเปอร์สามารถดำรงชีวิตอยู่ในอวกาศได้อย่างปลอดภัย
ทั้งนี้เคนเนดีได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับการออกสู่อวกาศของนักบินอวกาศของสหรัฐฯ คนหนึ่ง ๆ ดังนี้
“การออกสู่อวกาศของนักบินอวกาศของสหรัฐฯ เป็นภารกิจยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งของชัยชนะทั้งมวลที่แสดงถึงความกล้าหาญอย่างสุด ๆ ของมนุษย์โลกในยุคนี้”
12 มิถุนายน 2506
องค์การนาสาองค์การนี้ได้ประกาศเป็นทางการดังนี้
การท่องอวกาศของคูเปอร์ครั้งนี้เป็นการสิ้นสุดภารกิจของการออกสู่อวกาศตามโครงการเมอร์คิวรีโครงการหนึ่งของสหรัฐฯ
ทั้งนี้โครงการดังกล่าวโครงการนี้เป็นขั้นต้นของการบุกเบิกเพื่อการเดินทางไปสู่เทห์ท้องฟ้าอวกาศแห่งหนึ่ง ๆ ที่เป็นภพอื่น ๆ ต่อไป…
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
12 กุมภาพันธ์ 2554

มนุษย์อวกาศฝึกหัด 30 คนแรกของอเมริกา

Feb 6, 2011 by     Comments Off on มนุษย์อวกาศฝึกหัด 30 คนแรกของอเมริกา    Posted under: Astronomy, Physics, Uncategorized

มนุษย์อวกาศฝึกหัด 30 คนแรกของอเมริกา
มนุษย์อวกาศฝึกหัด 30 คนแรกของอเมริกามีพลเรือนเพียง 4 คน
ทั้งนี้ที่เหลือนั้นเป็นหทารอากาศและทหารเรือ
9 เมษายน 2502 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (นาสา) ได้แนะนำนักบินทดลอง 7 คนแรกที่ได้รับคัดเลือกจากผู้สมัครถึง 110 คน
ทั้งนี้ทั้ง 7 คนที่คัดเลือกไว้นี้จะต้องได้รับการฝึกอย่างหนัก
อนึ่ง เพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะได้รับเลือกเป็นนักบินอวกาศที่ขึ้นโคจรรอบโลกตามโครงการเมอร์คิวรีใน พ.ศ. 2504
อย่างไรก็ตาม ยังคาดหวังดังนี้
ทั้ง 7 คนดังกล่าวจะเป็นมนุษย์อวกาศในโครงการเมอร์คิวรีและโครงการอื่น ๆ อีก
มนุษย์อวกาศฝึกหัด 7 คนที่คัดเลือกไว้นี้มีสมบัติดังนี้
1. เป็นวิศวกรทหาร
2. มีความชำนาญเกี่ยวกับเครื่องบินเจ็ตเป็นพิเศษ
3. อายุโดยเฉลี่ย คือ 34.5 ปี
4. สูง 5 ฟุตและ 9.5 นิ้วโดยประมาณ
6. มวลโดยเฉลี่ย คือ 164 ปอนด์
7. สมรสแล้วทุกคน
8. มีสติปัญญาเลิศที่ผ่านการทดสอบอย่างน่าพอใจ

17 กันยายน 2505 องค์การนาสาได้ประกาศรายชื่อนักบินอวกาศฝึกหัดรุ่นที่ 2 อีก 9 คนจากผู้สมัครมากถึง 200 คนที่มีสมบัติดังนี้
1. มีความชำนาญเป็นนักบินทดสอบเครื่องบินเจ็ต
2. สำเร็จจากโรงเรียนทดสอบการบินทหาร
หรือเป็นผู้ที่มีความชำนาญในการบินเป็นพิเศษ
ทั้งนี้ต้องรับราชการทหารมาแล้วด้วย
3. ได้รับปริญญาวิทยาศาสตร์ทางฟิสิกส์หรือชีววิทยา
หรือปริญญาทางวิศวกรรมศาสตร์
4. อายุไม่เกิน 35 ปีและสูงไม่เกิน 6 ฟุต
ทั้งนี้นักบินอวกาศฝึกหัด 9 คนที่องค์การนาสาเลือกไว้ในรุ่นนึ้เป็นทหารอากาศ 4 คน ทหารเรือ 3 คน และเป็นพลเรือน 2 คน
โดยที่มีอายุ 32.5 ปีโดยเฉลี่ย
อนึ่ง พลเรือนคนหนึ่ง คือ เนียล เอ อาร์มสตรองที่ต่อมากลายเป็นนักบินอวกาศซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

