Tagged with " The Moon"

ดวงจันทร์ที่ฉันมองดู

Dec 11, 2010 by     1 Comment     Posted under: Astronomy, Physics, Poems, Uncategorized

ดวงจันทร์ที่ฉันมองดู

ดวงจันทร์นี้ที่ฉันมองต้องแปลกใจ
เพราะเหตุใดผิวสดใสกลายหม่นหมอง
บางแห่งคล้ำดำด่างต่างเคยมอง
ความผุดผ่องดั่งน้องนางกลับห่างไกล
เครเตอร์หรือคือหลุมใหญ่มากมายนัก
จึงประจักษ์ตระหนักกันนั่นไฉน
อุกกาบาตผงาดโหมโจมลงไป
กระหน่ำใส่ให้หน้าพรุนไม่คุ้นเลย
ดวงจันทร์นี้ที่ใกล้กันฉันเพื่อนบ้าน
บริวารทางการนั้นฉันวางเฉย
ได้เคลื่อนตามโลกไปไม่ละเลย
ไม่เมินเฉยเลยใกล้ไล่ตามไป
แสงนวลผ่องส่องมานั้นนั่นสะท้อน
ไม่ยอกย้อนสะท้อนว่ามาจากไหน
สุริยาครานี้มีโดยนัย
ส่งแสงไปให้ดวงจันทร์อันจันทรา
มนุษย์นี้ที่เดินทางอย่างทะนง
โดยมุ่งตรงเจาะจงไปที่ใฝ่หา
เดินทางกลับโลกนี้ที่ผ่านมา
ด้วยความกล้าปัญญาเลิศประเสริฐงาม
คนไทยนั้นฝันบ้างไหมกระไรนั่น
สู่ดวงจันทร์อันแดนไกลอยากใคร่ถาม
อันคนไทยเรียนรู้ได้ใคร่ติดตาม
อันเนื้อความตามนี้ที่ชี้นำ

ดวงจันทร์เป็นบริวารของโลกดวงเดียว
ทั้งนี้ช่วงเวลาซึ่งดวงจันทร์หมุนรอบตัวเองครบ 1 รอบและโคจรรอบโลกครบ 1 รอบนั้นเท่ากัน คือ 1 เดือนดาราคติหรือประมาณ 27 กับ 1 ใน 3 วัน
ด้วยเหตุนี้ ดวงจันทร์จึงหันเข้าหาโลกเพียงด้านเดียวเสมอ
อีกทั้งด้านของดวงจันทร์ซึ่งรับแสงโดยตรงจากดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิสูงกว่า 130 องศาเซลเซียส
ตรงกันข้าม ด้านที่ไม่ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิต่ำกว่า -150 องศาเซลเซียส
ดวงจันทร์มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 1 ใน 4 ของโลกหรือครึ่งหนึ่งของดาวอังคารโดยประมาณ
เนื่องจากดวงจันทร์มีมวลประมาณ 1 ใน 81 ส่วนของโลกดวงจันทร์จึงมีขนาดความโน้มถ่วงที่ผิวประมาณ 1 ใน 6 ของโลกเท่านั้น
สมมติ มนุษย์โลกคนหนึ่งซึ่งมีขนาดน้ำหนัก 600 นิวตัน ณ โลก เมื่อไปอยู่ที่ดวงจันทร์จะมีขนาดน้ำหนักประมาณ 100 นิวตันเท่านั้น
ดวงจันท์มีระยะทางเฉลี่ยจากโลกประมาณ 384,400 กิโลเมตร
ดังนั้น เราจึงเห็นดวงจันทร์ตอนเต็มดวงนั้นใหญ่ใกล้เคียงกับขนาดปรากฏของดวงอาทิตย์ คือ ประมาณครึ่งองศาทั้ง ๆ ที่ดวงจันทร์มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ใน 400 ส่วนของดวงอาทิตย์เท่านั้น
อนึ่ง ดวงจันทร์ไม่มีอากาศและไม่มีบรรยากาศห่อหุ้มเหมือนกับโลก
เครเตอร์จำนวนมากซึ่งเป็นผลจากการตกกระทบโดยตรงของอุกกาบาตจึงเป็นร่องรอยที่สนับสนุนสิ่งนี้ได้เป็นอย่างดียิ่ง
ด้วยเหตุนี้ ดวงจันทร์จึงเป็นเทห์ฟ้าชิ้นหนึ่งในปริภูมิแห่งนี้ซึ่งจะมีแต่ความเวิ้งว้างว่างเปล่าและเงียบสงบ
นอกจากนี้ ไม่มีร่องรอยของน้ำปรากฏอยู่ดังเช่นบนโลกของเรา
อย่างไรก็ตาม มนุษย์ยังปรารถนาที่จะเดินทางไปสำรวจอีกในอนาคต
ทั้งนี้มนุษย์มีความอยากรู้อยากเห็นสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาตินั่นเอง
อนึ่ง ขณะที่ดวงจันทร์โคจรตามวงโคจรวงหนึ่งรอบโลกนั้น พื้นผิวของดวงจันทร์ส่วนที่สะท้อนแสงได้ประมาณ 7% ของแสงจากดวงอาทิตย์จะปรากฏแก่คนบนโลกมีลักษณะแตกต่างกันไปตามตำแหน่งต่าง ๆ กันนั้น
ทั้งนี้จึงทำให้เกิดข้างขึ้นและข้างแรมฉะนี้
ผิวดวงจันทร์นั้นงามตามคนมอง
บางคนจ้องมองตอนเต็มเข้มแจ่มใส
บางคนนั้นต่างจิตคิดต่างไป
เป็นเสี้ยวไซร้ใคร่เห็นเน้นคิ้วงาม
อันต่างคนยลแตกต่างอย่างที่บอก
หาได้หลอกบอกกันได้ไม่ต้องถาม
ต่างจิตใจสิ่งใดต่างอย่างดีงาม
ย่อมสื่อความตามสิ่งนี้ดีทั่วกัน

สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
11 ธันวาคม 2553

ของระลึกที่โลกลืม

Nov 22, 2010 by     Comments Off on ของระลึกที่โลกลืม    Posted under: Astronomy, Poems, Uncategorized

ของระลึกที่โลกลืม

ตัวข้าฯ นี้ที่เฝ้าดูอยู่แน่วแน่
ก็เห็นแต่แดนสรวงปวงสวรรค์
อีกผลงานผ่านมาสารพัน
ทั้งดวงจันทร์ดวงดาวที่พราวพราย
คนทั้งโลกโชคดีหลายได้คุ้มครอง
สิ่งหวังปองสนองให้ดั่งใจหมาย
เกียรติระบือชื่อเสียงขจรขจาย
สิ่งทั้งหลายมลายสยบซบเท้าเอย

ถอดความเลียนแบบเนื้อหาตามคำตรัสของสันตะปาปาปอลที่ 6 (Pope Paul VI) ตามที่ได้จารึกไว้ในแผ่นจารึกขนาดจิ๋วแผ่นหนึ่งซึ่งได้ย่อลงมาเป็น 1 ใน 200 ส่วนจากของจริง
วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 (วันและเวลา ณ ประเทศไทย)
วันนั้นโลกทั้งโลกอยู่ในความเงียบ แต่ใจของทุก ๆ คนบนโลกหาได้เงียบสงบ ดังที่ปรากฏอยู่ไม่
ทุกคนซึ่งรวมทั้งผู้เขียนเองด้วยต่างก็อยู่ในสภาวะที่อาจจะสับสนบ้างเพราะไม่แน่ใจว่า “เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันนั้นจะลงเอยด้วยสถานใด”

ข้อความดังที่ผู้เขียนกล่าวไว้นี้ผู้อ่านคนหนึ่ง ๆ ซึ่งมีโอกาสอยู่ในช่วงวันและเวลานั้นจะสามารถยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ผู้เขียนมิได้กล่าวจนเกินจริงแต่ประการใด