18 ตุลาคม 2506 องค์การนาสาได้คัดเลือกนักบินขับไล่เจ็ตรุ่นที่ 3 อีก 14 คน
โดยที่รุ่นนี้มีพลเรือน 2 คน
มีอายุโดยเฉลี่ยน้อยกว่า 31 ปี
จากผู้สมัคร 271 คนโดยมีผู้หญิง 2 คนด้วย
นักบินอวกาศฝึกหัด 2 คนที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกพร้อมกับเนียล เอ อาร์มสตรอง คือ เอ็ดวิน อี แอลดรินและไมเคิล คอลลินส์
โดยที่ทั้ง 2 คนนี้ต่างก็เป็นทหารอากาศ
ส่วนเอ็ดวิน อี แอลดรินนั้นสำเร็จปริญญาเอกทางวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์การบิน
ทั้งนี้เป็นนักบินอวกาศฝึกหัดคนแรกที่จบปริญญาเอก

นักบินอวกาศฝึกหัดทุกคนต้องรับการฝึกฝนและอบรมเป็นเวลาแรมปี
ทั้งนี้ช่างเวลาที่จะออกปฏิบัติภารกิจในอวกาศนั้นอย่างมากก็ใช้เวลาไม่กี่วัน
ดังนั้น การเตรียมตัวดังกล่าวภารกิจหลัก คือ การฝึกอบรม
โดยที่นักบินอวกาศคนใดที่ออกสู่อวกาศจริงย่อมจะไม่เกิดความผิดพลาด
อนึ่ง นักบินอวกาศฝึกหัดชุดแรกล้วนเป็นนักบินขับไล่เจ็ตที่มีสมรรถนะสูงมาก่อนทั้งสิ้น
ส่วนนักบินอวกาศฝึกหัดชุดที่ 2 นั้นมีนักบินพลเรือนที่ได้ทดสอบเครื่องบินเจ็ตมาก่อนละนักวิทยาศาสตร์รวมอยู่ด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นักบินอวกาศฝึกหัดทุกคนต้องเรียนวิชาการบินในช่วงเวลาของการฝึกอบรมด้วยกันทั้งนั้น
ภารกิจหลักของนักบินอวกาศฝึกหัดเป็นดังนี้
1. ศึกษาระบบอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ของยานอวกาศลำหนึ่ง ๆ
2. เรียนรู้ทั้งวิธีการใช้งานและการแก้ไขข้อบกพร่องเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น
3. ศึกษาเครื่องมือและการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องนำไปกับยานอวกาศลำหนึ่ง ๆ อีกด้วย
4. ศึกษาการดำรงชีวิตเมื่อตกอยู่ในที่คับขันตามสภาวะใดสภาวะหนึ่ง

อนึ่ง นักบินอวกาศฝึกหัดทุกคนต้องศึกษาวิชาการแขนงหนึ่ง ๆ อีกดังนี้
1. กลศาสตร์แบบนิวตัน
2. อุณหพลศาสตร์
3. กลศาสตร์ของของไหล
4. การเคลื่อนที่ของก๊าซเบาบาง
5. ทฤษฎีสัมพัทธภาพทฤษฎีหนึ่ง
6. อุตุนิยมวิทยา
7. ดาราศาสตร์
8. วิชาการขับเคลื่อน
9. กลศาสตร์เชิงวงโคจรวงหนึ่ง ๆ
10. วิถีอวกาศวิถีหนึ่ง ๆ
อนึ่ง ผู้อ่านคนใดคนหนึ่งที่ศึกษาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ย่อมรับรู้ถึงจุดเด่นในภารกิจของการออกสู่อวกาศไปพร้อม ๆ กันนี้เป็นอย่างดี
อีกทั้งควรรู้คุณค่าของวิชาดังกล่าวที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์โดยรวม
เพียงเท่านี้ผู้อ่านทุกคนย่อมตระหนักถึงภารกิจที่นักบินอวกาศฝึกหัดทุกคนของสหรัฐฯ ต้องปฏิบัตินั้นเป็นภารกิจที่หนักหน่วง
ทั้งนี้ต้องยอมรับกันโดยทั่วไปดังนี้
ในช่วงเวลานั้นสหรัฐอเมริกามีความรู้เกี่ยวกับการออกสู่อวกาศน้อยอย่างยิ่งเทียบกับสหภาพโซเวียต
ดังนั้น จึงยังด้อยความเชื่อมั่นต่อภารกิจที่พึงต้องกระทำ
อีกทั้งสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศผู้นำแห่งโลกเสรีจึงจะผิดพลาดไม่ได้
นอกจากนี้ ยังต้องคาดหวังความสำเร็จเชิงก้าวกระโดดอีกด้วย
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com
6 กุมภาพันธ์ 2554

โครงการอวกาศของสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2504

Jan 26, 2011 by     2 Comments    Posted under: Astronomy, Physics, Uncategorized

โครงการอวกาศของสหรัฐอเมริกา
พ.ศ. 2504
เราเลือกการเดินทางไปสู่ดวงจันทร์ในช่วงเวลา 10 ปีนี้
เราต้องเริ่มลงมือทำสิ่งต่าง ๆ
เราต้องทำหลายสิ่งหลายอย่าง
โดยที่สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย ๆ
ตรงกันข้าม สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งที่ยากลำบากอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม เพื่อลรรลุสู่ประตูชัยในที่สุด
เราต้องมีประสบการณ์
มีความชำนาญ
และมีการปรับปรุงจากการกระทำสิ่งต่าง ๆ ที่ยากลำบากเหล่านั้น
จนกระทั่งได้ผลดีที่สุดอย่างน่าพึงพอใจ
อดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดีกล่าวถึงโครงการมนุษย์อวกาศสู่ดวงจันทร์เมื่อปี พ.ศ. 2504
สหภาพโซเวียตประสบความสำเร็จทางด้านอวกาศที่ล้ำหน้าสหรัฐอเมริกาโดยที่สามารถส่งดาวเทียมดวงแรกของโลกและการส่งมนุษย์อวกาศคนแรกของโลกขึ้นสู่ห้วงเวหาและโคจรรอบโลกมาแล้ว
สหรัฐอเมริกาย่อมตระหนักเป็นอย่างดีดังนี้
ณ ตอนนั้นถึงเวลาแล้วที่สหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องทำการค้นคว้าด้านอวกาศอย่างเร่งรีบและจริงจัง
อย่างไรก็ตาม ก็ต้องทำอย่างระมัดระวัง ละเอียด และถี่ถ้วน
ทั้งนี้เพื่อเกียรติภูมิ
เพื่อความก้าวหน้าทางด้านอวกาศ
และเพื่อความยังผลทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ
ในฐานะที่สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศผู้นำแห่งโลกเสรี
ดังนั้น สหรัฐอเมริกาจึงต้องทุ่มเททุก ๆ อย่างเท่าที่จะเป็นไปได้ดังนี้
กำลังคน กำลังควมคิด ความสามารถ และทุนทรัพย์เป็นอย่างมาก
อนึ่ง ถึงแม้สหรัฐอเมริกาได้ตั้งเข็มทิศอันแน่วแน่ในโครงการท่องอวกาศไปยังเทห์ฟ้าต่าง ๆ ที่อยู่ห่างไกล เช่น ดวงจันทร์ดาวบริวารดวงเดียวของโลกและดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ในระบบสุริยะระบบนี้
อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาก็มีความจำเป็นต้องเหลียวมองทางข้างหลัง
โดยที่ต้องทำการค้นคว้าและพัฒนาองค์ประกอบต่าง ๆ ที่จะอำนวยประโยชน์ต่อมนุษย์โลกทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมไปพร้อม ๆ กันด้วย
ในเบื้องต้นนั้นโครงการอวกาศของสหรัฐอเมริกาโดยสรุปเป็น 3 ส่วนดังนี้
1. โครงการส่งดาวเทียมดวงหนึ่ง ๆ ขึ้นโคจรรอบโลก
2. โครงการส่งยานอวกาศลำหนึ่ง ๆ ไปสำรวจเทห์ฟ้าอื่น ๆ
3. โครงการส่งมนุษย์อวกาศไปสำรวจเทห์ฟ้าอื่น ๆ
ทั้งนี้ตามปณิธานอันแน่วแน่ของอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดีซึ่งมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการส่งมนุษย์อวกาศไปลงบนดวงจันทร์และกลับคืนสู่โลกอย่างปลอดภัยในที่สุด
โครงการส่งดาวเทียมดวงหนึ่ง ๆ ขึ้นโคจรรอบโลก
ทั้งนี้ดาวเทียมดวงหนึ่ง ๆ ที่สหรัฐอเมริกาได้ส่งขึ้นสู่อวกาศนั้นล้วนแล้วแต่เพื่อประโยชน์ทางด้านสันติภาพของโลกทั้งสิ้น
โดยเราจำแนกออกได้เป็น 5 ประเภทดังนี้
1. ดาวเทียมเพื่อการวิจัยสภาพอวกาศ
2. ดาวเทียมสื่อสารและการคมนาคม
3. ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา
4. ดาวเทียมเดินหนหรือดาวเทียมเพื่อการเดินเรือ
5. ดาวเทียมตรวจการณ์และแจ้งภัย
โครงการส่งยานอวกาศลำหนึ่ง ๆ ไปสำรวจเทห์ฟ้าอื่น ๆ
เช่น โครงการส่งยานอวกาศลำหนึ่ง ๆ ไปสำรวจพื้นผิวและหาข้อมูลต่าง ๆ ของดวงจันทร์และดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ๆ ก่อนที่จะส่งมนุษย์อวกาศไปสำรวจ
ดังนั้น โครงการดังกล่าวจึงเป็นโครงการปูทางในเบื้องต้นต่าง ๆ ดังนี้
ก. ยานอวกาศชุดเรนเจอร์