วันนั้นผู้เขียนนั่งติดตามเหตุการณ์อยู่ ณ ห้องส่งของสถานีโทรทัศน์ฯ ช่อง 4 ที่ บางขุนพรหม กรุงเทพฯ ตามคำเชิญของนายพิชัย วาสนาส่ง (ต้องขอเอ่ยนำไว้ ณ ที่นี้เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน ) โดยที่นายพิชัย วาสนาส่งเป็นผู้ร่วมอภิปรายคนหนึ่งด้วย
ณ ขณะนั้นต้องยอมรับว่า นอกจากความตื่นเต้นต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยไม่มีใครเลยที่มีความเชื่อมั่นเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นต้องสำเร็จด้วยดีอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งผู้เขียนซึ่งอยู่ในฐานะผู้บรรยายเหตุการณ์วันนั้นก็ไม่ได้เชื่ออย่างสนิทใจว่า คนบนโลกกำลังจะรับรู้เหตุการณ์ที่เป็นจริง
อย่างไรก็ตาม โดยมรรยาทที่มีต่อส่วนรวมและต่อสังคมโลกผู้เขียนจึงไม่ได้แสดงความคิดความรู้สึกเช่นนั้นออกมาเลย ไม่ว่าจะเป็นทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ
ในที่สุด เหตุการณ์ระทึกโลกก็ผ่านพ้นไปและเป็นที่กล่าวขานถึงกันอีกนาน
แต่เหตุการณ์วันนั้นได้ผ่านไปนานมากแล้วในความรู้สึกของคนทั่วไปจึงแทบจะไม่มีใครกล่าวถึงอีกเลย
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังรู้สึกราวกับว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้เองจึงใคร่นำมากล่าวเพื่อเป็นการเตือนใจแก่คนที่เคยรับรู้มาแล้วประการหนึ่งและอีกประการหนึ่งนั้น คือ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังที่ไม่มีโอกาสได้เห็นเหตุการณ์สำคัญซึ่งเป็นเพียงครั้งเดียวในโลกนี้ครั้งนั้นด้วย
วันนั้นเป็นวันที่ยานอวกาศลำหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า อะพอลโล 11 (Apollo 11) ได้ลงจอดบนผิวดวงจันทร์อย่างนิ่มนวลท่ามกลางความตื่นเต้นและดีใจของคนทั้งโลก
ทั้งนี้วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 เป็นวันหนึ่งที่เราเคยคิดกันดังนี้
เราทุกคนจะจดจำวันนี้ไว้จนชั่วนิรันดร
ณ วันนี้ผู้เขียนเองไม่ค่อยแน่ใจนักว่า คนบนโลกจำนวนเท่าใดซึ่งยังคงระลึกถึงวันแห่งมนุษยชาติวันนั้นได้

ทั้งนี้ของที่ระลึกชิ้นเล็กสุดชิ้นนี้เป็นชิ้นที่มนุษย์โลกได้ฝากไว้บนดวงจันทร์ในการเยี่ยมเยียนเป็นครั้งแรกครั้งนั้น
เมื่อเวลาประมาณ 09.56 น. ของวันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2512
ตามวันและเวลาของประเทศไทย
ณ วันมนุษยชาติวันนั้นนีล อาร์มสตรอง (Neil Armstrong) ซึ่งเป็นผู้บังคับยานอวกาศอะพอลโล 11 เป็นมนุษย์คนแรกที่ก้าวลงเหยียบพื้นผิวของดวงจันทร์ได้ลงไปยืนอย่างผงาดบนแผ่นกลมแผ่นหนึ่งที่ฐานของยานอินทรีย์เหล็กลำนี้
สักครู่หนึ่งเขาจึงเปล่งด้วยเสียงดังที่แสดงพลังดังนี้
“ก้าวนี้นับว่าเป็นเพียงก้าวสั้น 1 ก้าวของมนุษย์โลกคนหนึ่ง แต่จะเป็นก้าวกระโดดยักษ์ก้าวหนึ่งของมนุษยชาติ”
นับจากวันนั้นจนกระทั่งถึงวันนี้
ก้าวแรกก้าวหนึ่งนั้นก็ยังคงเป็นก้าวแรกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น
มนุษยโลกจึงยังคงต้องรอก้าวกระโดดของมนุษยชาติก้าวหนึ่ง ๆ ต่อไปอีก
ทั้งนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า จะต้องรอกันอีกนานสักเท่าใด
แม้แต่โอกาสที่มนุษย์โลกสามารถสัมผัสพื้นผิวของดวงจันทร์ได้อีก
รศ.สมพงษ์ ใจดี
sompongsej@yahoo.com
22 พฤศจิกายน 2553