ทั้งนี้ยานอวกาศชุดนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเข้าชนเป้าหมาย ณ ปลายทาง
กล่าวคือ ดวงจันทร์เป็นผลสำเร็จ
ข. ยานอวกาศชุดเซอร์เวเยอร์
โดยชุดนี้มีจุดมุ่งหมายในการลงบนดวงจันทร์อย่างเรียบร้อย
ในขณะเดียวกัน ก็ถ่ายภาพพื้นผิวของดวงจันทร์ส่งกลับมายังโลกด้วย
ค. ยานอวกาศชุดพร็อสเพกเตอร์
โดยที่มีภารกิจในการถ่ายภาพเพื่อทำแผนที่ของพื้นผิวดวงจันทร์
อีกทั้งเก็บตัวอย่างของดวงจันทร์กลับมายังโลกของเราอีกด้วย
ดังนั้น เราจึงยอมรับถึงความจริงอันเป็นที่ประจักษ์ดังนี้
โครงการอวกาศของสหรัฐอเมริกาดังกล่าวมีขั้นมีตอนอันเหมาะสม
ทั้งนี้เน้นถึงสัมฤทธิผลที่อยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยเป็นสำคัญ
โครงการส่งมนุษย์อวกาศไปยังเทห์ฟ้าอื่น ๆ นั้นเป็นดังนี้
เป้าหมายแรก คือ ดวงจันทร์ดาวบริวารดวงเดียวของโลกที่นับว่าเป็นเทห์ฟ้าที่อยู่ใกล้โลกมากสุด
ส่วนเป้าหมายต่อไป ณ ขณะนั้น คือ ดาวอังคารดวงหนึ่งหรือไม่ก็ดาวศุกร์อีกดวงหนึ่ง โดยที่ดาวเคราะห์ 2 ดวงนี้นับได้ว่าเป็นเพื่อนบ้านของเราในระบบสุริยะระบบนี้
อนึ่ง โครงการในขั้นต้นของการเดินทางไปยังดวงจันทร์นั้นสหรัฐอเมริกาได้ใช้งบประมาณ ณ ตอนนั้นที่มากกว่า 4 ล้านล้านบาททีเดียว
ทั้งนี้โครงการ 3 ขั้นตอนของการส่งมนุษย์อวกาศอย่างปลอดภัยของสหรัฐฯ เป็นดังนี้
1. ขั้นตอนที่ 1 คือ โครงการเมอร์คิวรี
ทั้งนี้เมอร์คิวรีนั้นสื่อความหมายถึงเทพเจ้าแห่งการสื่อสาร
โดยที่เป็นโครงการมนุษย์อวกาศคนเดียว
กล่าวคือ สหรัฐอเมริกาส่งมนุษย์ขึ้นไปเพียงคนเดียวกับยานอวกาศที่รู้จักกันในนามว่า “แคปซูล”
2. ขั้นตอนที่ 2 คือ โครงการเจมินีหรือโครงการคนคู่
โดยที่โครงการนี้มีมนุษย์อวกาศ 2 คนที่ขึ้นไปในยานอวกาศลำเดียวกันนั้น
ทั้งนี้ตามโครงการในขั้นตอนที่ 2 นี้มนุษย์อวกาศได้มีโอกาสทดลองออกนอกยานอวกาศอีกด้วย
อีกทั้งยังได้ทำการเชื่อมต่อยานอวกาศลำนี้เข้ากับจรวดอะเจนาอีกลำหนึ่งที่ขึ้นไปก่อนหน้านั้นเป็นผลสำเร็จ
อนึ่ง การทดลองตามขั้นตอนดังกล่าวนี้เป็นส่วนสำคัญในการก้าวไปสู่การทดลองขั้นตอนที่ 3 อีกต่อไปด้วยความเชื่อมั่นยิ่งขึ้น
3. ขั้นตอนที่ 3 คือ โครงการอะพอลโลที่เป็นโครงการมนุษย์อวกาศ 3 คน
ทั้งนี้ยานอวกาศลำนี้มีชื่อว่า “มอดูล”
จรวดลำที่ใช้ชื่อว่า แซตเทิร์น 5 มีลักษณะเป็น 3 ท่อน
มวล 3 พันตัน
ณ ขณะที่ตั้งตรงในแนวยืนแนวหนึ่งนั้นสูงกว่าตึก 30 ชั้นทีเดียว
ตามโครงการดังกล่าวจรวดลำนี้จะต้องส่งมนุษย์อวกาศเข้าสู่วงโคจรของโลกวงหนึ่งพร้อมกันทั้ง 3 คนอย่างปลอดภัยในเบื้องต้น
กิจกรรมต่อจากนั้น คือ การฝึกหัดต่อเชื่อมยานอวกาศลำหนึ่ง ๆ เข้าด้วยกันในอวกาศนั้น
โครงการที่ตั้งไว้ขั้นต่อจากประสบความสำเร็จแล้ว คือ การส่งยานอวกาศลำหนึ่งที่มีมนุษย์อวกาศไปโคจรรอบดวงจันทร์แล้วเดินกลับมายังโลกอย่างปลอดภัย
ดังนั้น ขั้นสุดท้ายของโครงการอะพอลโลดังกล่าวเป็นดังนี้
กล่าวคือ การส่งมนุษย์อวกาศลงสัมผัสพื้นผิวดวงจันทร์
อีกทั้งต้องสามารถกลับขึ้นมาจากพื้นผิวดวงจันทร์นั้นได้
แล้วต้องเดินทางกลับมายังโลกของเราอย่างปลอดภัยในที่สุด
ทั้งนี้ย่อมเป็นที่ยอมรับกันถึงเกียรติประวัติอันยิ่งใหญ่ด้านอวกาศแห่งมนุษยชาติร่วมกัน
ทั้งนี้เป็นที่คาดหวังดังนี้
ขั้นตอนต่าง ๆ ต้องดำเนินได้เรียบร้อยดังที่คาดหวังไว้นั้น
ความปรารถนาอันแรงกล้าตามโครงการนี้เป็นดังนี้
กล่าวคือ การบรรลุสู่ขั้นสุดท้ายของโครงการอะพอลโลสู่ดวงจันทร์และกลับคืนสู่โลกอย่างปลอดภัยต้องเป็นจริงอย่างแน่นอน
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
26 มกราคม 2554

มนุษย์อวกาศคนแรกของโลก

Jan 21, 2011 by     Comments Off on มนุษย์อวกาศคนแรกของโลก    Posted under: Astronomy, Physics, Uncategorized

มนุษย์อวกาศคนแรกของโลก
นิคาตา เอส ครุสชอว์บซึ่งเป็นผู้นำแห่งสหภาพโซเวียตรัสเซียสมัยนั้นได้ทำนายเหตุการณ์เกี่ยวกับการเดินทางออกสู่อวกาศของมนุษย์โลกเนื่องในโอกาสที่ท่านได้กล่าวสุนทรพจน์ ณ เมืองคาซาห์เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2504 มีใจความ ณ ตอนหนึ่งดังนี้
“คงอีกไม่นานนักสหภาพโซเวียตรัสเซียจะส่งยานอวกาศลำหนึ่งที่มีมนุษย์คนหนึ่งขึ้นสู่อวกาศอย่างแน่นอน”
อนึ่ง ต่อมาในช่วงเวลาไม่ถึง 1 เดือนคำกล่าวของครุสชอว์บก็เป็นจริงราวกับประหนึ่งว่า “ฝันที่เป็นจริงฉะนี้”
ยูริ เอ กาการิน คือ มนุษย์อวกาศคนแรกของโลก
ยูริ เอ กาการินมีอายุ 27 ปีได้ทะยานขึ้นสู่อวกาศในยานอวกาศวอสต็อก 1
เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2504
ทั้งนี้เพียง 18 วันหลังจากที่สปุตนิก 10 ขึ้นสู่วงโคจรรอบโลกวงหนึ่ง
แต่ก็ขึ้นก่อนหน้า 23 วันของการขึ้นสู่อวกาศของมนุษย์อวกาศคนแรกของสหรัฐอเมริกา คือ อะแลน บี เชปปาร์ด
ยานอวกาศวอสต็อก 1 ลำนี้มีองค์ประกอบเชิงกายภาพดังนี้
รูปทรงกระบอกท่อนหนึ่ง
มวล 4,725 กิโลกรัม
เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4 เมตร
ยาว 9 เมตร
อนึ่ง ยานอวกาศวอสต็อก 1 ลำนี้มีสมบัติพิเศษที่อำนวยความสะดวกดังนี้
สามารถปรับอากาศภายในยานอวกาศได้โดยที่สามารถปรับให้มีส่วนประกอบของก๊าซออกซิเจนและก๊าซไนโตรเจนที่ละม้ายคล้ายคลึงกับของบรรยากาศของโลก
สามารถปรับความดันก๊าซภายในเท่ากับความดันอากาศปกติ ณ ระดับน้ำทะเลบนโลกของเรา
นอกจากนี้ มีอาหาร น้ำ และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องหนึ่งที่อำนวยความสะดวกได้นานถึงอย่างน้อย 10 วันและอาจจะถึง 12 วันในกรณีที่จำเป็น
ระหว่างที่ยานอวกาศลำนี้โคจรรอบโลกรอบหนึ่งจึงทำหน้าที่ประหนึ่งดาวเทียมดวงหนึ่ง
อนึ่ง ในช่วงเวลาของการโคจรรอบโลกครบ 1 รอบประมาณ 89.1 นาทีนั้นมนุษย์อวกาศกาการินได้พูดสื่อสารกับสถานีติดตามบนภาคพื้นดินบนโลก 2 ครั้งดังนี้
ครั้งหนึ่ง คือ ขณะที่อยู่เหนืออเมริกาใต้
และอีกครั้งหนึ่ง ณ ขณะที่อยู่หนือทวีปอาฟริกา
อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจจะเข้าใจเจตนาถึงการเลือกช่วงเวลาและตำแหน่งหนึ่ง ๆ เหนือโลก ณ ตำแหน่งนั้นว่าต้องการสื่อให้ชาวโลกได้ล่วงรู้ถึงสิ่งที่กระทำดังหล่าวนั้น
แน่นอนที่สุดชาวโลกทั้งปวงต่างชื่นชมในความสำเร็จ ณ ครั้งนั้น
ยานอวกาศลำนี้โคจรด้วยอัตราเร็วที่มากกว่า 3 หมื่นกิโลเมตรต่อชั่วโมงได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งยวด
ยานอวกาศลำนี้โคจรรอบโลกครบ 1 รอบ
ณ ตอนที่จะกลับสู่โลกย่อมเป็นสภาวะที่ท้าทายความสามารถของมนุษย์โลกอีกครั้งหนึ่งโดยที่ไม่แตกต่างจากตอนที่ยานอวกาศทะยานขึ้นสู่ห้วงเวหาดังกล่าว
เพื่อต่อต้านต่อแรงโน้มถ่วงของโลกที่มีต่อยานยอวกาศลำนี้
ดังนั้น ณ ตอนที่จะลงสู่โลกนั้นกาการินได้ยิงจรวดลูกหนึ่งเพื่อยั้งอัตราเร็วโดยยึดหลักตามกฎการเคลื่อนที่ข้อ 3 ของนิวตัน
อีกทั้งยังใช้ร่มชูชีพชุดหนึ่งช่วยในการพยุงตามหลักของแรงพยุงแรงหนึ่งด้วย
กาการินลงสู่พื้นพิภพอย่างปลอดภัยท่ามกลางความดีใจและโล่งใจของทุกคน
ทั้งนี้กาการินลงสัมผัสพื้นโลก ณ ท้องที่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ณ ระยะห่างจากกรุงมอสโคว์ประมาณ 640 กิโลเมตร
มนุษย์อวกาศคนแรกของโลกคนนี้ท่องอวกาศนานถึง 108 นาที
ประโยคประโยคแรกที่กาการินกล่าว ณ ทันทีที่ลงถึงโลกดังนี้
“ข้าพเจ้าสบายดี”
ทั้งนี้ครุสชอว์บได้พูดตอบด้วยความยินดีดังนี้
การกระทำของท่านครั้งนี้ยากที่มนุษย์โลกจะลืมกันได้
เพราะท่านเป็นมนุษย์คนแรกที่ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ
ต่อนี้ไปก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบรรดาประเทศที่ยิ่งใหญ่ประเทศต่าง ๆ พยายามไล่กวดตามเราเอาเองก็แล้วกัน
อนึ่ง เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ให้แก่มนุษย์อวกาศคนแรกของโลกนี้
สหภาพโซเวียตรัสเซียได้พิมพ์ดวงตราไปรษณียากรขึ้นเป็นพิเศษ
อีกทั้งยังพิมพ์หนังสือที่เกี่ยวกับกาการินเนื่องในโอกาสนี้ด้วย
อนึ่ง เนื่องโอกาสแห่งความสำเร็จของมนุษย์ชาติครั้งนี้อดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดีได้ส่งโทรเลขแสดงความยินดีไปยังครุสชอว์บเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2504 นั้นด้วยโดยมีข้อความดังนี้
ชาวอเมริกันขอแสดงความยินดีต่อชาวโซเวียตที่มนุษย์อวกาศคนแรกของโลกได้เดินทางขึ้นสู่อวกาศและเดินทางกลับมายังโลกโดยสวัสดิภาพ
ทั้งนี้ด้วยความปรารถนาดีจากใจจริง
อนึ่ง ข้าพเจ้ามีความปรารถนาอยากจะให้ประเทศของเรา 2 ประเทศนี้ร่วมมือกันทางด้านอวกาศเพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่แห่งมนุษยชาติโดยรวม
นอกจากนี้ เคเนดียังได้กล่าวในวันเดียวกันนั้นอีกดังนี้
สหรัฐอเมริกาต้องการเวลาที่จะไล่กวดให้เทียมทันกับโซเวียต
นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังต้องมีความก้าวหน้าในแขนงอื่น ๆ อีกด้วยจึงจะมีโอกาสเป็นที่หนึ่งได้
บางทีเราอาจจะบังเกิดผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ในระยะยาวต่อไป
ทั้งนี้ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์แห่งมนุษยชาติเป็นสำคัญ
“แต่ปัจจุบันนี้เรายังอยู่ในฐานะที่ล้าหลังอยู่”
โดยที่เราต้องตระหนักในสิ่งนี้
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
21 มกราคม 2554

อเมริกาผู้ล้าหลัง

Jan 20, 2011 by     Comments Off on อเมริกาผู้ล้าหลัง    Posted under: Astronomy, Physics, Uncategorized

อเมริกาผู้ล้าหลัง
ยุคอวกาศเปิดฉากขึ้นแล้ว
เมื่อรัสเซียส่งดาวเทียมดวงแรกของโลก คือ สปุตนิก 1 ทะยานอย่างผงาดขึ้นสู่ท้องฟ้าในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2500
ชาวโลกทั้งหลายต่างแสดงความชื่นชมยินดีต่อความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์โลกในครั้งนั้น
เพียงชั่วเวลาหนึ่งเดือนต่อมาที่เปรียบเหมือนช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงข้ามคืนรัสเซียก็ประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมดวงที่ 2 ซึ่งมีสุนัขตัวหนึ่งขึ้นไปกับดาวเทียมดวงนี้ด้วยโดยเปรียบเสมือนเป็นนักบินอวกาศที่บังคับดาวเทียมดวงดังกล่าวเข้าสู่วงโคจรรอบโลกอย่างน่าอัศจรรย์เป็นที่สุดแก่ชาวโลกในสมัยนั้น
ณ ตอนนั้นชาวโลกทั้งหลายยากที่จะหยั่งรู้ถึงความรู้สึกอันแท้จริงของอเมริกาซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจในสมัยนั้น
อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกันนั้นอเมริกาที่ประหนึ่งเป็นพี่เบิ้มแห่งโลกเสรีได้ตื่นขึ้นจากความพิศวงและได้พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะส่งดาวเทียมดวงหนึ่ง ๆ ขึ้นสู่ห้วงเวหาเพื่อเป็นการแก้หน้าบ้าง
แต่อนิจจา อเมริกาต้องประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
9 ตุลาคม พ.ศ. 2500 ณ ทำเนียบขาว
อดีตท่านประธานาธิบดีดไวต์ ดี ไอเซนเฮาร์ได้กล่าวแสดงความชื่นชมและแสดงความยินดีต่อความสำเร็จของนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม ท่านได้กล่าวเสริมไว้ด้วยดังนี้
สหรัฐอเมริกาไม่ได้ปรารถนาและไม่คิดที่จะใช้แผนการณ์ในการส่งดาวเทียมดวงหนึ่ง ๆ ขึ้นสู่ห้วงเวหาเพื่อแข่งขันกับชนชาติอื่น ๆ
ทั้งนี้สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ อย่างระมัดระวังเป็นที่สุด
ท้ายสุดท่านได้กล่าวเชิงสรุปดังนี้
ย่อมเป็นที่ประจักษ์อย่างเด่นชัดแล้วว่าความสำเร็จในการส่งสปุตนิก 1 ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าได้อย่างงดงามนั้นเป็นการแสดงอย่างเด่นชัดว่านักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียมีความสามารถอย่างยอดเยิ่ยมทางด้านจรวดในปัจจุบันนี้
อย่างไรก็ตาม หาได้มีสิ่งบ่งชี้แต่ประการใดว่ารัสเซียนั้นผงาดอยู่อย่างปลอดภัยและมีความมั่นคงที่เหนือชั้นแก่สหรัฐอเมริกาแม้แต่น้อยนิด
อนึ่ง สำหรับชนชาติต่าง ๆ ในโลก ณ ตอนนั้นต่างคำนึงดังนี้
ถ้าพิจารณาอิทธิพลที่มีต่อทางด้านการเมืองและการทหารของโลกแล้วต่างต้องเห็นพ้องกันโดยไม่ต้องสงสัยเลยดังนี้
ทั้งนี้ในขณะที่สหภาพโซเวียตรัสเซียในสมัยนั้นซึ่งอยู่ในฐานะประเทศผู้นำแห่งค่ายคอมมิวนิสต์ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งทางด้านจรวดและอวกาศ
ตรงกันข้าม สหรัฐอเมริกาซึ่งถือว่าเป็นพี่ใหญ่แห่งค่ายเสรีประชาธิปไตยกลับประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ดังนั้น ผลดังกล่าวจึงเป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลกทั้งมวลถึงความแตกต่างประหนึ่งขาวและดำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
15 ตุลาคม พ.ศ. 2500 อดีรองประธานาธิบดีริชาร์ต เอ็ม นิกสันได้กล่าวสุนทรพจน์ที่ซานฟรานซิสโกโดยมีข้อความโดยสรุปดังนี้
ถ้าเราพิจารณาช่วงเวลาก่อนและหลังความสำเร็จในการส่งดาวเทียมสปุตนิกดวงหนึ่ง ๆ ขึ้นสู่ห้วงเวหานั้นสหภาพโซเวียตรัสเซียมิได้มีกำลังทหารที่แข็งแกร่งกว่ากันแต่ประการใด
อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเมินเฉยต่อความสำเร็จดังกล่าวเราอาจจะผิดพลาดอย่างมาก
ดังนั้น ทางที่ดีเราควรยอมรับอย่างจริงใจดังนี้
รัสเซียได้พัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ อวกาศ และอุตสาหกรรมต่อเนื่องล้ำหน้าไปอย่างกว้างขวาง
ณ ที่นี้ผู้เขียนขอกล่าวเสริมรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้
4 ตุลาคม พ.ศ. 2500 เป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ทางด้านอวกาศ
ณ วันนั้นดาวเทียมอะลูมิเนียมรูปทรงกลมดวงหนึ่งซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณครึ่งเมตรและมีมวล 83.6 กิโลกรัมนามว่า สปุตนิก 1 ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยอิทธิพลอันเนื่องจากแรงผลักดันของจรวด 3 ท่อนลำหนึ่ง ณ เวลา 19.21 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช ประเทศอังกฤษ
ดาวเทียมดวงดังกล่าวนี้มีเครื่องส่งคลื่นวิทยุเครื่องหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นสถานีวิทยุอวกาศแห่งหนึ่ง
ทั้งนี้สามารถส่งสัญญาณกลับมายังโลก ณ ความถี่ดังนี้
กล่าวคือ 20.005 เมกะเฮิรตซ์และ 40.002 เมกะเฮิรตซ์
อนึ่ง เครื่องส่งคลื่นวิทยุเครื่องนี้หยุดทำงาน ณ วันที่ 27 ตุลาคม
โดยได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นที่พอใจตลอดระยะเวลา 23 วัน
ทั้งนี้ดาวเทียมสปุตนิกดวงดังกล่าวเคลื่อนที่ตามวงโคจรรอบโลกวงหนึ่ง ๆ ด้วยอัตราเร็วโดยเฉลี่ยมากกว่า 3 หมื่นกิโลเมตรต่อชั่วโมง
3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2500
สหภาพโซเวียตรัสเซียส่งดาวเทียมดวงหนึ่ง คือ สปุตนิก 2 เข้าสู่วงโคจรรอบโลกวงหนึ่ง ณ เวลามาตรฐานกรีนิช คือ 02.32 น.
ดาวเทียมสปุตนิก 2 ดวงนี้มีองค์ประกอบที่แตกต่างจากเดิมดังนี้
1. สุนัขเพศเมียมวลประมาณ 5 กิโลกรัมชื่อ ไลกาตัวหนึ่ง
2. เครื่องมือวิทยาศาสตร์เพื่อศึกษาการแผ่รังสีในช่วงคลื่นสั้นจากดวงอาทิตย์
3. เครื่องส่งคลื่นวิทยุครื่องหนึ่ง ๆ
4. เครื่องมือสำหรับตรวจสภาพการดำรงชีวิตของสัตว์ในสภาวะนั้น
อย่างไรก็ตาม มนุษย์โลกได้รับข่าวที่น่าสลดใจ คือ เจ้าไลกาได้จบชีวิตของมันจากการกระทำของมนุษย์หลังจากที่โคจรอยู่ในวงโคจรวงหนึ่ง ๆ ได้เพียง 1 สัปดาห์
เพียง 4 วันหลังจากที่สหภาพโซเวียตรัสเซียได้ส่งสปุตนิก 2 เข้าวงโคจรรอบโลกวงหนึ่ง ๆ ณ ตอนนั้นอดีตประธานาธิบดีไอเซนเฮาร์ได้ประกาศดังนี้
อเมริกาจะไม่ยอมเดินตามรอยเท้าของรัสเซียทางด้านอวกาศอีกต่อไป
ทั้ง ๆ ที่ก็ยอมรับว่า ณ ตอนนั้นรัสเซียได้นำหน้าอเมริกาทางด้านจรวดและอวกาศแล้วก็ตามที
ทั้งนี้สื่อความหมายให้ชาวโลกได้รับรู้ว่าอเมริกานั้นจะต้องก้าวล้ำหน้ารัสเซียด้านการพิชิตอวกาศในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ความพยายามของสหรัฐอเมริกาในการส่งดาวเทียมดวงแรกของชุดแวนการ์ดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2500 ก็ต้องเป็นหมัน
ณ ตอนนั้นสะท้อนอย่างเด่นชัดดังนี้
อเมริกาล้าหลังรัสเซียอยู่หลายขลุมทางด้านอวกาศ
อนึ่ง ผู้เขียนมีความเห็นโดยส่วนตัวดังนี้
ความล้าหลังของผู้ที่ไม่ยอมแพ้นี้เองที่เป็นแรงกระตุ้นอย่างดีเยี่ยมแรงหนึ่งที่ท้าทายความสามารถของผู้นำแห่งค่ายเสรีประชาธิปไตย
หาไม่แล้วก็อาจจโดนตราหน้าในฐานะผู้แพ้ตลอดกาล
ดังนั้น ถ้าผู้อ่านเป็นผู้แพ้สิ่งใดสิ่งหนึ่งผู้หนึ่ง ณ ตอนหนึ่งย่อมจะเป็นผู้ชนะในสิ่งอื่น ๆ ที่ดีกว่าผู้หนึ่งก็เป็นได้ตราบใดที่ไม่ท้อถอยและมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองเป็นที่ตั้ง
โดยเริ่มทำกิจที่พึงปรารถนาในทันที
ปรารถนาดีจากผู้เขียน
สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
http://genphysics.wordpress.com/
20 มกราคม 2554